ทั้งที่เสียงข่มขู่ เต็มไปด้วยความแข็งกร้าว ดังเซ็งแซ่อยู่ที่หน้าประตูป้อมค่าย ว่าม็อบราษฎรพร้อมที่จะยกพลมา "ล้อมรัฐสภา" ถ้า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ที่เสนอโดยไอลอว์ ถูกตีตกในการประชุมรัฐสภา 17-18 พ.ย.นี้
ทั้งที่ "พรรคก้าวไกล" ประสานเสียงกับ "พรรคร่วมฝ่ายค้าน" ออกเป็นมติออกมาชัดเจนแล้วว่าจะรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 7 ฉบับ โดยเฉพาะร่างฉบับไอลอว์ที่เป็นร่างเจ้าปัญหา พรรคฝ่ายค้านยังจะเดินหน้าผลักดันให้นำร่างฉบับดังกล่าว ใช้เป็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับหลัก สำหรับการพิจารณาในชั้นของคณะกรรมาธิการ ของรัฐสภา ต่อไปอีกด้วย
แต่กลับกลายเป็นว่า ทั้งท่าทีของ ม็อบราษฎรและแนวร่วมที่นัดหมายชุมนุมเรียกกระแสกันตั้งแต่วันเสาร์ที่ 14 พ.ย.ที่ผ่านมา ไม่สามารถทำให้ "รัฐบาล" และ "สว." หวั่นไหว หรือยอมถอย
นั่นหมายความว่า ส.ส.ของพรรคร่วมรัฐบาล รวมทั้ง สว.เองไม่กลัวว่าจะถูกล้อมเอาไว้ในรัฐสภา จนเกิดควาวุ่นวาย เหมือนเมื่อคราวเมื่อม็อบนำมวลชนบุกไปปิดหน้ารัฐสภา รวมทั้งทางน้ำเมื่อวันประชุมรัฐสภา 24 ก.ย.ที่ผ่านมา ใช่หรือไม่ ?
เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว คงได้เห็นอาการ "ถอดใจ" และ "เคร่งเครียด" จาก "บิ๊กตู่"พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้น คือการที่พล.อ.ประยุทธ์ ออกอาการอารมณ์ดี ชมนก ชมต้นไม้ ใบหญ้า พร้อมทั้งร้องเพลงให้กับ ผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบรัฐบาลได้ฟังไปเพลิน ๆ พร้อมทั้งยืนยันว่า ไม่มีถอดใจ
"ไม่มีคำว่าท้อแท้ แต่ก็ผอมลงหน่อยเท่านั้น แต่ไม่ได้เป็นโรคอะไร ยังแข็งแรง ทั้งกายและใจ เพราะทำเพื่อคนอื่น อย่างไรก็ต้องทำจนกว่าจะไม่ได้ทำก็เท่านั้นเอง" (16 พ.ย.63)
มิหนำซ้ำ ยังกลายเป็นว่า มติจากที่ประชุม "วิปรัฐบาล" ออกมาชัดเจนในลักษณะที่ต้องบอกว่า "หัก" กับฝ่ายค้าน และไม่สนใจแรงกดดันจากม็อบราษฎร ว่า "ไม่รับ" ร่างของไอลอว์ แต่รับร่างที่ 1-2 ส่วนร่าง3-6 นั้นจะงดออกเสียง
ขณะที่ "กลุ่มไทยภักดี" ที่นำโดย "นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม" ซึ่งเป็นกลุ่มมวลชนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม "ม็อบสามนิ้ว" ประกาศคัดค้านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 3ฉบับ ทั้งของฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และรวมทั้งร่างของไอลอว์
จากท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ และส.ส.ฝ่ายรัฐบาล ที่ไม่หวั่นไหวต่อแรงกดดัน "นอกสภา" ที่ผู้ชุมนุมประกาศจะยกพลกันมาล้อมสภาฯ เลี้ยงกระแสกันมาตั้งแต่วันชุมนุมเมื่อวันที่ 14 พ.ย. กำลังสะท้อนให้เห็นถึงความมั่นใจ ของฝ่ายรัฐบาลเองว่าจะสามารถ "เอาอยู่"
ทั้งการวางแนวกั้นด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไปจนถึงประเมินแล้วว่าท่าทีของผู้ชุมนุมที่มุ่งหวังใช้วาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อกดดันให้รัฐบาลยอมจำนนแล้วรับร่างฉบับไอลอว์ จนนำไปสู่การเข้าไปแตะเรื่องการ "ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์"
เพราะตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า การที่ผู้ชุมนุมยื่นข้อเรียกร้อง 3 ข้อ โดยที่ข้อสุดท้ายให้มีการปฏิรูปสถาบัน กลับกลายเป็น "จุดอ่อน" สำหรับฝ่ายม็อบ กลายเป็น "เงื่อนไข" ที่ทำให้ ผู้ที่รัก และเทิดทูนสถาบัน ต้องพากันออกมาชุมนุม จนมีการปะทะกันอยู่ประปราย
นั่นหมายความว่าหากม็อบราษฎรยังเลือกที่จะใช้เพียงช่องทางเดียว ที่จะดันให้ข้อเรียกร้องข้อที่ 3 ว่าด้วยการปฏิรูปสถาบัน บรรลุเป้าหมาย คงเป็นเรื่องที่ยากเต็มที
ขณะที่เวลานี้ สถานการณ์ของฝ่ายรัฐบาลกลับพลิกขึ้นมา "เป็นต่อ" กุมความชอบธรรม ทั้งในสายตาเวทีนานาชาติ รวมทั้ง "ผู้นำกองทัพ"เองส่งสัญญาณ ว่าปฏิวัติรัฐประหารนั้น ติดลบ ยากที่จะเกิดขึ้นได้ แม้ฝ่ายผู้ชุมนุมและ ผู้ที่อยู่เบื้องหลัง พยายามยั่วยุให้มีรถถังเคลื่อนออกมาก็ตาม !