ตั้งธงเอาไว้ ถึง "5วัน" เพื่อให้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ เพื่อเยียวยาและฟื้นฟูประเทศในสถานการณ์โควิด-19 วงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 27-31 พ.ค.63 โดย "ฝ่ายค้าน" หมายมั่นว่า จะใช้เวลา5 วันนี้ ชำแหละ "รัฐบาล" ตั้งข้อสังเกต ตรวจสอบ การใช้เม็ดเงินงบประมาณไปเพื่อการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19
และงานนี้ยังน่าสนใจว่า "บิ๊กตู่"พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะเข้าไปร่วมประชุมสภาฯ ด้วยตนเอง เพราะพ.ร.ก.กู้เงินฯ ทั้ง3ฉบับนี้คือเครื่องมืออันสำคัญที่รัฐบาลจะใช้เพื่อแก้ไขปัญหาใหญ่ ในการรับมือกับไวรัสโควิด ซึ่งรัฐบาลไทย "เอาอยู่" มาโดยตลอด
"พรรคร่วมฝ่ายค้าน" เองได้ตั้งท่า ตั้งการ์ดมาก่อนหน้านี้แล้วว่า จะทำหน้าที่ตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาลไปจนถึงการกู้เงินผ่านพ.ร.ก.ถึง 3ฉบับ ให้เกิดความโปร่งใสมากที่สุด แต่แล้วเมื่อมาถึงวันที่สภาฯเปิดสมัยประชุม กลับกลายเป็นว่า วันนี้ บรรดาพรรคฝ่ายค้าน ต่างอยู่ในสถานะที่ยากลำบาก กันถ้วนหน้า !
พรรคเพื่อไทย ในฐานะพรรคแกนนำฝ่ายค้าน นอกจากจะประสบปัญหา ขาดขุนพล "แถวหนึ่ง" เข้ามาลุยในสภาฯ แล้วยังกลายเป็นว่า เวลานี้ยังเกิด "ข่าวลือ" ข่าวล่ามาแรงว่า จะมีแกนนำของพรรคจำนวนหนึ่ง พากันแยกตัวออกไปตั้งพรรคการเมืองใหม่ อาทิ ภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรค ในฐานะที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้าน โดยจับมือกับ "อดีตแกนนำพรรคไทยรักษาชาติ" อย่าง พิชัย นริพทะพันธุ์ และจาตุรนต์ ฉายแสง
เพราะหากอยู่ต่อไปกับพรรคเพื่อไทย โอกาสที่จะได้เข้าไปทำหน้าที่ส.ส.ในสภาฯ ยิ่งเป็นเรื่องยากเต็มที เนื่องจากรัฐธรรมนูญ ฉบับล่าสุด 2560 ได้ทำให้พรรคเพื่อไทย ชวดส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ส่งผลให้ "แกนนำแถวหนึ่ง" ต้องเคลื่อนไหวอยู่นอกสภาฯ แทน
หมายความว่า พรรคเพื่อไทย พรรคแกนนำพรรคฝ่ายค้าน กำลังวุ่นวายสาละวนอยู่กับปัญหาภายในของตัวเองแล้ว การที่จะทุ่มเท สรรพกำลังไปเพื่อ "ชำแหละ" รัฐบาล ยิ่งทำได้ไม่เต็มที่
ขณะที่พรรคก้าวไกล เองก็ปรากฎว่า "พิธา ลิ้มเจริญรัตน์" หัวหน้าพรรค ไม่สามารถเข้าไปทำหน้าที่อภิปรายฯในสภาฯ เนื่องจากต้องลาไปเข้ารับการรักษาร่างกาย จะทำให้ "ผู้เล่น" จากพรรคก้าวไกล จะเหลือเพียงไม่กี่คน อย่าง "ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์" ที่ประกาศ "เขย่า" ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตฯ และแกนนำพรรคพลังประชารัฐ ต่อด้วยการยื่นเรื่องให้ "ประธานสภาฯ" ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้ถอดถอนร.อ.ธรรมนัส พ้นจากการเป็นส.ส. สืบเนื่องมาจากการเข้าไปมีชื่อพัวพันกับคดียาเสพติด และคนของพรรคก้าวไกล เคยลุกขึ้นอภิปรายไม่ไว้วางใจกลางที่ประชุมสภาฯมาแล้ว ก่อนที่จะจบลงที่ร.อ.ธรรมนัส แจ้งความให้ดำเนินคดี
ตลอด 5 วันของการประชุมสภาฯ เพื่อพิจารณาพ.ร.ก.กู้เงิน ทั้ง 3ฉบับที่นับเป็นการกู้เงิน ในเพดานที่มากที่สุดในประวัติการครั้งนี้ แน่นอนว่าหลายฝ่ายต่างไม่มีใคร ต้องคาดเดาว่าที่สุดแล้ว การพิจารณาจะผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมสภาฯหรือไม่
เนื่องจากงานนี้ รับรองว่าในปีกรัฐบาลเองที่แม้จะมีปัญหา "ขัดแย้ง" กันอยู่บ้าง แต่จะไม่มีใครกล้า "แตกแถว" ขณะที่พรรคร่วมฝ่ายค้านเอง อาจกลายเป็นฝ่ายที่ถูกกดดัน ทั้งปัญหาภายใน และภายนอกอย่างหนัก จากปัญหาความไม่เป็นเอกภาพของพรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกลที่ขาดไฮไลต์ แตกต่างไปจากเมื่อครั้งมี "พรรคอนาคตใหม่" ส่วนฝ่ายรัฐบาลเอง ก็จะถูกจับตาและวัดใจ จากทั้งบิ๊กตู่ และ "บิ๊กป้อม"พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ในฐานะ "ผู้จัดการรัฐบาลตัวจริง" ว่าตลอด5วันนี้ ใครสร้างปัญหา และใครสนับสนุน สมควรได้ "ไปต่อ" ในครม.รอบหน้า !