ลกขานรับข่าวดี หลังบริษัท ไฟเซอร์ อิงซ์ และไบโอเอ็นเทค ประกาศว่า วัคซีนไวรัสโคโรนาของบริษัทมีประสิทธิภาพมากกว่า 90% ในการป้องกันโควิด-19 ในกลุ่มคนที่มีหลักฐานการติดเชื้อมาก่อน
โดยมีข้อมูลว่า บริษัทไฟเซอร์ อิงค์ กับบริษัทไบโอเอ็นเทค มีสัญญามูลค่า 1,950 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อส่งมอบวัคซีนที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยให้กับสหรัฐฯ 100 ล้านโดส และยังมีความตกลงกับสหภาพยุโรป อังกฤษ แคนาดา และญี่ปุ่นด้วย
ทั้งนี้เพื่อประหยัดเวลาทั้งสองบริษัทได้ผลิตวัคซีนตามสูตรนี้ไปแล้วก่อนหน้าที่จะได้รับผลการทดลองในคนระยะสุดท้าย ส่งผลให้ประหยัดเวลาการผลิตไปได้มาก คาดว่า ภายในปีนี้จะผลิตวัคซีนโควิด-19 ออกมาได้มากถึง 50 ล้านโดส เพียงพอต่อการฉีดให้ 25 ล้านคน และจะเพิ่มการผลิตเป็น 1,300 ล้านโดสในปี 2564
โดยบริษัทไฟเซอร์ อิงค์ เตรียมยื่นคำร้องให้ทางการสหรัฐฯ ให้ความเห็นชอบในการใช้วัคซีนนี้เป็นการฉุกเฉิน สำหรับประชากรกลุ่มอายุ 16-85 ปี โดยจำเป็นต้องยื่นข้อมูลที่แสดงความปลอดภัยของวัคซีนในการทดลองเป็นเวลา 2 เดือน จากข้อมูลอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของกลุ่มทดลอง 44,000 คน คาดว่าจะได้รับภายในปลายเดือน พฤศจิกายน2563
สำหรับประเทศไทยนั้น นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ เปิดเผยว่า ก่อนที่บริษัทไฟเซอร์ อิงค์ จะประกาศประสิทธิภาพของวัคซีน ได้นัดล่วงหน้าหารือกับไทยเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน ซึ่งจะมีการหารือกันกลางเดือนพฤศจิกายน 2563 นี้ โดยไทยจะขอข้อมูลเชิงลึกกับบริษัทไฟเซอร์ อิงค์ เพื่อประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายของไทยกับบริษัทไฟเซอร์ อิงค์ ด้วย
ด้านศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นในเพจเฟซบุ๊ก Yong Poovorawan ตอนหนึ่งว่า “...วัคซีนมี 10 ตำรับที่อยู่ในระยะที่ 3 ทำการศึกษาแบบเดียวกัน จะออกผลในเดือนหน้าอีกหลายตำรับ และก็คงจะเห็นผลกันชัดเจนขึ้น โดยปกติ RNA เป็นอนุภาคที่สลายตัวง่าย จำเป็นต้องห่อให้เป็น nanoparticle ด้วยไขมัน
วัคซีนนี้จะยากในการเก็บรักษา ขบวนการควบคุมความเย็น โดยเฉพาะต้องส่งในสภาพแช่แข็ง -20?C การใช้ในประเทศยากจนจะยากลำบาก วัคซีนเชื้อตายที่จริงผลิตยังรอประสิทธิภาพอยู่ น่าจะเก็บควบคุมอุณหภูมิที่ 4C ได้ ก็จะง่ายต่อการใช้ ส่วนไวรัสเวกเตอร์ที่จะส่งเทคโนโยลีมาผลิตที่ไทย ก็จะง่ายต่อการนำไปใช้ ถ้ามีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูงหลายตัว ก็เห็นแสงสว่างในการควบคุมโควิดให้ได้ภายในปีหน้า (2564) วัคซีนโควิด-19 ใกล้จุดหมายปลายทาง”
สำหรับเศรษฐกิจไทย ในสถานการณ์ที่ยังไม่ฟื้นจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 แม้จะมีสัญญาณดีจากตวเลขเศรษฐกิจที่กระเตื้องขึ่น ทำให้สถานการณ์ไม่แย่อย่างที่คิด เนื่องจากไทยสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโควิดได้ในวงจำกัด
ข่าวดีเรื่องวัคซีน จึงเพิ่มสัญญาณบวกให้กับเศรษฐกิจไทบมากขึ้น สะท้อนจากบรรยากาศในตลาดหุ้น ที่ดีดรับข่าวดีเรื่องผลการทดลองประสิทธิภาพวัคซีน แต่กระนั้น แม้จะมีวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่มีประสิทธิภาพแล้ว ก็จำเป็นต้องควบคุมปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ไม่ให้กระทบต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเมืองไทยที่ยังมีความไม่แน่นอน จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจบกพร่อง