เราได้นำเสนอความสำคัญของ “งานวัฒนธรรม” หลายครั้งแล้ว โดยเปรียบเทียบว่างานวัฒนธรรมเหมือนสมอง ส่วนงานด้านเศรษฐศาสตรืกับการเมืองนั้นเปรียบเสมือนสองขา สองขาจะเดินไปถูกทางต้องมีสมองกำกับสั่งการ เรามิได้เสนอการปฏิรูปอย่างเป็นรูปธรรม เราเพียงแต่บอกว่า อย่าปล่อยให้สองขานำทางไปอย่างไม่มีสมอง นั่นคือ อย่านึกว่าแนวคิดระบอบเศรษฐกิจกับแนวคิดระบอบการเมือง สองอย่างนี้สำคัญที่สุด แล้วคิดแต่จะปฏิรูปแก้ไขแนวคิดสองอย่างนี้เท่านั้น โดยละเลยการแก้ไขส่วนที่ถูกเรียกว่า “วัฒนธรรม” ใช้ศัพท์ของรัฐบาลมาพูดก็เช่นว่า ประเทศไทยจะเป็น “ประเทศ 4.0” ได้อย่างไร ? จะใช้แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์และการปกครองมานำพาเท่านั้นหรือ ? ไทยเป็นประเทศ 4.0 ไม่ได้หรอก ถ้าไม่มีการปฏิรูปวัฒนธรรม รัฐบาลบอกว่าเขาให้ความสำคัญงานอื่น ๆ อยู่แล้ว เช่น งานกระทรวงศึกษาธิการสร้างพลเมือง งานกระทรวงวัฒนธรรมรักษาวัฒนธรรมอันดี งานกระทรวงพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ยกระดับคุณภาพของพลเมือง ฯลฯ แต่งานของกระทรวงเหล่านั้นกระจัดกระจาย หลงอยู่กับรูปธรรมบางอย่างเท่านั้น ยังไม่เข้าใจแก่นของงานวัฒนธรรม แล้วทำงานกันอย่างบูรณาการ และให้งานวัฒนธรรมเป็นสมองกำกับงานพัฒนาทุกด้านของประเทศ มนุษย์สร้างวัฒนธรรมขึ้น (จากรากเหง้าวิถีการผลิต) แล้ววัฒนธรรมก็สะท้อนกลับไปสร้างมนุษย์รุ่นใหม่ขึ้นมา มนุษย์รุ่นใหม่สร้างวัฒนธรรมใหม่ แล้ววัฒนธรรมใหม่นั้นก็สร้างมนุษย์รุ่นใหม่ต่อมาอีก.... วัฏฏะนี้จะดำเนินไปจนกว่ามนุษยชาติจะสูญพันธุ์... งานวัฒนธรรมจึงมิใช่แค่เพียงงานอนุรักษ์ งานเก็บของเก่า งานวัฒนธรรมมิใช่การเรียกร้องให้รักษาฮีตสิบสองคองสิบสี่ของโบราณ แต่คือการบ่มสร้าง ฮีตคองประเพณีใหม่ สร้างสรรค์แนวความคิดใหม่ ขณะที่ท่านกำลังอ่านบทความนี้อยู่ มนุษยชาติกำลังประกอบพฤติกรรมที่จะสร้างวัฒนธรรมใหม่ขึ้นมา เด็กอายุหนึ่งขวบที่เริ่มกดแป้นสมาร์ทโฟน จะเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างจากรุ่นพ่อแม่ของเขามาก เขาจะมีพฤติกรรมและความคิดที่แตกกต่างไปจากรุ่นพ่อแม่ของเขา นั่นก็คือหน่ออ่อนของวัฒนธรรมใหม่ การพัฒนาของเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์จะสร้างวัฒนธรรมใหม่ให้เป็นอย่างไร ใครเล่าจะตอบได้ ? ปัญหานี้เองทำให้เราเป็นห่วงว่า ถ้าเรายังปล่อยให้ความคิดระบอบเศรษฐกิจกับระบอบปกครองชี้นำพฤติกรรมทางสังคม โดยไม่ให้ความสำคัญด้านวัฒนธรรมที่ดีงามเหมาะสม ไม่ให้งานวัฒนธรรมเป็นเหมือนหางเสือคัดท้ายเรือที่แล่นสู่อนาคตแล้ว สังคมมนุษยชาติอนาคตอาจมีสภาพเหมือนนรกในจินตภาพของคนโบราณ คือคนส่วนใหญ่มีแต่ความทุกข์ คนส่วนน้อยจำนวนน้อย เพียงร้อยละหนึ่งของพลโลก เท่านั้นที่จะมีความสุขเหมือนเทพอยู่บนวิมาน มีแต่ต้องรู้จักสร้างวัฒนธรรมใหม่ถูกต้องเหมาะสมเป็นมันสมอง ใช้มันกำกับควบคุมแนวคิดระบอบเศรษฐศาสตร์และการเมืองหรือสองขาให้แข็งแรงเดินถูกทางเท่านั้น โลกอนาคตจึงจะเป็นโลกที่งดงาม.