ชุมชนสันติธรรม LAMPAR

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ ครั้งหนึ่งหนังสือ “PATANI MERDEKA บนท้องถนน” ทำให้ชื่อของผู้เขียน – ตูแวดานียา ตูแวแมแง ยิ่งถูกจับตามองจากบุคคลหลายฝ่าย ด้วยความเป็นนักเคลื่อนไหวเรียกร้องความเป็นธรรมและอยู่เคียงข้างประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบตลอดมา ตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง กระทั่งปัจจุบัน ยังคงมีบทบาทเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องผ่านมิตินักประชาสังคมและนักเขียนอิสระ ล่าสุด ภาพของเขาปรากฏในฐานะแกนนำอ่านแถลงการณ์พิเศษ วันที่กิจกรรมรำลึกวันสันติภาพสากลและร่วมรณรงค์สันติภาพที่มีเกียรติ สันติภาพที่ยึดโยงกับประชาชน กิจกรรมเสวนา “สันติสุขชายแดนใต้+สันติภาพปาตานี=สันติสุขประเทศไทย หรือสันติภาพสากล” ณ มัสยิดกรือเซะ จ.ปัตตานี ซึ่งจัดโดยเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพ (คปส.) ถูกสั่งให้ระงับ “ห้ามจัด” นอกจากภาพสถานภาพ “นักเคลื่อนไหว” แล้ว อีกแง่มุมหนึ่งที่น่าสนใจของ ตูแวดานียา ตูแวแมแง คือ การสวมบทบาทในฐานะ ผู้อำนวยการ สำนักปาตานีรายาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา (LEMPAR) ซึ่งกำลังดำเนินโครงการจัดตั้งเครือข่าย Kampong Damai ศูนย์การเรียนรู้วิชาการสันติภาพชุมชน หรือ “ชุมชนสันติธรรม” โดยเขาให้เห็นผลว่า เหตุที่ใช้คำว่าสันติธรรมแทนที่จะเป็นคำว่าสันติภาพหรือสันติสุข เนื่องจากสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ปัจจุบัน คำว่าสันติภาพหรือสันติสุขทั้ง 2 คำกลายเป็นวาทกรรมที่มีปัญหามาก หากใช้คำว่าสันติภาพก็ถูกมองจากฝ่ายความมั่นคงของรัฐว่าเป็นผู้สนับสนุนหรือเอียงข้างฝ่ายขบวนการ หากใช้คำว่าสันติสุขจะถูกอีกฝ่ายหนึ่งมองว่าสนับสนุนหรือเอียงข้างให้ฝ่ายรัฐ จึงใช้คำใหม่ว่า “ชุมชนสันติธรรม” โดยคำว่า “ธรรม” ในที่นี้หมายถึง “ความยุติธรรม” และอีกความหมายหนึ่งมาจากคำว่า “ธรรมะ” แปลว่า ศาสนา หรือที่พึ่งทางใจ สอดคล้องพอดีกับเจตนารมณ์ของโครงการที่พยายามจะบูรณาการระหว่างความยุติธรรมกับศาสนา สำหรับคำว่า “สันติ” คือบริบทชุมชนตามโครงการ Kampong Damai ที่ต้องการเปิดพื้นที่ทางการเมืองด้วยการให้มีพื้นที่เรียนรู้เรื่องการสร้างสันติภาพ/สันติสุข มีการใช้ชุดความรู้เพื่อเปิดพื้นที่ให้มีองค์กรระดับชุมชน ซึ่งจะเป็นการองค์กรทางวิชาการและบริหารโดยคนในชุมชนเอง เป็นผู้เรียนหลักและมีบทบาทโดยตรงในการจัดตั้งศูนย์ Kampong Damai ณ ที่นี้หมายถึงคนที่มาจากโครงสร้าง 4 เสาหลัก คือ ฝ่ายปกครอง ฝ่ายศาสนา ฝ่ายบริหาร และผู้นำตามธรรมชาติ ส่วนใหญ่เป็นครูสอนในโรงเรียนตาดีกา รวมถึงกลุ่มเยาวชน กลุ่มสตรี เป็นต้น ภายใต้หลักคิดสำคัญของโครงการ คือ “ต้องเชื่อมั่นในพลังชุมชน” โดยมี LEMPAR เป็นผู้อำนวยความสะดวก ส่วนชุมชนเป็นผู้ปฏิบัติการจัดตั้งศูนย์ KAMPONG DAMAI ตัวชี้วัดสำคัญคือจะต้องสามารถเข้าถึงในชุมชนระดับลึกได้ ไม่เกิดแรงต้านและไม่เพิ่มปัญหาต่อชุมชน เพราะบางแห่งโครงสร้าง 4 เสาหลักในชุมชนเองก็มีความขัดแย้งอยู่แล้ว ภายใต้หลักปฏิบัติที่ถูกกำหนดไว้ จึงมีการหาเครื่องมือหรือกลไกตัวใหม่เข้าไปใช้ในชุมชน ด้วยความพยายามจัดโครงสร้างขึ้นมาใหม่เป็นรูปแบบองค์กรในชุมชน และชาวบ้านให้การสนับสนุน โดยชาวบ้านไม่รู้สึกหวาดระแวง ไม่รู้สึกว่ามีวาระซ่อนเร้นจากฝ่ายขบวนการหรือฝ่ายรัฐ หรือจากองค์กรพัฒนาเอกชนเอง ระยะแรกการจัดตั้งเครือข่าย Kampong Damai มีกิจกรรมหลักๆ เป็นงานความรู้เป็นหลักซึ่งเป็นหลักสูตรเฉพาะชุมชน โดยเฉพาะความรู้เกี่ยวกับสันติภาพระดับชุมชน เพื่อให้ 4 เสาหลักและชาวบ้านสามารถมองเห็นอนาคตชุมชนว่าจะเป็นอย่างไร และสามารถก้าวข้ามปัญหาความมั่นคง ปัญหายาเสพติด ปัญหาอบายมุข และการขาดความรู้เรื่องสถานการณ์ปัจจุบันของชาวบ้าน เขาบอกว่า ก่อนหน้านี้ชาวบ้านไม่สามารถพูดคุยกับเจ้าหน้าที่รัฐได้ในกรณีที่มีการปิดล้อม ตรวจค้น หรือจับกุมผู้ต้องสงสัยในชุมชน เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้อง และไม่ทำให้มีการละเมิดสิทธิได้โดยตรง มีเพียงผู้นำ 4 เสาหลักที่พอจะพูดคุยหรืออธิบายกับเจ้าหน้าที่ได้ หรือเจ้าหน้าที่รัฐอาจไปกดดันผู้นำศาสนาให้รับผิดชอบเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งที่ในแง่มิติความมั่นคงนั้น ผู้นำ 4 เสาหลักต้องมีความรับผิดชอบร่วมกัน ที่เป็นเช่นนั้นเพราะชาวบ้านไม่มีพื้นที่ทางการเมืองที่เข้มแข็งเพียงพอที่ทุกคนสามารถมาออกแบบร่วมกันได้ ดังนั้นเครือข่าย Kampong Damai จะเป็นศูนย์รวมกลางของทุกฝ่ายในชุมชน ทั้งชาวบ้านและผู้นำ 4 เสาหลัก ที่เจ้าหน้าที่รัฐสามารถติดต่อประสานงานได้ทันที รวมถึงองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) หน่วยงานรัฐ นักวิชาการ หรือหน่วยง่านอื่นๆ ที่จะลงพื้นที่ชุมชน ทั้งนี้ ชุมชนเป้าหมายของโครงการฯ มี 4 แห่ง ได้แก่ 1.