แม้ประเทศไทยจะสามารถควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เรียกว่า “เอาอยู่”ได้ในระดับหนึ่ง ในขณะที่ประเทศกำลังกำลังเข้าสู่ช่วงของการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ประกอบกับการเข้ามารับหน้าที่เสนาบดีกำกับดูแลงานด้านเศรษฐกิจของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่
ซึ่งการทำงานหลังวิกฤติหลังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั้งการเยียวยาและฟื้นฟูว่ายากแล้ว ยังไม่นับรวมปัจจัยต่างๆทั้งภายในและภายนอก เช่น สัญญาณไม่ปกติจาก โดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่สร้างความหวั่นไหวต่อการค้าระหว่างประเทศ
ทั้งนี้ ทั้งนั้น หากมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 รอบสอง ให้ต้องรับมืออีก ก็จะกลายเป็นวิกฤติซ้อนวิกฤติ โดยพิจารณาสถานกาณณ์การแพร่ระบาดทั่วโลกยังน่าเป็นห่วง ตัวเลขผู้ติดเชื้อทั่วโลก พุ่งขึ้นทะลุ 20 ล้านรายแล้ว ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม ที่สามารถสร้างปราการป้องกันโควิดมาได้หลายเดือน กลับพบผู้ติดเชื้อในที่สุด
แม้จะมีกรณีศึกษาในญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ดังที่นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หยิบยกขึ้นมาโพสต์ข้อความในเฟจเฟซบุ๊กตอนหนึ่ง ระบุว่า “….กลยุทธ์หนึ่งในการควบคุมการระบาดและความสูญเสีย จะปกป้องผู้สูงอายุ ไม่ให้เป็นโควิด-19 ในสิงคโปร์ มีผู้ป่วยถึง 55,000 ราย มีผู้เสียชีวิตเพียง 27 คน เพราะส่วนใหญ่ เป็นในกลุ่มของแรงงานต่างชาติ มีอายุน้อย อยู่แออัด ปกป้องคนสิงคโปร์ โดยเฉพาะที่มีอายุมาก
ในการระบาดระลอกสองของญี่ปุ่น ญี่ปุ่นก็ใช้นโยบายแบบเดียวกัน อัตราการเสียชีวิตในรอบ 2 มีแนวโน้มลดลงกว่ารอบแรกมาก แม้จะมีผู้ป่วยวันละเป็นพันราย โดยอัตราการเสียชีวิตรวมขณะนี้ อยู่ที่ 2.2 เปอร์เซ็นต์ น้อยกว่าในอิตาลี อังกฤษ และอเมริกา ญี่ปุ่น ไม่ได้มีการปิดบ้านปิดเมืองมาก พยายามควบคุมกลุ่มเสี่ยง ไม่ให้กลุ่มเสี่ยงติดโรค
ไม่แน่ใจว่าสังคมไทย เรารู้ว่าบุคคลในครอบครัว จะติดต่อกันได้ง่าย การป้องกันผู้สูงอายุในครอบครัว จะทำได้ยาก เพราะสังคมไทยยังเป็นครอบครัวใหญ่ อย่างไรก็ตามไม่ควรให้เกิดการระบาดรอบ 2 เป็นดีที่สุด”
ในขณะที่สถานการณ์การวิจัยวัคซีนขณะนี้ มีวัคซีนที่ยังอยู่ในระยะการทดลองทั้งหมดกว่า 180 วัคซีน และเข้าสู่การทดสอบในมนุษย์ประมาณ 135 วัคซีน และมีวัคซีนที่เริ่มทำการทดสอบในมนุษย์แล้วประมาณ 38 วัคซีน แบ่งเป็น ระยะที่ 1 จำนวน 18 วัคซีน ทดสอบในกลุ่มอาสาสมัครสุขภาพดี จำนวนน้อยคือ ไม่เกิน 100 ราย ระยะที่ 2 จำนวน 12 วัคซีน เมื่อผ่านการทดสอบระยะที่ 1 แล้ว จะนำมาทดสอบในอาสาสมัครสุขภาพแข็งแรง มีจำนวนที่มากขึ้น ที่มีความหลากหลาย เช่น อายุกว้างขึ้น สัดส่วนทางเพศ หรือ เชื้อชาติต่างกัน ศึกษาเพื่อดูว่าวัคซีนมีความสามารถในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันและปลอดภัยหรือไม่ ส่วนระยะที่ 3 จำนวน 7 วัคซีน เช่น การทดสอบในสหรัฐอเมริกา อังกฤษ มหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ด
ดังนั้น ในขณะที่รอวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ และเราไม่สามารถกลับไปปิดบ้านปิดเมืองได้เหมือนก่อนหน้านี้ ด้วยประชาชนจะอดตายมากกว่าป่วยโควิดนั้น นอกจากประชาชนคนไทยทุกคนจะตั้งการ์ดสูงแล้ว หน่วยงานที่ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรการต่างๆทั้งภาครัฐ เอกชนเอง ก็ต้องขันน็อตให้มีความตื่นตัวตลอดเวลา เพราะหากปล่อยปละละเลย อาจพาประเทศดิ่งเหวลึก