การต่อสู้ทางการเมืองในสังคมไทยขณะนี้เป็นไปตามที่ ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล สรุปว่า “...ไม่ได้เป็นแค่ความเคลื่อนไหวในระดับบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่หลายท่านอาจมองว่าต้องการสืบทอดอำนาจ หากเป็นการต่อสู้ในระดับชิงระบอบของ State Elites ที่ต้องการสถาปนาความชอบธรรมของตนและลดทอนความชอบธรรมของคู่แข่ง”
ปัญหาที่มวลมหาชนควรจำแนกให้ชัดคือ “Elites ชั้นนำ” ที่กำลังสู้กันนั้น ฝ่ายใดจะทำสิ่งที่ดีต่อประชาชนมากกว่ากัน ฝ่ายใดจะสร้างความเสียหายต่อประชาชนมากกว่ากัน
แต่สิ่งเหล่านี้มิอาจวัดได้ด้วยคะแนนนิยมเฉพาะหน้า เพราะผลของกรรมที่ก่อ ทั้งกรรมดีและกรรมชั่วต่อประเทศชาติและประชาชนนั้น กว่าจะปรากฏชัดแจ้ง ก็ย่อมต้องผ่านระยะเวลาพอสมควร
และถ้าจะมองให้ถึงที่สุดแล้ว การต่อสู้ช่วงชิงระบอบของ State Elites ทุกฝ่าย ก็มิได้ถือผลประโยชน์ของมหาชนที่เป็นคนชั้นล่างเป็นเป้าหมายสูงสุด
เพราะถึงอย่างไรเสีย ผู้กุมอำนาจรัฐก็ต้องอยู่ข้าง “อภิทุน” เสมอ
การต่อสู้ช่วงชิงระบอบของ State Elites ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ของ Elites ชั้นนำเป็นหลัก มวลมหาชนจึงไม่ควรทำตัวเป็นแค่ “เบี้ย” ในสนามรบ หรือเป็นเพียงจิ้งหรีดให้เขาปั่นหัว
ที่น่าเป็นห่วงก็คือ มวลมหาชนไทยมักจะทำตัวเป็นแค่ “เบี้ย”
และ “ตื่นข่าว” ที่มีคนปั่น
สังคมไทย ยังวุ่นวายอยู่กับ ข่าว “เปรี้ยว หั่นศพ” “ลำไย ไหทองคำ” “พระกินผี สังฆการีกินพระ” “โกงภาษีรถหรู” ฯลฯ
ก็ไม่แปลกอะไร เพราะมันก็เป็นรูปธรรมปัญหารายวันที่ปรากฏในสังคมไทยจริง ๆ
ปัญหาสังคมไทยมันสาหัส ก็เลยตื่นเต้นกันแค่ “ปรากฏการณ์”
ไม่กล้าผ่าตัด ไม่กล้าสร้างกระแสเปิดให้วิเคราะห์รากเหง้าของโรค เพื่อรักษาโรคให้ถูกทาง
และมวลมหาชนก็ยังใช้การ “วิจารณ์เพื่อสามัคคี” และ “การรักษาโรค(แก้ปัญหา)เพื่อช่วยคน” ไม่เป็น ปรากฏการณ์ในโซเชียลมีเดียจึงเต็มไปด้วยอาการตอกลิ่มให้แตกแยก
มวลมหาชน “ตื่น” ไปตามกระแสปรากฏการณ์ ไม่เข้าใจแก่นแท้ของสถานการณ์ จึงถูกปลุกระดมให้เป็น “เบี้ย” ได้ไม่ยาก
แน่นอนว่า “ภาคประชาชน” ขณะนี้ ไม่มีสิทธิ์จะคิดเป็นฝ่ายต่อสู้ “ชิงระบอบ” กับเขาหรอก !
ภาคประชาชนควรทำความเข้าใจกระบวนการต่อสู้ชิงระบอบของ State Elites และใช้จังหวะโอกาสนี้ยกระดับคุณภาพการเคลื่อนไหว เสริมพลังต่อรองของภาคประชาชนให้มากขึ้น ยกระดับภาคประชาชนให้มีพลังไว้ต้านทานด้านลบของอำนาจรัฐ + อภิทุนสากล ที่จะคุกคามทำลายผลประโยชน์ของประชาชาติและมหาชนรุนแรงขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้