บ้านตันหยงเปาว์ ต.ท่ากำชำ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี 2.บ้านนอก ต.บ้านนอก อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นชุมชนไทยพุทธ ขณะนี้อยู่ระหว่างประสานงานเพื่อจัดตั้ง 3.บ้านบาเจาะ ต.บาเจาะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา 4.บ้านบลูกาแปเราะ ต.ปะลุกาสาเมาะ จ.นราธิวาส ส่วนหลักสูตร Kampong Damai ประกอบด้วย 4 หมวดวิชาหลักด้วยกันคือ 1.หมวดวิชาการเมืองและสันติภาพ 2.หมวดวิชากฎหมาย สิทธิมนุษยชนและการเยียวยา 3.หมวดวิชาการจัดการองค์กร 4.หมวดวิชาการสื่อสารและการรณรงค์สาธารณะ ข้อท้าทายสำคัญของโครงการ Kampong Damai หลังจากที่ได้ดำเนินการมาได้ 1 ปี คือ การสื่อสารทำความเข้าใจกับทางเจ้าหน้าที่ภาครัฐ โดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคง เพราะโดยวิสัยแนวคิดของความมั่นคงนั้นมักมองอะไรที่ไม่ได้มาจากการก่อเกิดของตัวเองอย่างตั้งแง่ตั้งมุมอยู่แล้ว ต้องเฝ้าระวังไว้ก่อนจะเป็นภัยคุกคามความมั่นคงได้ อย่างไรก็ตามฝ่ายความมั่นคงในระดับนโยบายก็ยังไม่ปิดพื้นที่การสื่อสารทำความเข้าใจเสียทีเดียว คงขึ้นอยู่กับทางโครงการเองว่าจะสามารถทำการสื่อสารทำความเข้าใจกับฝ่ายความมั่นคงได้ดีมากน้อยแค่ไหน แนวทางการดำเนินกิจกรรมของ ตูแวดานียา ตูแวแมแง ผู้อำนวยการ LEMPAR และเครือข่าย แน่นอนว่าต้องผ่านปัญหาอุปสรรคอีกมากมาย แต่อย่างน้อยคงเป็นเช่นที่ครั้งหนึ่งเขาเคยอรรถาธิบายไว้ว่า เลือกใช้บทความชิ้นที่ชื่อ “PATANI MERDEKA บนท้องถนน” มาเป็นชื่อผลงานหนังสือเล่มสำคัญ เพราะคิดว่าน่าจะเป็นการโยนคำถามให้สังคมสาธารณะได้ทำความเข้าใจกับสภาพความเป็นจริงของสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือปาตานี สู่การมีส่วนร่วมในการผลักดันให้เกิดสันติภาพที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ไม่ใช่เป็นแค่ “นักสันติภาพนิยม” บนพื้นฐานของความรู้สึกและชอบจินตนาการเพียงอย่างเดียว
สยามรัฐออนไลน์ |

ความจริงที่มหาดไทย

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ แม้จะเป็นเหตุการณ์หรือปมปัญหาที่ไม่ได้เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยตรง แต่ ณ เวลานี้ ผู้คนต่างก็จับตามองเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิดต่อกรณีการแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดครั้งล่าสุด พร้อมกับมวลคำถามมากมายที่เคยลอยล่องอยู่เสมอในฤดูการโยกย้ายข้าราชการ ซึ่งจะมีผลพ่วงต่อการบริหารราชการแผ่นดินในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ไปด้วย ชื่อชั้นของรองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง "นายสายัณห์ อินทรภักดิ์" ย่อมคุ้นเคยกันดีกับคนชายแดนใต้ ตั้งแต่ครั้งดำรงตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานจังหวัดนราธิวาส ก่อนจะก้าวสู่ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา โดยในขณะดำรงตำแหน่ง เป็นห้วงที่เขาต้องสูญเสียเพื่อนข้าราชการในระดับรองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา และเป็นเพื่อนรักด้วย คือ "นายอิศรา ทองธวัช" จากเหตุการณ์ถูกลอบวางระเบิดขบวนรถยนต์ขณะกำลังเดินทางไปปฏิบัติภารกิจในอ.เบตง จ.ยะลา นอกจากนี้ระหว่างการรับราชการ เขามีผลงานมากมายเป็นที่ปรากฏทั้งรางวัลข้าราชการพลเรือนดีเด่น (ครุฑทองคำ) สำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ.2545 ข้าราชการผู้ปฏิบัติงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดดีเด่น (สำนักงานป.ป.ส.) พ.ศ. 2548 หรือข้าราชการผู้มีผลงานดีเด่นด้านการบริหารงานบุคคล(สำนักงาน ก.พ.) พ.