มีความชัดเจนขึ้นมาเป็นลำดับ หลังจากมีกระแสเรียกร้องให้มีการใช้ยาแรงในการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ภายหลังศูนย์บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 หรือเรียกว่า ศอฉ.โควิด-19 ได้มีการออกกฎเหล็ก 16 ออกมา ให้ประชาชนปฏิบัติเพื่อควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาด ประกอบด้วย 1.การห้ามเข้าพื้นที่เสี่ยง ตามที่ผู้ว่าฯ หรือเจ้าหน้าที่ควบคุมโรคออกประกาศไว้ 2.การปิดสถานที่เสี่ยงต่อการติดต่อโรค โดยให้อำนาจผู้ว่าฯ ในการพิจารณาสั่งปิด แต่เบื้องต้น ต้องปิด ผับ สนามมวย สนามแข่งขัน สนามเด็กเล่น ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวให้พิจารณาตามความจำเป็น 3.การปิดช่องทางเข้ามาในราชอาณาจักร ให้ผู้รับผิดชอบปิดทุกช่องทาง ยกเว้นนายกฯ หรือผู้รับผิดชอบอนุญาต หรือเป็นการขนส่งสินค้า บุคคลคณะทูต ผู้ได้รับใบอนุญาตให้ทำงาน ผู้มีสัญชาติไทย โดยต้องมีใบรับรองแพทย์ 4.การห้ามกักตุนสินค้า โดยเฉพาะ ยา เวชภัณฑ์ อาหาร น้ำดื่ม หรือ สินค้าอื่นที่จำเป็นต่อการอุปโภคในชีวิตประจำวัน 5.การห้ามชุมนุม การทำกิจกรรม หรือการมั่วสุม ในสถานที่แออัด หรือการกระทำดังกล่าวเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย 6.การเสนอข่าว ห้ามเสนอข่าวไม่เป็นจริง หรือทำให้คนกลัว หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูล ให้เจ้าหน้าที่เตือนแก้ไข ระงับ ลบข่าวได้ แต่ถ้ากระทบรุนแรง ให้ดำเนินคดีด้วย พรบ.คอมพ์ 7.มาตรการเตรียมรับสถานการณ์ ให้ รพ.จัดหาเวชภัณฑ์ เตรียมความพร้อม เจ้าหน้าที่ขอความร่วมมือประชาชนช่วยตรวจสอบคนกักกันตัวได้ 8.มาตรการพึงปฏิบัติสำหรับบุคคลบางประเภท ให้ผู้สูงอายุ มากกว่า 70 ปี เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ผู้มีโรคประจำตัว อยู่ในบ้าน ยกเว้นต้องมาพบแพทย์ รักษาพยาบาล 9.มาตรการเกี่ยวกับการออกราชอาณาจักร โดยเข้มงวดในการออกวีซ่า ลงตราประทับ 10.มาตรการดูแลความสงบเรียบร้อย ในพื้นที่กทม. ให้ตำรวจจัดจุดตรวจ เวรยาม ตามเส้นทางคมนาคม ต่างจังหวัด ให้มีด่านจุดตรวจ สกัดผู้ป่วย และดูแลการเดินทางข้ามพื้นที่ สามารถขอให้ทหาร ช่วยได้ 11.มาตรการป้องกันโรค ตามที่ทางราชการกำหนด เช่น สวมใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือด้วยสบู่ แอลกอฮอล์ เว้นระยะนั่งหรือยืนห่างกันอย่างน้อย 1 เมตร และเจ้าหน้าที่อาจเพิ่มมาตรการใช้แอพพลิเคชั่นติดตามตัวทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ 12.นโยบายการยังคงให้เปิดสถานที่ทำการ สถานที่สำคัญยังคงเปิดบริการ โรงพยาบาล คลินิก ร้านยา ร้านอาหาร โรงงาน ธุรกิจการเงิน ธนาคาร เอทีเอ็ม ตลาดนัดที่จำหน่ายอาหาร ปั๊มน้ำมัน 13.คำแนะนำเกี่ยวกับการเดินทางข้ามเขตพื้นที่จังหวัด ไม่ห้าม แต่ให้ชะลอ ถ้าไม่จำเป็น หากจำเป็นต้องถูกคัดกรองตามมาตรการของราชการ 14.คำแนะนำในการจัดกิจกรรมอื่นๆ ประเพณีนิยม งานศพ งานแต่ง ไหว้บรรพบุรุษ ยังจัดได้ แต่ต้องป้องกันโรคให้เหมาะสม 15.โทษ ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อ 1-6 ถือมีความผิดต้องรับโทษตามมาตรา 9 แห่งพรก.ฉุกเฉิน มาตรา 52 แห่งพ.ร.บ.โรคติดต่อ และมาตรา 41 แห่งพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ 16.การใช้บังคับ ข้อกำหนดนี้ให้ใช้บังคับทั่วราชอาณาจักร รวมทั้งพื้นที่ที่อยู่ระหว่างการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง แม้ยังไม่ประกาศห้ามออกนอกเคหสถาน หรือเคอร์ฟิว แต่เป็นการขอความร่วมมือในการงดเดินทางทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัด แต่แน่นอนว่า หากยังมีการฝ่าฝืน ศอฉ.ก็อาจจะต้องมีการพิจารณาในประเด็นนี้ ฉะนั้นจะเห็นได้ว่า แม้จะมีการประกาศพระราชกำหนดบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่มาตรการยังยกระดับเป็นขั้นเป็นตอน ซึ่งคาดหวังว่ามาตรการที่ออกมาจะสามารถบังคับใช้ และส่งผลให้การควบคุมการแพร่ระบาดมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม มีสาระหนึ่งที่น่าสนใจนั่นคือคำกล่าวบางช่วงบางตอนในการแถงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน ศอฉ.โควิด-19 เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2563 ระบุว่า "ภาครัฐอย่างเดียว ไม่สามารถฝ่าวิกฤตไปได้เพียงลำพัง ถ้าเราไม่จับมือ และดึงภาคส่วนอื่นๆ เข้ามาเป็นทีมเดียวกันกับภาครัฐ ประเทศไทยโชคดีที่มีคนเก่งมากมาย อยู่ในภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ที่พร้อมจะช่วยรัฐบาลแก้ปัญหา ภายในหนึ่งสัปดาห์ ผมจะกระจายทีมงาน ไปทำความเข้าใจปัญหา และความต้องการของทุกกลุ่มรวมทั้งรับทราบศักยภาพของแต่ละกลุ่มในการที่จะเข้ามาร่วมมือกันแก้ปัญหา และผมจะดึงคนเก่งเหล่านี้ มาร่วมกันทำงาน" สะท้อนความพยายามในการรับฟังความเห็นจากภาคส่วนต่างๆ ของ นายกรัฐมนตรี แม้การออกพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินครั้งนี้ จะส่งผลให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจรวมศูนย์ในการสั่งการ หรือ Single Command เพื่อให้การขับเคลื่อนมาตรการต่างๆ ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด คล่องตัวและรวดเร็ว มากยิ่งขึ้นก็ตาม ถือเป็นสัญญาณดี เนื่องจากการสวมบทแม่ทัพบัญชาการรบของ พล.อ.ประยุทธ์ในครั้งนี้ เป็นการรบกับศัตรูที่มองไม่เห็น