กลายเป็นเรื่องทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ เมื่อภายหลังเกิดเหตุการณ์ มีกลุ่มมวลชนสวมใส่เสื้อสีเหลือง พากันไปรุมล้อมรถยนต์ ซึ่งเข้าใจว่าภายในรถคันดังกล่าวมี "ธนาธร จึงุร่งเรืองกิจ" หัวหน้าคณะก้าวหน้า นั่งอยู่ เมื่อวันที่ 11 พ.ย.ที่ผ่านมา ระหว่างที่ธนาธร เดินทางไปช่วยผู้สมัครหาเสียง ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช
เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นครั้งนี้ กลายเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ อย่างหนักทั้งจากฝ่ายต่อต้านธนาธร ซึ่งเชื่อว่าเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังการชุมนุมเคลื่อนไหวขับไล่ "บิ๊กตู่"พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม รวมทั้งเรียกร้องให้การปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ด้วยท่าทีหยาบคาย จาบจ้วง และดูหมิ่น ได้ต่างพาระบุว่านี่คือ "ราคาที่ต้องจ่าย" สำหรับใครก็ตามที่ดูหมิ่นสถาบันอันเป็นที่รักและเทิดทูนของประชาชนคนไทย
แต่ขณะเดียวกันสำหรับฝ่ายที่สนับสนุนธนาธร มาตั้งแต่ยังเป็นหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ย่อมมองเห็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความไม่พอใจ โกรธแค้นแทนธนาธร และหนุนให้มีการใช้กฎหมายเข้าดำเนินการเอาผิดกับผู้ที่เข้าไปล้อมรถยนต์คันดังกล่าว เพราะถือว่าเป็นการคุกคาม
แม้งานนี้ธนาธร จะไม่ได้อยู่ในรถยนต์คันที่เกิดเหตุ ก็ตาม แต่นี่คือการสะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งที่กำลังปะทุ ลุกลาม บานปลาย ขยายวง ออกไปตามจังหวัดต่างๆจากนี้ไป โดยไม่ต้องสงสัย เพราะอย่าลืมว่าธนาธร ยังจะต้องเดินสายลงไปช่วยผู้สมัครสมาชิกและนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) หาเสียงทั้ง 4 ภาค เมื่อคณะก้าวหน้าประกาศส่งผู้สมัครลงชิงเก้าอี้นายกอบจ.ด้วยกันถึง 41 คน
เวลานี้ ต้องบอกว่าทั้งพล.อ.ประยุทธ์ และธนาธร ต่างแบกรับแรงกดดันรอบด้านไม่ต่างกัน !
เมื่อพล.อ.ประยุทธ์ กำลังเผชิญกับศึกทั้งในและนอกสภาฯ ในคราวเดียวกัน แม้ล่าสุด สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) จะรายงานต่อที่ประชุมครม.ว่าความแรงของผู้ชุมนุมในนามคณะราษฎร จะแผ่วลงไปแล้วก็ตาม จนมีข่าวว่า นี่คือเหตุผลที่พอที่จะทำให้พล.อ.ประยุทธ์ ยิ้มออก แต่อย่าลืมว่า เมื่อเป้าหมายของการชุมนุมมุ่งไปที่การปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ให้ลุล่วง ดังนั้นหากล้มเลิกกลางคัน ก็คงเป็นไปได้ยาก
แต่สิ่งที่จะต้องปรับแผนของผู้ชุมนุม หลังจากนี้เป็นต้นไปคือการ "เลี้ยงกระแส" ไม่ให้ม็อบแผ่วลงไปจนกลายเป็น "ฝ่อ" โดยที่เป้าหมายที่ต้องการปฏิรูปสถาบันยังห่างไกลจากความจริง
ปัญหาในการชุมนุมจากนี้ที่กำลังทำให้หลายคนอดวิตกกังวลไม่ได้ว่า เมื่อรัฐบาลโดยพล.อ.ประยุทธ์ ไม่ยอมประกาศลาออก ตามข้อเรียกร้อง ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็เลือกที่จะใช้วิธีสลายการชุมนุมตามหลักสากล ทำได้รุนแรงที่สุดคือการฉีดน้ำ เพื่อสกัดไม่ให้ผู้ชุมนุมบุกฝ่าเข้าไปยังเขตหวงห้าม เข้าใกล้เขตพระราชฐานเท่านั้น
ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมเองต้องยอมรับว่ายิ่งอยู่นาน ยิ่งยืดเยื้อ ยิ่งยากต่อการ "ยืนระยะ" หากยังไม่มีการยกระดับการชุมนุมให้เข้มข้นมากขึ้น ยิ่งจะทำให้ "แนวร่วม" ลดลงไป อีกทั้งยังต้องเผชิญหน้ากับการที่ "คนรักสถาบัน" พากันออกมาเคลื่อนไหว ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด อย่างต่อเนื่อง
ดังนั้นโอกาสที่จะมี ฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง หรือ "มือมืด" ออกมาสร้างสถานการณ์ เพื่อบีบให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ปรับโหมดไปสู่บทใหม่ ของการเมือง ยิ่งเป็นไปได้ไม่ยาก !