ศ. 2550 เป็นสิ่งการันตีได้เป็นอย่างดีในเนื้องาน ดังนั้นพลันที่ปรากฏจดหมายฉบับที่ 1 ถึงเพื่อนข้าราชการ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย จึงมีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เนื้อหาในจดหมายฉบับที่ 1 จากนายสายัณห์ อินทรภักดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ระบุว่า วันที่ 20 กันยายน 2559 จะตัดสินใจยื่นถวายฎีกา และยื่นฟ้องศาลปกครอง เกี่ยวกับความไม่เป็นธรรมในการแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดครั้งล่าสุด โดยแจกแจงรายละเอียดว่า มีความจำเป็นต้องถวายฎีกาและฟ้องศาลปกครอง เพราะรับราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้มาตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปี 2558 เป็นเวลา12 ปี ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าฯ ยะลา ตั้งแต่เดือนมกราคม 2555 ถึงเดือนกันยายน 2558 เป็นเวลา 3 ปี 8 เดือน ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ให้นำอายุราชการทวีคูณมาคิดคำนวณด้วย เมื่อได้อายุราชการในตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา 7 ปี 4 เดือน ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง อีก 1 ปี รวม 8 ปี 4 เดือน "ปีที่แล้วกระผม และ นายอุดร น้อยทับทิม อาวุโสที่จะได้ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดในจังหวัดชายแดนภาคใต้ตามธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันมา แต่ไม่แต่งตั้ง แล้วยังย้ายกระผมจากยะลามาตรังโดยไม่มีเหตุผลอะไรท่านอดีตเลขาธิการ ศอ.บต. ท่านบอกกระผมว่า ท่านตรวจสอบจากทางฝ่ายทหารแล้ว กระผมไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย ท่านจะทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีให้กระผมอยู่ยะลาต่อกระผมจะว่าอย่างไร กระผมกราบเรียนท่านว่าอย่าเลยครับ เมื่อมีคำสั่งย้ายกระผมก็จะไปตามคำสั่ง กระผมถามผู้ใหญ่ในกระทรวงว่าย้ายกระผมมาตรังทำไมครับ ผู้ใหญ่ท่านนั้นบอกว่า เออน่าใจเย็นๆ ปีหน้า(หมายถึงปี 2559) จะจัดการให้ เพราะกระผมอายุราชการ รอง ผวจ. 8 ปี 4 เดือน อาวุโสที่สุดในประเทศไทย" นอกจากนี้ยังได้แจกแจงอีกด้วยว่า ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดมา ไม่เคยทุจริตคิดชั่ว ไม่เคยกระด้างกระเดื่องต่อผู้บังคับบัญชา ไม่เคยมีปัญหาในพื้นที่กับข้าราชการหรือประชาชน ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับการเมืองตั้งหน้าตั้งตาทำงานโดยไม่เลือกงาน ทำทุกงาน วันหยุดไม่มี ปีนี้การแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด คนที่เป็นรองฯ มา 2 ปี และ ไม่ถึง 2 ปี ได้รับการแต่งตั้งหลายคน ในขณะที่ตนเองจะเกษียณปี 2560 อาวุโสอันดับ 1 (8 ปี 4 เดือน) ต่อมา ปรากฏจดหมายถึงเพื่อนข้าราชการกระทรวงมหาดไทย (ฉบับที่2) ตอบโต้ นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ได้ชี้แจงผ่านสื่อต่างๆ ก่อนหน้าว่า เป็นการกลืนน้ำหมึกตัวเองในเรื่องการนับอายุราชการทวีคูณผู้ปฏิบัติงานจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยอธิบายว่า เกี่ยวกับการนับอายุราชการทวีคูณผู้ปฏิบัติงานจังหวัดชายแดนภาคใต้ในประกาศของกระทรวงมหาดไทย เกี่ยวกับการคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดทุกครั้ง รวมทั้งครั้งล่าสุดนี้ ให้นำเอาระยะเวลาในการปฏิบัติราชการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มาคิดคำนวณ เป็นระยะเวลาในการคัดเลือกด้วย และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ออกมาให้ถือปฏิบัติทุกกระทรวง และในวันสอบวิสัยทัศน์ กองการเจ้าหน้าที่ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ก็คำนวณอายุราชการให้แต่ละคนลงนามรับทราบระยะเวลาการดำรงตำแหน่งของตนเอง "ระยะเวลาของกระผมที่กองการเจ้าหน้าที่ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้ลงนามรับทราบคือ 8 ปี 4 เดือน อาวุโสอันดับ 1 ของรองผู้ว่าราชการจังหวัดในประเทศไทย กรุณาเลิกแกล้งโง่ หรือแกล้งไขสือกันนะครับ พวกกุนซือท่านปลัดกระทรวงมหาดไทยทั้งหลาย แต่ดีแล้วที่ชี้แจงแบบนี้เข้าทางกระผมเลยครับ ในคำถวายฎีกา และในคำฟ้องศาลปกครองกระผมจะได้ทำเป็นเอกสารแนบประกอบคำถวายฎีกา และประกอบคำฟ้องให้ละเอียดชัดเจน เพราะในวันสอบวิสัยทัศน์ที่กระทรวงมหาดไทยเมื่อวันที่ 11 ก.