ที่สุดแล้ว บทสรุปการต่อสู้ในเวทีรัฐสภา ระหว่าง "รัฐบาล"กับ "ฝ่ายค้าน" ก็มีอันจบลงที่ฝ่ายหลังไม่อาจสมหวัง บรรลุเป้าหมายได้ตามที่คาดหวัง
โดยเฉพาะความต้องการของพรรคก้าวไกลเองที่หวังว่าจะใช้ที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ "สนองตอบ" ต่อ "ความต้องการ" ของ "ม็อบราษฎร" ให้สำเร็จ
เพราะมติจากการโหวตให้ความเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้ง 7 ฉบับนั้น ปรากฎว่า ร่างที่เสนอโดยภาคประชาชน หรือร่างของไอลอว์ ถูกตีตกลงไป เป็นไปตามความคาดหมายที่มีขึ้นก่อนหน้านี้ เมื่อ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลและสมาชิกวุฒิสภา จับมือกันคว่ำร่างไปเรียบร้อยแล้ว
นั่นหมายความว่า โอกาสที่พรรคก้าวไกลในฐานะพรรคการเมืองฝ่ายค้านที่ออกตัวสนับสนุนกลุ่มผู้ชุมนุมราษฎร ทั้งทางตรงและทางอ้อม ส่วนพรรคเพื่อไทย ที่ดูเหมือนว่าจะพลิกกลับไป กลับมากว่าที่จะมีมติให้รับร่างฉบับไอลอว์ ก็จวนเจียนก่อนเข้าประชุมรัฐสภาเพื่อลงมติไม่กี่ชั่วโมง
ทั้งนี้เกมของพรรคก้าวไกล มีความชัดเจนว่า ต้องการสนองตอบต่อข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุมราษฎร ไม่ว่าจะเป็น 1. ให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ 2. ให้นายกรัฐมนตรี ลาออก และ3. ให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งถือว่ามีความชัดเจนมาโดยตลอด
ขณะที่เกมของพรรคเพื่อไทย กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นเพียงการ "โหนกระแส" ต่อขบวนไปกับ ม็อบเยาวชนที่พากันมาล้อมรัฐสภา เพื่อกดดันรัฐบาลและสว.ให้รับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับไอลอว์เท่านั้น
อย่างไรก็ดี การออกแรงผลักดันของพรรคฝ่ายค้านเพื่อให้เกมแก้รัฐธรรมนูญฉบับไอลอว์ เข้ามาอยู่ในรัฐสภา นั้นต้องเจอกับ ความผิดหวัง ซึ่งพรรคฝ่ายค้านเองก็รู้ดีว่าโอกาสที่จะสำเร็จนั้นยากเต็มที
ยิ่งเมื่อไอลอว์ คือองค์กรเอ็นจีโอ ถูกโจมตีอย่างหนักทั้งเรื่องที่มาของเงินทุนสนับสนุนที่มาจากต่างประเทศ ไปจนถึงเนื้อหาสาระในร่างรัฐธรรมนูญ หรือแม้แต่การที่สว.และฝ่ายค้านจี้ให้มีการตรวจสอบรายชื่อประชาชนที่ร่วมกันลงชื่อในร่างฉบับดังกล่าวว่าถูกต้องหรือไม่
การแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งเป็น 1ใน3ข้อเรียกร้องจากกลุ่มผู้ชุมนุม ที่มีความชัดเจนว่าร่างฉบับประชาชนไปไม่ถึงฝั่งฝัน แต่ดูเหมือนว่า เวลานี้ทางกลุ่มผู้ชุมนุมเอง ประเมินสถานการณ์ออกเช่นกันแล้วว่า การที่จะฝากความหวังเอาไว้ที่ พรรคฝ่ายค้านให้ใช้ช่องทางนิติบัญญัตินั้นคงไม่ใช่ "คำตอบ" อีกต่อไป
ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจที่จะพบว่า เหตุใด "แกนนำม็อบราษฎร" ทั้ง ทนายอานนท์ นำภา และ "เพนกวิน" พริษฐ์ ชีวารักษ์ จึงประกาศต่อผู้ชุมนุมที่หน้ารัฐสภาเมื่อคืนวันที่ 17 พ.ย.ที่ผ่านมา ว่าไม่สนใจว่าที่ประชุมรัฐสภาจะโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญ หรือไม่ แต่ได้นัดหมายให้มวลชนมาชุมนุมกันต่อในวันที่ 18 พ.ย.ที่สี่แยกราชประสงค์ พร้อมทั้งมีแผนไปล้อมที่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) จนทำให้สตช.ต้องประกาศยกระดับมาตรการรักษาความปลอด "ขั้นสูงสุด" เพื่อรับมือกับผู้ชุมนุม
เวทีรัฐสภา การใช้ช่องทางและกลไกของฝ่ายนิติบัญญัติ คล้ายเป็น "ประตู" ที่ปิดไปแล้วสำหรับม็อบราษฎร นั่นหมายความว่าพวกเขากำลังถูกบีบให้ต้องสู้บนท้องถนน ซึ่งมีแต่จะต้อง ยกระดับการชุมนุมให้หนักหน่วงมากยิ่งขึ้น เพราะไม่มีทางเหลือให้ "ถอย"อีกแล้ว !