ระหว่างที่ “3เส้า” กำลัง “เปิดศึก”กันพัลวัน ด้วยเพราะต่างฝ่าย ต่างออกมา “สกัด” และโจมตีอีกฝ่ายในท่วงทำนองว่าจ้องแต่จะ “สร้างเงื่อนไข” ทำให้วาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ไม่ได้เริ่มต้นนับหนึ่งกันเสียที ! ทั้ง 3 เส้าที่ว่านั้นประกอบด้วย รัฐบาล-สภาผู้แทนราษฎร และ “250สว.” ต่างร้องเพลงกันคนละคีย์ สำเนียงและท่วงทำนองแปลก แปล่ง นอกจากจะไม่ยอมสอดประสานกันแล้ว ยังกลายเป็นว่าต่างคน ต่างไปกันคนละทิศ ละทาง ในส่วนของรัฐบาลเอง พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาล นอกจากจะประกาศจับจองเก้าอี้ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 แล้วยังไม่มีทีท่าว่าแกนนำตัวจริงเสียจริงระดับ “บิ๊ก” จะเอาด้วย ทั้ง “บิ๊กป้อม”พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและในฐานะประธานยุทธศาสตร์ พรรคพลังประชารัฐ กับ “บิ๊กตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ในฐานะ หัวหน้ารัฐบาล จะออกมาส่งสัญญาณ ในทางที่เป็น “บวก” พอให้ “7พรรคฝ่ายค้าน” และ “พรรคประชาธิปัตย์” ได้มองเห็น “แสงสว่าง” ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะเกิดขึ้นได้จริง ! “ เรื่องนี้ก็ต้องว่ากันต่อไป เป็นกลไกของรัฐสภา และกลไกลของคณะกรรมาธิการต่างๆ ผมไม่ได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ก็ยินดีที่จะสนับสนุน เพราะเป็นเรื่องของนโยบายรัฐบาลอยู่แล้ว และตามนโยบายที่ได้แถลงไปแล้ว ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ก็ต้องไปตอบคำถามประชาชนให้ได้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น แก้เพื่อใครและเพื่ออะไร จะเป็นการแก้ไขในมาตราใดก็ตาม ถือเป็นความเห็นชอบร่วมกัน ซึ่งก็ต้องเป็นไปตามความต้องการของประชาชน เห็นว่ามีบางเรื่องจะต้องทำประชาพิจารณ์ด้วย ก็ต้องไปว่ากันมา ผมไม่ได้ขัดข้องอะไรทั้งสิ้น ทั้งหมดขึ้นอยู่กับประชาชน” (12 พ.ย.2562) หากถอดรหัสจากคำให้สัมภาษณ์ของพล.อ.ประยุทธ์ ที่มีต่อประเด็นที่ว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะพบว่า แท้จริงแล้ว ไม่เพียงแต่เจ้าตัวจะตีกรรเชียงออกจากวง เท่านั้น หากแต่กลับไร้สัญญาณหรือนัยยะใด ๆที่พอจะทำให้ ฝ่ายที่อยากแก้รัฐธรรมนูญ ได้พอมีความหวังอยู่บ้าง แม้จะบอกว่า “ยินดีสนับสนุน” แต่กลับทิ้งคำถาม ขมวดท้ายเอาไว้ว่า ต้องตอบให้ได้ว่า การแก้รัฐธรรมนูญนั้นทำเพื่อใคร และเพื่ออะไร ? นั่นหมายความว่าใครที่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะต้องแบกรับกับแรงกดดัน ที่กำลังก่อตัว รอถล่ม ฝ่ายที่ตั้งธงขอแก้รัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่ และพรรคประชาธิปัตย์ พรรคร่วมรัฐบาลหนึ่งเดียวที่ชูธงขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้การนับหนึ่งสำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ในมุมของพรรคฝ่ายค้านและประชาธิปัตย์ ย่อมต้องเคลื่อนไหวกันสุดกำลัง แม้จะรู้ว่า ในความเป็นจริงแล้ว โอกาสที่จะเกิดขึ้นได้จริงนั้นเป็นไปได้ยาก เพราะเมื่อใดก็ตามที่ยังไม่มีสัญญาณ จากพล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.ประวิตร ก็ดูจะเป็นเรื่องยาก เพราะลำพังการหาตัวคนที่จะมานั่งประธาน ก็ใช้เวลายื้อเกมกันมาได้เป็นสัปดาห์ ยังไม่นับเกมภาคต่อไปที่จะมีการส่งไม้ต่อ ให้ “สว.” ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านกันในช็อตต่อไป ดังนั้น “เงื่อนไข” ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงอยู่ที่ “บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม” เป็นหัวใจสำคัญ ว่าจะยอมให้ “รื้อ” กฏ กติกา ที่ “คสช.”สร้างมากับมือ หรือไม่ !