ย.59 เวลา 13.30 น. กระผมได้ถ่ายเอกสารการนับอายุราชการของแต่ละคนไว้ในโทรศัพท์มือถือของกระผมเพื่อจะได้ให้จำได้ ไม่คิดว่าจะต้องนำมาใช้ในครั้งนี้" ต่อมา นายสายัณห์ อินทรภักดิ์ ได้หยิบยกเรื่องที่จะร้องขอความเป็นธรรมเกี่ยวกับข้อสงสัยของผู้เข้ารับการคัดเลือกเพื่อแต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดในครั้งนี้ว่า เหตุใดรองผู้ว่าฯ ที่มีอาวุโสเป็นรองผู้ว่าฯ มา 4-5-6-7-8 ปี ซึ่งมีคะแนนประวัติการรับราชการ (อายุราชการ วุฒิการศึกษา การดำเนินการทางวินัย) รวม30 คะแนน มาแพ้รองผู้ว่าฯ ที่เพิ่งดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าฯ 1-2 ปี ในกลุ่มคะแนนสัมภาษณ์วิสัยทัศน์และผลงาน ที่มีคะแนนเต็มเพียง 20 คะแนน จนทำให้รองผู้ว่าฯ อาวุโส 3-8 ปี ต้องตกลงมาอยู่หลังลำดับที่ 24 (แต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด 24 ท่าน) แสดงว่ากลุ่มรองผู้ว่าฯ อาวุโสเกือบจะไม่มีคะแนนสัมภาษณ์ 20 คะแนนเลย เป็นไปได้อย่างไร "ขอกราบเรียนว่า การร้องขอความเป็นธรรมครั้งนี้ ไม่ได้ขอให้ดำเนินการจัดสอบคัดเลือกใหม่นะครับ เพราะท่านรองผู้ว่าฯ อาวุโส 3-4-5-6-7 ปี ที่ได้รับการพิจารณาแต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดไปแล้วท่านไม่ควรที่จะมาได้รับผลกระทบกระเทือน แต่จะขอให้ดำเนินการตรวจสอบคะแนนสัมภาษณ์ผลงานและเอกสารวิสัยทัศน์ของรองผู้ว่าฯ ที่ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าฯ เพียง 1-2 ปีว่าทำไมได้คะแนนในกลุ่ม 20 คะแนน ชนะรองผู้ว่าฯ 3-4-5-6-7-8 ปี จนทำให้รองผู้ว่าฯ 8 ปี 4 เดือน อย่างกระผม และรองผู้ว่าฯ 3-7 ปี อีกหลายท่านคะแนนตกลงมาอยู่ลำดับที่ 25-48" เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กำลังได้รับความสนใจอย่างมากจากทุกฝ่าย ถึงขนาดที่ทาง สหพันธ์ปลัดอำเภอแห่งประเทศไทย (ส.ปอ.ท.) ยังได้ยื่นหนังสือถึง นายกรัฐมนตรี เรื่อง ข้อความการแต่งตั้งข้าราชการระดับบริหารสูง (ระดับ 10) ปี2559 ของกระทรวงมหาดไทย ที่ส่งผลกระทบต่อระบบคุณธรรม ยกประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อระบบคุณธรรมให้เห็น 4 ประการ ครอบคลุมถึงเรื่องข้อสงสัยเรื่องการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดหรือเทียบเท่า ที่ดำรงตำแหน่งยังไม่ถึง 2 ปี หรือเพียง 2 ปีเศษ จำนวนหลายคน ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด หรือเทียบเท่า โดยในครั้งนี้มีจำนวนหลายคน รวมถึงปัญหาเรื่องหลักความอาวุโสทางราชการ ความรู้ความสามารถ ความประพฤติ ผลงาน และประวัติการรับราชการ หรือนำเสนอความจริงให้ปรากฏต่อสังคม และกำหนดมาตรฐาน ให้เกิดความยุติธรรม ขณะเหตุการณ์ทั้งหมดกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น ท่ามกลางเสียงสะท้อนว่าสิ่งที่ นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย ออกมาชี้แจง กลับถูกพิจารณาในลักษณะมีเงื่อนงำ ไม่ชัดเจน หลายประเด็น รวมถึงที่ให้สัมภาษณ์ว่า "อยากให้สื่อไปถามคนในพื้นที่ดูว่า พฤติกรรมของนายสายัณห์เป็นอย่างไรบ้างถ้าถามผม แล้วผมพูดออกมาก็คงไม่มีใครเชื่อ" กลับถูกตีโต้กลับจาก "คนตรัง"ที่ออกมาการันตีโดยทันทีว่า รองผู้ว่าฯ คนนี้ "ดีจริง" พร้อมกับท้าให้ลงพื้นที่ด้วยตัวเอง ถึงเวลานี้ เรื่องราวทั้งหมดคงต้องอาศัย "ชุดความจริง" มาอธิบายให้สังคมเข้าใจและคลี่คลาย ก่อนที่ปัญหาทุกอย่างจะลุกลามสร้างความเสียหายอีกมากมายเช่นที่ผู้ใช้นามปากกาว่า "ซี.12" เขียนเสนอไว้ในสื่อฉบับหนึ่งว่า หนทางที่จะระงับยับยั้งปัญหานี้มิให้บานปลายต่อไป ควรจะยอมรับความจริงและจัดการเยียวยาให้ผู้ที่คิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมโดยทันที ความจริงที่มหาดไทยเวลานี้ จึงอยู่กับองค์ประกอบเรื่อง "การยอมรับความจริง"ว่ามีความผิดพลาดแล้ว "เยียวยา" หรือการ "เดินหน้าต่อ" เพื่อแสดงหลักฐานให้เห็นชัดเจนว่า ทำไม นายสายัณห์ อินทรภักดิ์ ถึงไม่ได้เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด เพราะมิเช่นนั้นแล้ว ประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นจะส่งผลสะเทือนในวงกว้างนั่นย่อมหมายรวมถึงทัศนะและความรู้สึกของผู้คนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อระบบบริหารราชการ อีกด้วย
สยามรัฐออนไลน์ |

“ป่านวงเดือน” กับ “นวพล ลีนิน” และผองเพื่อน

