หลังจากที่ แกนนำฝ่ายต่อต้านเผด็จการ เบรคเกมแรงกันลงไประดับหนึ่ง เพราะแม้จะมีการนัดชุมนุมประปรายตามสถานที่ต่างๆ แต่ใช่ว่าจะมีความเข้มข้น เพียงแต่เป็นการชุมนุมเพื่อรักษาพื้นที่สื่อ รักษาแนวร่วมไม่ให้ถึงฝั่งตรงข้าม ดึงออกห่างเท่านั้น แต่ล่าสุด"แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม - United Front of Thammasat and Demonstration" ประกาศนัดชุมนุมใหญ่ ในวันที่ 8 พ.ย.นี้ เวลา 16.00น. บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย พร้อมทั้งระบุถ้อยความผ่านเพจเฟชบุคตอนหนึ่งว่า "ไม่มีอะไรมาประกันความสำเร็จ แต่สิ่งเดียวที่ช่วยยืนยันว่าแสงสว่างของประชาชนอยู่ไม่ไกล คือการออกมาของประชาชนหลายล้านคนทั่วประเทศ เป็นเวลากว่า 4 เดือนนับตั้งแต่มีการเริ่มออกมาประท้วงบนท้องถนน ออกมาร่วมกันให้แสงสว่างนั้นขยับเข้ามาใกล้กว่าเดิม" ก่อนหน้านี้ หนึ่งวัน แกนนำกลุ่มราษฎร ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าว ประกาศจุดยืนที่สนามหลวง ว่านอกจากจะไม่เข้าร่วมในคณะกรรมการสมานฉันท์ ที่รัฐบาลและรัฐสภา กำลังเดินหน้าผลักดันอยู่ในเวลานี้ แล้วยังจะเดินหน้าเรียกร้องใน "3 ข้อหลัก" เหมือนเดิม หนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ต้องลาออก สอง ต้องมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และสาม จะต้องมีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งการประกาศจุดยืนของแกนนำกลุ่มราษฎร ตลอดจนการนัดหมายชุมนุมครั้งใหญ่ที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 พ.ย.นี้ โดยแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ ได้มีขึ้นเพื่อสะท้อนให้ฝ่ายรัฐบาล ของพล.อ.ประยุทธ์ ได้รับรู้ว่า ผู้ชุมนุมจะไม่ยอมลงไป "เล่นเกม" ตามที่รัฐบาลเป็นฝ่ายกำหนด เนื่องจากโอกาสที่จะพ่ายแพ้ยิ่งมีสูง ! การหยุดพัก เพื่อรอประเมินสถานการณ์ของ แกนนำม็อบคณะราษฎร นั้นหากเบรคยาวไปมากกว่านี้ โอกาสที่จะพลิกเกมกลับมาเป็นฝ่ายกดดันไปที่พล.อ.ประยุทธ์ ย่อมอ่อนกำลัง ลงไป เพราะความเชื่อมั่นจากผู้ชุมนุม และแนวร่วมอาจถูกสั่นคลอนด้วยปฏิบัติการใช้ "ไม้อ่อน" ของฝ่ายรัฐบาล ทั้งการเซ็ตอัพคณะกรรมการสมานฉันท์ ที่มี "ชวน หลีกภัย"ประธานรัฐสภา เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลัก ซึ่งล่าสุดชวน ให้สัมภาษณ์ว่านอกจากจะเชิญ "4อดีตนายกรัฐมนตรี" เข้าร่วมเป็นกรรมการสมานฉันท์ แล้วยังเตรียมที่จะเชิญ "ประธานองคมนตรี" อีกด้วย หมายความว่า ทั้งรัฐบาล รัฐสภา ไปจนถึงผู้ใหญ่ในบ้านเมืองกำลังหาทาง "เปิดประตู"พาทุกฝ่ายไปสู่ทางออก โดยที่ไม่เกิดความรุนแรงขึ้นในสังคม แต่หากปล่อยให้รัฐบาล เดินหน้าไปสู่เกมแห่งการปรองดอง จะเท่ากับว่า ฝ่ายผู้ชุมนุม จะถูกทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง การชุมนุมเคลื่อนไหวที่ผ่านมา ก็เท่ากับสูญเปล่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อเรียกร้อง ข้อที่3 ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจหลักของการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ทางการเมืองรอบนี้ จะไม่มีทางเกิดขึ้น ได้ในที่สุด แน่นอนว่า ทั้งแกนนำ ผู้ชุมนุม ตลอดจน "มือมืด" ที่อยู่เบื้องหลังแนวคิดปฏิรูปสถาบันจะไม่มีทางยอมรับความพ่ายแพ้ได้แต่อย่างใด !?