ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสมาคมธนาคารไทย ประจำเดือนพฤศจิกายน 2563 เปิดเผยผลการหารื่อถึงสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 พบว่า ได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมในต่างประเทศ ส่งผลให้การส่งออกดีขึ้น ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมในประเทศดีขึ้น และพบว่าการใช้จ่ายในประเทศดีขึ้นจากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ โดยทั้งปี 2563 กกร.คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะหดตัวในกรอบ-9.0% ถึง-7.0% ขณะที่คาดว่าการส่งออกจะหดตัวในกรอบ-10.0% ถึง-8.0% ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าอยู่ในกรอบ-1.5% ถึง-1.0%พร้อมกันนี้ ยังได้ประเมินเศรษฐกิจไทยปลายไตรมาสที่ 3 พบว่าได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมในต่างประเทศการส่งออกในเดือนกันยายน ปรับตัวดีขึ้นมากหดตัวเพียง 3.9% เทียบกับเดือนสิงหาคมที่หดตัว 7.9% ขณะที่นางสาวกัณญภัค ตันติพิพัฒนพงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า สรท. ปรับคาดการณ์การส่งออกไทยในปี 2563 ติดลบลดลงมาอยู่ที่7% จากเดิมที่คาดไว้ที่ติดลบ 8 - 10 % เนื่องจากการส่งออกในช่วงครึ่งปีหลังโดยเฉพาะไตรมาส 3 ที่ติดลบน้อยลงเมื่อเทียบกับช่วงเดือนพฤษภาคม ที่การส่งออกของไทยติดลบมากสุด จากปัจจัยเศรษฐกิจและการค้าโลกที่เริ่มฟื้นตัวการปรับประมาณการเศรษฐกิจทั่วโลกที่เป็นไปทิศทางดีขึ้นจากช่วงต้นปี อาทิ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และ ธนาคารโลก(เวิล์ดแบงก์) ,การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนและสหรัฐฯ รวมถึงดัชนีทางเศรษฐกิจที่เริ่มขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง อาทิ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคอุตสาหกรรมการผลิต(Manufacturing Purchasing Manager Index (PMI) ที่ระดับมากกว่า 50 ส่วนการส่งออกของไทยในช่วงไตรมาส 4 คาดว่าจะฟื้นตัวโดยขณะนี้มียอดคำสั่งซื้อสินค้าเข้ามาเพื่อรับช่วงเทศกาลปลายปี และอยู่ในระหว่างการส่งสินค้าตามที่กำหนด ซึ่ง 3 เดือนที่เหลือหากส่งออกเฉลี่ยเดือนละ1.9 หมื่นล้านดอลลาร์ การส่งออกทั้งปีของไทยจะติดลบ 7% ทั้งนี้สรท. ยังประเมินการส่งออกในปี 2564 จะขยายตัว 5 % ซึ่งมีปัจจัยหลักมาจากการที่เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว และการส่งออกของไทยเริ่มเป็นบวกมากขึ้นในหลายตลาด นอกจากสหรัฐและจีนที่มีการขยายตัวต่อเนื่องแม้จะมีปัญหาสงครามการค้าและโควิด-19 ซึ่งคาดว่าสินค้าที่ไทยจะขยายตัวได้ดีจะเป็นสินค้าประเภทอาหาร เกษตร อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้นายแดน ไฟน์แมน หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ด้านหลักทรัพย์ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของธนาคารเครดิตสวิส ได้แสดงความเป็นห่วงผลกระทบเศรษฐกิจของ ไทยและฮ่องกง มีแนวโน้มที่จะเผชิญกับความเสี่ยงมากขึ้นกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 รอบสอง ขณะที่นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยังยืนยันว่าไทยมีโอกาสระบาดซ้ำสูง โดยความเสี่ยงจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ มีมากกว่าแรงงานต่างด้าว เพราะสถานการณ์ระบาดในประเทศอื่นๆ ส่วนใหญ่จะรุนแรงกว่าประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง และสิ่งที่สำคัญคือ ระบบคัดกรองและกักตัวจำเป็นต้องยืนบนมาตรฐานวิชาการแพทย์ 14 วัน อย่างไรก็ดี ฝ่ายที่เกี่ยวข้องคงต้องนำข้อห่วงใยจากทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ที่กังวลการกลับมาระบาดซ้ำของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทย ยิ่งเข้าสู่ช่วงฤดูหนาวด้วยแล้ว เชื้อไวรัสโควิด-19 ยิ่งติดต่อกันได้ง่าย ฉะนั้น จึงต้องกำหนดแผนรับมือให้รัดกุม เพื่อไม่ให้ภาคการท่องเที่ยว ทำลายภาคเศรษฐกิจอื่นๆ