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ “นวพล ลีนิน” หรือ “โกดอง สุไหงปาดี” ชื่อนี้สำหรับผู้ติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ อาจคุ้นเคยพอสมควร เพราะเขานับเป็นเพียงไม่กี่คนในกลุ่มคนไทยพุทธ ที่ทำกิจกรรมสร้างสรรค์อยู่ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเขียนบทความ สารคดี ฯลฯ โดยโครงการที่มีการกล่าวถึงกันมากในฐานะที่เขามีส่วนร่วมเป็นหนึ่งในผู้มีบทบาทสำคัญในขบวนการขับเคลื่อน คือ การก่อตัวของ “กลุ่มเยาวชนเมล็ดพันธุ์สันติวิถีในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้” กับโครงการ “รถไฟสายสันติภาพ : จากสุคิรินถึงคลิตี้ล่าง แลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมข้ามชาติพันธุ์” กับกิจกรรมการรณรงค์ แจกแถลงการณ์ อ่านแถลงการณ์ เปิดเวทีแสดงศิลปวัฒนธรรมจากพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ การเสวนา ฯลฯ ล่าสุด ผู้เขียนพบกับเขาและผองเพื่อนในนามกลุ่ม “ศิลปะเพื่อสันติภาพ” จาก 4 ภาค ตัวแทนจากภาคเหนือ อีสาน กลาง ใต้ ประกอบด้วยนักดนตรี ได้แก่ วงสันติชน วงผ้าขาวม้า กวี/นักเขียน ได้แก่ ประเสริฐ จันทร์ นวลีย์ แพรวา ที่มาร่วมขับขานเรื่องราวการเดินทาง “เราไม่เพียงแต่ฝัน แต่เราต้องการสันติภาพ” ในงานมหกรรมศิลปะ ดนตรี กวี ภาพถ่าย และหนังสั้น “เรายังฝันถึง... สันติภาพ” ที่ จ.นราธิวาส ต่อมาจึงทราบว่า เขาและผองเพื่อนซึ่งล้วนรักการเดินทาง ดนตรี ศิลปะ งานเขียน และบทกวี เดินทางมาพบกันด้วยวาระของกิจกรรมเยาวชนและการขับเคลื่อนศิลปะเพื่อสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก่อนจะนำไปสู่การปรากฏตัวของ “นิตยสารป่านวงเดือน” กล่าวได้ว่า “ป่านวงเดือน” เป็นชื่อหนังสือของคนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งที่รวมตัวกัน ช่องทางที่ทำให้พวกเขามาพบกันคือการเดินทางในนาม “ศิลปะเพื่อสันติภาพ” ผ่านกิจกรรมเยาวชนเพื่อให้เกิดพื้นที่สร้างสรรค์ เริ่มต้นจากการร่วมกันจัดงาน “สุไหงปาดีดีจัง” และเริ่มคุยเป็นจริงเป็นจังอีกครั้งในวงเสวนา “มโนราห์โรงครู ศิลปวัฒนธรรมชุมชนสู่พื้นที่สร้างสรรค์สันติวัฒนธรรม” ที่บ้านตลิ่งสูง อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส ช่วงกลางปี 2559 โดยมโนราห์โรงครูเป็นพิธีไหว้ครูหมอตายายมโนราห์ ซึ่งเป็นหนึ่งในศิลปวัฒนธรรมที่กำลังสุ่มเสี่ยงต่อการเลือนหายไปตามจังหวะกาล จึงเป็นโอกาสดีที่ทำให้พวกเขาได้จัดกิจกรรมไปพร้อมกัน จากนั้นนำไปสู่การพยายามรวมกลุ่มโดยใช้ช่องทางในโลกโซเชียล (Social Media) เริ่มจัดทำนิตยสารเล่มแรก โดยยกเรื่อง “มโนราห์โรงครู จิตวิญญาณและการเยียวยา” จากพิธีการสื่อสารตามความเชื่อระหว่างบรรพบุรุษมโนราห์กับลูกหลาน เป็นหลักนำไปสู่การสื่อสารสู่สังคมวงกว้าง การลุกขึ้นมาร่วมกันจัดทำนิตยสารป่านวงเดือน เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญสำหรับการทำกิจกรรมสร้างสรรค์ในพื้นที่ชายแดนใต้อีกมิติหนึ่ง สำหรับ “นวพล ลีนิน” ในฐานะแกนนำและรับบทบาท “บรรณาธิการบริหาร” และทีมงานทั้งหมด เพราะโดยพื้นฐานแล้วเขายอมรับว่า ด้วยวัยและประสบการณ์ทำให้เป็นคนมีความขัดแย้งในความคิดของตัวเองมาก่อน กระทั่งผ่านการค้นพบตัวเองพอสมควรจนมาลงตัวที่ความเข้าใจในพลังอำนาจของศิลปวัฒนธรรม “ผมเคยคิดสอบเอ็นทรานซ์เข้าคณะแพทย์ ตอนเรียนชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย ทั้งที่ผลการเรียนแย่มาก แต่อยากเป็นหมอ เพราะฟังเพลงเพื่อชีวิตจากรายการของคุณภิญโญ รุ่งสมัย คืออยากเป็นหมอเพื่อเดินทางออกสู่ชนบทไปดูแลรักษาคนที่ไม่ค่อยมีโอกาสทางสาธารณสุข สุดท้ายเมื่อไม่สามารถเดินตามฝันได้ จึงหันเหมาเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปี 2537 กระทั่งจบการศึกษาคณะรัฐศาสตร์” เขาพูดถึงเส้นทางชีวิตในวัยหนุ่ม ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหง ทำให้เขามีโอกาสทำกิจกรรมมากมาย ทั้งรับบทในฐานะ “ประธานกลุ่มนักศึกษาจังหวัดนราธิวาส” มหาวิทยาลัยรามคำแหง ลงสมัครเลือกตั้งสมาชิกองค์การนักศึกษา แต่ที่น่าสนใจคือ ได้พบปะกลุ่มวรรณศิลป์ในมหาวิทยาลัยรามคำแหงสมัยนั้น โดยลงมือเขียนบทกวีส่งเสนอเพื่อลงตีพิมพ์ตามสื่อสิ่งพิมพ์อยู่บ้างภายใต้นามปากกา “แบด๋อง ลีนิน สุไหงปาดี” หากทว่าสิ่งสำคัญคือ เวลานั้นเขายังไม่เชื่อในพลังอำนาจของศิลปวัฒนธรรมมากนัก ยังคิดว่าอำนาจที่แท้จริงคือการเมือง