1 ใน 3 ข้อรียกร้องจาก "ม็อบราษฎร" กำลังถูกขับเคลื่อน และส่งสัญญาณว่า มีความเป็นไปได้มากที่สุด ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ร่างฉบับใหม่ที่ ฝ่ายผู้ชุมนุมเชื่อว่าต้องดีกว่าเดิม ฉบับ 2560 ที่ร่างขึ้นมาโดยคนของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
เพราะหากนับจากวันที่ม็อบราษฎร พากันไปล้อมที่รัฐสภา เมื่อ 24 ก.ย.63 ที่ผ่านมา เมื่อครั้งที่การประชุมร่วมรัฐสภา อภิปรายแก้รัฐธรรมนูญ ก่อนจบลงที่ฝ่ายรัฐบาลเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการ 3 ฝ่าย ศึกษาญัตติแก้รัฐธรรมนูญใช้เวลา 1 เดือน ก่อนนำญัตติกลับเข้าที่ประชุมรัฐสภาเพื่อลงมติวาระ 1
ต้องถือว่าปมประเด็นที่ว่าด้วยการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ นั้นมีความคืบหน้ามากกว่า 2 ข้อเรียกร้องที่เหลือ เพราะดูจะห่างไกลกับ "ความเป็นไปได้" เพราะจะไม่มีทางเกิดขึ้น โดยไม่ต้องสงสัย
ยังไม่ทันที่การบรรจุวาระการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 7 ฉบับจะมีขึ้น ก็ปรากฏว่า บรรยากาศทางการเมืองทั้งนอกและนอกสภาฯ ได้ปรับเข้าสู่โหมดของความร้อนแรง เข้มข้น ไปแล้วล่วงหน้า
โดยเฉพาะเมื่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ที่เสนอได้กลุ่มโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) กำลังกลายเป็นร่างฉบับที่ถูกจับตามากที่สุดว่าอาจเป็นเงื่อนไขว่าฝ่ายรัฐบาลและส.ว. จะยอมโหวตรับร่างฉบับนี้ด้วยหรือไม่ นอกเหนือไปจากร่างแก้ไขของฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านที่เสนอเข้ามา
เมื่อฝ่ายรัฐบาลและสว.เองมีจุดยืนที่ชัดเจนว่าจะต้องไม่มีการแก้รัฐธรรมนูญโดยที่ไปแตะในหมวด 1 และ หมวด 2 ที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ขณะเดียวกันกลับมีแรงกดดันทั้งจาก "ฝ่ายค้าน" และ "ม็อบ" ที่โหมโรงกันอยู่นอกสภาฯ ว่ารัฐบาลต้องพิสูจน์ความจริงใจด้วยการรับร่างทั้ง7 ฉบับ ซึ่งรวมถึงฉบับไอลอว์เข้าไปสู่การพิจารณาด้วย
อย่างไรก็ดี ความจริงแล้วร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับไอลอว์นั้น ยังมีข้อกังขาทั้งจากความโปร่งใสของไอลอว์เองซึ่งเป็น NGO ที่รับเงินสนับสนุนจากองค์กรต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นจาก Open Society Foundation (OSF) มูลนิธิที่ก่อตั้งโดย จอร์จ โซรอส พ่อมดการเงินซึ่งเคยทำการโจมตีค่าเงินบาทของไทยเมื่อปี 2540 รวมทั้งยังมีเงินสนับสนุนจาก National Endowment for Democracy (NED) องค์กรเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยต่างชาติ ของสหรัฐฯ ดังนั้นจึงทำให้ไอลอว์ถูกตั้งคำถามว่า ข้อเรียกร้องผ่านการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญของไอลอว์ที่อ้างประชาชนนั้นจริงหรือไม่ หรือเป็นการรับเอาแนวคิดของต่างชาติ เข้ามาแทรกแซงการเมืองในประเทศไทยแทน
ขณะที่ฝ่ายค้าน ออกแรงผสมโรงกับผู้ชุมนุมนอกสภาฯเพื่อกดดันให้รัฐบาลยอมรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 7ฉบับ แต่งานนี้รัฐบาลเองต้องประเมินสถานการณ์ว่าจะบริหารจัดการปัญหาที่กำลังรุมเร้าอย่างไร เพราะอย่าลืมว่า เวลานี้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ,การเรียกร้องให้นายกฯลาออก และการเสนอปฏิรูปสถาบัน กำลังถูกมัดรวมเข้าไว้ด้วยกัน โดยอาศัยช่องทางที่ว่าด้วยวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่
เนื่องจากฝ่ายเรียกร้องทั้งม็อบและพรรคฝ่ายค้านเองย่อมมองออกแล้วว่า หากแยกข้อเรียกร้อง ทั้ง3ข้อแล้วกดดันให้เกิดขึ้น คงเป็นไปไม่ได้ เพราะชัดเจนแล้วว่า "บิ๊กตู่"พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะไม่ลาออกจากตำแหน่ง ตามที่ม็อบ เรียกร้อง รวมทั้งการปฏิรูปสถาบัน จะไม่มีทางเกิดขึ้นเพราะประชาชนคนไทย ทั้งที่แสดงพลัง และเป็นพลังเงียบ จำนวนมาก จะไม่มีทางยอม
เมื่อรัฐสภาอาจไม่ใช่ "ทางออก" ที่จะทำให้ "ความขัดแย้ง"ได้รับการคลี่คลายได้อย่างแท้จริง เพราะเมื่อต่างฝ่าย ต่างมีธง และเป้าหมายที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะ ฝ่ายหนึ่งต้องการก้าวล่วงสถาบัน ผ่านทุกช่องทาง ทั้งทางตรงและผ่านการไขรัฐธรรมนูญ ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่ง กำลังรับมือกับการรุกหนัก ทั้งภารกิจปกป้องสถาบัน ไปพร้อมๆกับการรักษาที่อยู่ ที่ยืน จึงเท่ากับว่า เอาเข้าจริง ทางออกที่คิดว่าจะมองเห็น ก็กลับกลายเป็นหนทางที่ตีบตันอยู่ดี !