กว่าที่ “บิ๊กตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่ากระทรวงกลาโหม จะตัดสินใจใช้ “ยาแรง” ซึ่งคาดว่าจะเป็น “ชุดสุดท้าย” ด้วยการประกาศยกระดับมาตรการในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพิ่มเติมโดยกำหนดเคอร์ฟิวทั่วประเทศระหว่างเวลา 22.00-04.00 น. ตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย.เป็นต้นไป
ทั้งนี้ ทั้งนั้น ที่มาของ ยาแรงชุดล่าสุด รอบนี้ย่อมผ่านการประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้านมาแล้วว่า ยาแรงชุดแรกที่ประกาศใช้พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ที่ได้ประกาศไปเมื่อ วันที่ 26 มี.ค.ที่ผ่านมานั้น “เอาไม่อยู่” !
ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ได้แถลงสถานการณ์ผู้ติดเชื้อในประเทศไทย เมื่อวันที่ 2เม.ย.63 พบว่ามีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 104 ราย ทำให้มียอดสะสม 1,875 ราย หายป่วยแล้ว 505 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 3 ราย รวมเป็น 15 ราย
เมื่อตัวเลขผู้ติดเชื้อในไทย ยังไม่มีท่าทีว่าจะเป็นเส้นกร๊าฟที่ชะลอตัวลง ตามเป้าหมายของรัฐบาล มิหนำซ้ำยังพบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้เข้าจับกุมประชาชนที่ยังมีการรวมตัวกันกระทำความผิด ทั้งมั่วสุม จัดงานปาร์ตี้ ใช้ยาเสพติด ไม่กลัวเรื่องการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19
นอกจากนี้ยังต้องไม่ลืมว่าแม้รัฐบาล จะไม่ประกาศให้ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะมีขึ้นในสัปดาห์หน้าเป็นวันหยุดยาว เหมือนเคย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีประชาชน ผู้คนเดินทางกลับต่างจังหวัดพร้อมๆกันเป็นจำนวนมาก
ยิ่งสถานการณ์ในช่วงนี้ห้าง ร้าน สถานประกอบการต่างๆ มีอันต้องปิดชั่วคราวตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดตั้งแต่ครั้งประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ส่งผลให้ลูกจ้าง พนักงาน ตามสถานประกอบการต่างๆ พากันไร้งาน ขาดรายได้ จนถึงพากันกลับบ้านที่ต่างจังหวัด จนทำให้รัฐบาลไม่อาจสกัดกั้นการเดินทาง การเคลื่อนย้ายของผู้คนจากกรุงเทพฯไปยังต่างจังหวัด
แน่นอนว่าเมื่อมีการประกาศยกระดับความเข้มข้นด้วยการกำหนดเวลาเข้า-ออก เคหะสถานทั่วประเทศ ตั้งแต่เวลา 22.00-04.00 น. โดยให้มีผลตั้งแต่วันนี้ (3เม.ย.)เป็นต้นไปนั้น ถือเป็นมาตรการที่นำมาใช้ระดับที่เรียกว่า “จากเบาไปหาหนัก” ย่อมจะมีผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจตามมา ด้วยเหตุนี้ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี เตรียมออกมาตราการดูแลเศรษฐกิจชุดที่ 3
โดยจะครอบคลุมทุกกลุ่ม ทั้งประชาชน และกลุ่มเกษตรกรที่ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือ กลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่และรายเล็ก รวมถึงมาตรการในการดูแลเสถียรภาพตลาดเงินและตลาดทุน เนื่องจากภาพเศรษฐกิจจริงถูกโยงไปกับภาคตลาดเงินและตลาดทุนโดยจะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของครม.นัดพิเศษ ที่จะมีขึ้นในวันนี้ (3เม.ย.)
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดที่ 3 ตามที่รองนายกฯสมคิด ได้ระบุเอาไว้ จะสามารถดูแลเศรษฐกิจของประเทศไปได้อีก 6 เดือน และเมื่อหลักการผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมครม.นัดพิเศษแล้ว ก็จะเสนอให้ที่ประชุมครม.พิจารณาในรายละเอียดในวันที่ 7 เม.ย.63ต่อไป
ยาแรงที่ “บิ๊กตู่” ประกาศใช้ครั้งล่าสุดวันนี้ กำลังถูกมองด้วยอาการ ลุ้นระทึกไม่น้อยว่า ที่สุดแล้ว รัฐบาลจะเอาอยู่หรือไม่ กับภารกิจหยุดยั้งการแพร่ระบาดไวรัสโควิด ได้หรือไม่ !?