การต่อสู้แย่งชิง ในระหว่างเรียนจึงมีเหตุให้เกิดคดีความจากการทำกิจกรรม และเริ่มห่างหายจากการเขียนบทกวีส่งสำนักพิมพ์ คงมีพื้นที่เงียบๆ เขียนสมุดบันทึกให้กับตัวเอง เมื่อสำเร็จการศึกษาออกมา ผ่านการสั่งสมองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านต่างๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ขัดแย้งชายแดนใต้บ้านเกิด ซึ่งแทบจะเป็น “พื้นที่ปิด” เพราะหลายคนไม่กล้าลงไปสัมผัส ไปเรียนรู้ควาจริง เขาจึงบอกเล่าว่า การก่อเกิดของนิตยสารป่านวงเดือน คือดอกผลของกิจกรรมของคนรักสันติภาพในพื้นที่ชายแดนใต้ ผ่านผู้ร่วมก่อตั้งที่มีทั้งคนในและนอกพื้นที่ชายแดนใต้ เช่น แพรวา (คเณศณัฏฐ์ สิมลาโคตร) จากกลุ่มนักเขียนทางภาคอีสานซึ่งเดินทางมาร่วมกิจกรรมในพื้นที่ เธอบอกว่าการได้ติดตามเรื่องราวจากข่าวสารและสื่อช่องทางต่างๆ จนกระทั่งได้มาสัมผัสสถานที่จริง ณ ที่เกิดเหตุ เธอพบพลังดึงดูดบางอย่างหลังจากเดินทางเรียนรู้ครบทั้ง 3 จังหวัด คือ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส ที่สำคัญ ทำให้มีโอกาสได้พบพานพี่น้องชาวอีสานที่มาตั้งถิ่นฐานที่นี้ จึงเริ่มต้นทำงานร่วมกันจากที่ไม่มีต้นทุนทางการเงินเลย แต่กลับรู้สึกสนุกในการสื่อสารศิลปวัฒนธรรมระหว่างกัน ทั้งในฐานะคนในและนอกพื้นที่ “โลกออนไลน์ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวทางวรรณกรรมอีกครั้ง ผมเดินทางไปทำงานหลายแห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานในบ้านเกิดตนเองช่วงที่เกิดสถานการณ์ความรุนแรง ผมโชคดีที่ได้ทำงานจริงจังในพื้นที่ซึ่งเป็นถิ่นเกิดและเติบโต ซึ่งหลายคนอาจคิดกลับกันว่าเป็นความโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ เพราะผมได้เดินทางไปยังพื้นที่ลึกๆ ที่เรียกว่าเป็นพื้นที่เสี่ยง และในที่สุดเครื่องมือสื่อสารก็ช่วยให้เราเผยแพร่สิ่งที่พบเห็นได้ง่ายขึ้น สิ่งที่เกิดเป็นคำถามต่อมาคือ ผู้คนอยู่ร่วมกันได้อย่างไรในสถานการณ์ความขัดแย้งที่รุนแรงนี้” ผ่านการสังเกตเรียนรู้จนพบความจริงในวิถีการอยู่ร่วมกันของผู้คนที่แตกต่าง ขณะเดียวกันปัญหาที่พบในพื้นที่ยังเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ตัดสินใจศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น กระทั่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโททางรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เขาเชื่อว่าการศึกษาช่วยทำให้วิเคราะห์ปัญหาได้กว้างขึ้น ในแนวทางที่กำลังสนใจและนำเสนอต่อสังคม กระบวนการสร้างวัฒนธรรมเพื่อการอยู่ร่วมกันของผู้คน “ศิลปวัฒนธรรม” คือ เครื่องมือที่สำคัญในการประสานเชื่อมผู้คน เพราะมีพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่ สร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน เมื่อสามารถขจัดความกลัวของผู้คน ย่อมจะนำผลไปสู่ “พื้นที่สันติวัฒนธรรม” “ป่านวงเดือน” กลายเป็นนิตยสารน้องใหม่ที่บรรจุด้วยหลากหลายเรื่องราวในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้สุดของประเทศไทย (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) ซึ่งทีมงานมองว่า เดิมเรื่องราวในพื้นที่มักจะถูกถ่ายทอดโดยสื่อภายนอกเป็นส่วนใหญ่ ต่างคุ้นชินกับภาพเหตุการณ์ระเบิด ควันปืน และความตาย จนพื้นที่แห่งนี้ถูกมองว่าเป็นดินแดนแห่งมิคสัญญี หารู้ไม่ว่า... สิ่งที่ซ่อนอยู่ในพื้นที่อันคุกรุ่นไปด้วยห่ากระสุนและควันปืนแห่งนี้ มีความดี ความงาม ด้านศิลปวัฒนธรรมที่หลากหลาย รวมถึงสถานที่ทางธรรมชาติที่ยังคงความสมบูรณ์ งดงาม มีมนต์ขลัง มีเสน่ห์ น่าค้นหา ถึงเวลาแล้วที่คนในพื้นที่และผู้ที่มีความรักต่อดินแดนปลายด้ามขวาน จะได้มาบอกเล่าเรื่องราว ความจริง ความดี และความงาม ของทั้ง 3 จังหวัด การเปิดตัวของนิตยสารป่านวงเดือนฉบับปฐมฤกษ์ กับเรื่องราวของ "มโนราห์โรงครู : จิตวิญญาณและการเยียวยา" ซึ่งเริ่มวางแผงวันที่ 15 กันยายนนี้ จึงนับเป็นความท้าทายอีกครั้งของ “นวพล ลีนิน” และผองเพื่อน เป้าหมายสำคัญคือการเชื่อมโลกต่างพื้นที่เข้าด้วยกันผ่านงาน “ศิลปวัฒนธรรม”
สยามรัฐออนไลน์ |

ขอพื้นที่ปลอดภัย, ให้เด็กได้วิ่งเล่น

