แม้รัฐบาลจะตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการระบาดของโรคระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบศ.) ขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ อันเป็นโมเดลการแก้ปัญหา เช่นเดียวกับที่เคยตั้ง ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แต่ไทยจะประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ เฉกเช่นเดียวกับที่เคยรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จนได้รับเสียงชื่นชมเป็นตัวอย่างของโลกหรือไม่ ยังเป็นประเด็นที่ต้องเอาใจช่วย ประเด็นดังกล่าว เกิดจากนายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน และการประชุมผู้นำที่เกี่ยวข้องตลอดระยะเวลา 4 วันที่ผ่านมา สังเกตได้ว่าแต่ละประเทศได้หยิบยกประเด็นการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังวิกฤติโควิด-19 เป็นประเด็นหลักในการหารือร่วมกัน ดังนั้น รัฐบาลจึงอยากเสนอให้ประชาชนมีส่วนร่วมช่วยกันแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจ หลังจากที่คนไทยทุกภาคส่วนร่วมมือกันควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ได้เป็นอย่างดี จนปัจจุบันไทยสามารถก้าวข้ามปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ดีในระดับที่น่าพอใจจนได้รับคำชมเชยจากนานาประเทศและองค์กรต่างชาติมากมาย จึงชวนคิดต่อว่า ประชาชนจะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างไรบ้าง นอกจากการให้ความร่วมมือในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆที่รัฐบาลทยอยออกมา กระนั้น ข้อมูลจากศบศ. พบว่า ในช่วงที่เกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19 ค่าใช้จ่ายของคนไทยส่วนใหญ่เพิ่มขึ้น 33% สวนทางกับรายได้ที่ลดลงมากถึง 54% สิ่งที่ตามมาทำให้มีหนี้สินเพิ่มขึ้นโดยเป็นหนี้ในระบบ 14% และอีก 9% เป็นหนี้นอกระบบ จากผลกระทบที่เกิดขึ้นทำให้คนที่มีฐานะยากจนอยู่แล้วได้รับผลกระทบ โดยจากการสำรวจคนจนเมืองในภาวะวิกฤติโควิด-19 ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.) พบว่า คนจนเมืองกว่า 60% รายได้ลดลงเกือบทั้งหมด ส่วนอีก 31% รายได้ลดลงครึ่งหนึ่ง โดยคนจนเมืองต้องพึ่งความช่วยเหลือจากภาครัฐและภาคเอกชนที่แจกจ่าย อาหารและของอุปโภคและมีอีกจำนวนมากยังต้องกู้หนี้ยืมสินหรือนำของใช้ในบ้านไปจำนำเพื่อหาเงินมาประทังชีวิตด้วย ก่อนหน้านี้ นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยยังมีปัญหาซ้ำเติมจากเรื่องหนี้ครัวเรือน ที่เป็นปัญหาอยู่คู่กับไทยมาตั้งแต่ก่อนโควิด-19 เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่ใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการกู้ยืม จึงทำให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด ถือเป็นจุดเปราะบางของเศรษฐกิจ ทำให้รัฐบาลมีปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไขไม่ใช่เพียงแค่รายได้ของประชาชนที่ลดลงเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องภาระหนี้สินอีกด้วย ขณะที่นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยถึงสถานการณ์หนี้ครัวเรือนใน ไตรมาส 2/2563 ว่า มีมูลค่า 13.59 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.8% แต่ชะลอตัวลงจาก 4.1% ในไตรมาส 1/63 โดยคิดเป็นสัดส่วน 83.8% ต่อจีดีพี ทั้งนี้ การที่หนี้ครัวเรือนยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง มีสาเหตุหลักมาจากการหดตัวของเศรษฐกิจอย่างรุนแรง รวมถึงมูลค่าหนี้ครัวเรือนที่ยังเพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางทางการเงินของครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหรือมีความเสี่ยงทางรายได้และการมีงานทำ จากวิกฤติทางเศรษฐกิจและการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด ดังนั้น เราเห็นว่า ประชาชนจะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ ต่อเมื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในครัวเรือนของตนเองได้สำเร็จ ให้ปราศจากหนี้ หรือลดหนี้ลง ซึ่งนอกจากจะต้องอาศัยมาตรการแก้ไขปัญหาของรัฐและธนาคารแล้ว ทุกครัวเรือนต้องเริ่มทำทันที คือการรักษาวินัยทางการเงิน ในครัวเรือนของตนเอง เป็นการตั้งการ์ดสูง ป้องกันเชื้อไวรัสเศรษฐกิจ