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ ภาพผู้นำศาสนา นักเรียน และกลุ่มพลังมวลชน ในพื้นที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส เดินทางมารวมตัวกันเพื่อร่วมประกอบพิธีละหมาดฮายัตขอพรพระเจ้าเพื่อให้สันติสุขกลับคืนสู่พื้นที่ชายแดนใต้อีกครั้ง พร้อมกับการเดินรณรงค์ต่อต้านเหตุการณ์ความรุนแรง หลังเกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดด้วยวิธี “จักรยานยนต์บอมบ์” บริเวณพื้นที่หน้าโรงเรียนบ้านตาบา ต.เจ๊ะเห อ.ตากใบ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2559 สะท้อนเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนใต้ห้วงเวลาที่ผ่านมา หลังจากได้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงต่อเนื่องหลายครั้ง และผู้ตกเป็น “เหยื่อ” ล้วนเป็นประชาชนคนบริสุทธิ์มากขึ้น หาใช่คู่ขัดแย้ง ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับสถานการณ์ใดๆ ทั้งสิ้น โดยเฉพาะกับเหตุรุนแรงที่ “บ้านตาบา-ตากใบ” ล่าสุด เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย บาดเจ็บ 5 ราย ที่สำคัญคือ หนึ่งในจำนวนผู้ได้รับผลกระทบเป็นเพียงเด็กนักเรียนชั้นอนุบาล 1 ที่เสียชีวิตพร้อมกับผู้เป็นบิดา กระทั่งสร้างความสะเทือนใจต่อประชาชนทั่วประเทศที่ได้ติดตามสถานการณ์เป็นอย่างมาก เสียงสะท้อนจากมวลชนที่ได้ติดตามสถานการณ์ หรือผู้มีบทบาทในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ทั้ง นักวิชาการ ตัวแทนภาคประชาสังคม ภาคประชาชน องค์กร หน่วยงาน ฯลฯ ปรากฏและถูกเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง และล้วนมี “นัยสำคัญ” ระหว่างบรรทัดที่น่าสนใจยิ่ง ผู้เขียนขออนุญาตนำข้อความเหล่านี้บางส่วนมาเผยแพร่ต่อสาธารณชนวงกว้าง เพราะย่อมเป็นคำถามต่อเนื่องว่า จะส่งผลอย่างไรต่อไปบ้างต่อการเคลื่อนไหวของฝ่ายต่างๆ ในพื้นที่ นับจากนี้ “จากเหตุการณ์จักรยานบอมบ์เช้านี้ จนส่งผลให้มีการเสียชีวิต 3 คน และหนึ่งในนั้นเป็นเด็ก ข้าพเจ้าคิดว่าสังคมไทย อาจต้องจริงจังกับความรุนแรงที่ต่อเนื่องใน 3 จชต. มากขึ้น เพราะหากผู้กระทำการความรุนแรงให้คุณค่ากับความเชื่อ ไม่ว่าในนามของศาสนาหรือดินแดน มากกว่า "ชีวิต" ของเพื่อนมนุษย์ เราทุกๆ คนสามารถเป็นเหยื่อความรุนแรงได้” Ngamsuk Rattanasatain ภาพการสูญเสียวันนี้มันเศร้านะ ไม่มีใครอดทนได้กับการที่เด็กต้องมาเสียชีวิตจากลูกหลงของเหตุการณ์ เฉกเช่นเดียวกันกับที่ไม่มีใครรับได้ที่เด็กต้องมารับเคราะห์แทนในหลายๆ เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ในความขัดแย้งที่หลายคนไม่ยอมรับว่ามันมีความขัดแย้ง ในสมรภูมิการรบที่หลายคนไม่อาจยอมรับว่าไร้กฎเกณฑ์ มันคงถึงเวลาที่ต้องยอมรับความจริงว่า ความขัดแย้งมีอยู่และกำลังเดินทางไปสู่ความซับซ้อนที่มากขึ้น และคงถึงเวลาที่ต้องเรียกร้องให้การปะทะของคู่กรณีอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์อะไรบางอย่าง หากการพูดคุยยังคงไม่ใช่ทางออกในสถานการณ์ปัจจุบัน อย่างน้อยที่สุด เด็กและคนที่บริสุทธิ์ไม่ควรจะเป็นเหยื่อของการต่อสู้ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม” Hadi Wijaya “ไม่ว่าพวกคุณจะระบุตัวเองว่านับถือศาสนาใด และไม่ว่าพวกคุณจะใช้เหตุผลอะไรรองรับในการฆ่าผู้บริสุทธิ์ ขอบอกว่า.. คุณคือไอ้คนขี้ขลาด และคุณพ่ายแพ้แล้ว... และเหยื่อเหล่านั้นจะถามคุณในวันพิพากษา เหมือนอัลกุรอาน (81:8-9) ที่พูดถึง "และเมื่อทารกหญิงที่ถูกฝังทั้งเป็นทวงถามว่า ด้วยความผิดอันใดพวกเขาจึงต้องถูกฆ่า"” Suchart Setthamalinee “ขอประณามการใช้ความรุนแรงต่อพลเรือน โดยเฉพาะผู้อ่อนแอ และขอแสดงความเสียใจกับผู้ที่ได้รับความเสียหายครับ สูญเสียลูกแบบนี้ ใจหายเลย... วันนี้น้ำตาไม่ทันจะแห้ง นึกถึงความรู้สึกของพ่อที่ไม่สามารถปกป้องลูก...ได้ ขอให้วิญญาณของพ่อและลูกอยู่ในความเมตตากรุณาของอัลลอฮฺ...” Hara Shintaro “การเรียกร้องให้ขบวนการฯ เคารพกฎหมายสงครามหรือกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ในแง่หนึ่งคือการกดดันขบวนการฯ แต่ในอีกแง่หนึ่งเป็นการกดดันให้รัฐไทยยกระดับปัญหาความไม่สงบที่ชายแดนใต้ ซึ่งรัฐพยายามอย่างยิ่งยวดให้เป็นปัญหาความขัดแย้งกันภายในประเทศมาโดยตลอดนั้น ให้เป็นปัญหาสงครามทางชนชาติที่คาบเกี่ยวกับกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ และท้ายที่สุดตัวแปรสำคัญของทิศทางการเข้ามาเกี่ยวข้องหรือแทรกแซงของระหว่างประเทศ ก็ขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ในทางการเมืองและเศรษฐกิจที่พวกเขาจะได้รับ เฉกเช่นกรณีของติมอร์-ติมอร์หรือไม่” Tuandaniel Tuanbaerae “เหตุการณ์ที่ตาบา ผมไม่มีข้อสงสัยสักนิดเลยว่าที่เกิดขึ้นนี้เป็นที่น่าเสียใจอย่างยิ่ง และผมไม่ชี้นิ้วไปยังฝ่ายใดๆ ในการแก้ปัญหา ผมขอเรียกร้องด้วยความจริงใจจากฝ่ายที่มีอำนาจของไทย พยายามอย่าไปให้ทหารหรือตำรวจหรือกองกำลังที่มีชื่อเรียกว่าอะไรก็ตาม ไปประจำการยังสถานที่เช่นโรงเรียน โรงพยาบาล ตลาด หลังจากนั้นเราจะได้ร่วมกันเฝ้าดูว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นอีกหรือเปล่า ผมขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวเหยื่อและขอดุอาอ์ให้เอกองค์อัลเลาะห์ให้จัดการการงานด้วยดีเถิด” Kasturi Mahkota “..เราเองต้องมีสติเหมือนกัน รู้สึกร้อนหนาว เศร้าสลด แต่ก็ต้องคงจิตให้มั่น และสงบพอที่จะไม่เพลินไปกับ ความเจ็บ ความเศร้า ความแค้น ที่นานเกินไป และคิดกระทำบางอย่างที่น่าจะทำให้ดีขึ้น” ลม้าย มานะการ แถลงการณ์สภานักเรียนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กรณีเหตุการณ์ลอบวางระเบิดบริเวณหน้าโรงเรียนบ้านตาบา จังหวัดนราธิวาส (พื้นที่สาธารณะ) ออกมาเรียกร้องให้กลุ่มและองค์กรร่วมกันรณรงค์ ต่อต้าน ไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ ด้วยอาวุธสงคราม และการกระทำที่ทารุณโหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และป่าเถื่อน ซึ่งนอกจากจะก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและร่างกายของประชาชนผู้บริสุทธิ์แล้ว ยังเกิดความเศร้าสลดใจแก่ผู้ที่พบเห็น และต่อสังคมโดยรวม “ขอวิงวอนต่อผู้ที่ใช้ความรุนแรงต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ดังต่อไปนี้ 1.ขอให้ยุติการใช้ความรุนแรงต่อผู้บริสุทธิ์ที่ไม่มีทางสู้ 2.ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาทางป้องกันปกป้องดูแลผู้บริสุทธิ์ 3.ขอให้เจ้าหน้าที่นำผู้กระทำผิดมารับโทษตามกระบวนการยุติธรรมให้โดยเร็ว 4.ขอให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัย ทุกฝ่ายควรเฝ้าระวังและห้ามละเมิดโดยเด็ดขาด 5.ขอให้ทุกฝ่ายเคารพพื้นที่ที่มีเด็กและเยาวชน ในทุกพื้นที่ไม่เพียงแค่พื้นที่สาธารณะเท่านั้น” พร้อมกับได้ทิ้งท้ายไว้ในแถลงการณ์ว่า เชื่อมั่นว่าสันติภาพที่ยั่งยืนไม่อาจเกิดขึ้นได้หากผู้บริสุทธิ์ยังคงถูกคุกคาม และสังคมยังไร้ซึ่งความมั่นคงปลอดภัย ยิ่งผ่านยิ่งเวียนวน ยิ่งรุนแรง หลายคนวิงวอนว่า ได้โปรดเถิด “ขอพื้นที่ปลอดภัย, ให้เด็กได้วิ่งเล่น” บ้าง
สยามรัฐออนไลน์ |

60 ปีฮาลา “การทวงคืนความเป็นธรรม”

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ ผู้คนที่เดินทางมายังพื้นที่จัดงาน “60 ปีฮาลา การทวงคืนความเป็นธรรม” ณ โรงเรียนบ้านใหม่ (วันครู 2503) ต.อัยเยอร์เวง อ.เบตง จ.ยะลา เมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา เท่าที่ผู้เขียนสังเกตเห็นและสัมผัสได้ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นชาวบ้านสูงวัยทั้งหญิงชาย บ้างหอบลูกจูงหลานมาร่วมงานนัยอารมณ์เศร้าสร้อย หากทว่าแววตายังฉายโชนความเด็ดเดี่ยวและเปี่ยมหวัง เพราะผ่านมานับจากปี พ.ศ.2499 ที่ต้องถูกอพยพย้ายถิ่นฐานจากชุมชนที่เคยสงบสุขสมบูรณ์ในใจกลางป่าฮาลา ตามนโยบายของภาครัฐที่ต้องการปราบปรามอิทธิพลพรรคคอมมิวนิสต์มลายา (พคม.) ในห้วงเวลานั้น ถึงเวลานี้พวกเขาก็ยังไม่มีโอกาสได้หวนกลับสู่แผ่นดินเกิดซึ่งกลายเป็นเสมือน “ดินแดนที่สาบสูญ” อีกเลย ข้อมูลจาก สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดยะลา ซึ่งเป็นแกนนำจัดงานครั้งนี้ ให้ภาพเรื่องเล่าและร่องรอยในอดีตว่า ปัญหาข้อพิพาทและความขัดแย้งปัญหาที่ดิน เป็นปัญหาสำคัญที่มีการร้องเรียนเป็นจำนวนมาก ในขณะที่การแก้ไขปัญหาของรัฐเป็นเพียงบรรเทาปัญหาเพื่อยุติข้อขัดแย้งชั่วคราว ไม่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุอย่างแท้จริง ทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในสังคม ต.อัยเยอร์เวง หรือเส้นทางระหว่างทางก่อนถึงตัวอำเภอเบตง ซึ่งสองฝั่งเต็มไปด้วยป่าเขาที่สวยงามสลับกับชุมชนแออัดกลางป่าเขา เป็นของขวัญอันล้ำค่าที่รัฐบาลตอบแทนให้กับชุมชนที่มีคุณความดีกับประชาชนในการปราบโจรจีนคอมมิวนิสต์ในอดีต ผู้คนไม่กี่คนที่ยังหลงเหลืออยู่ได้เล่าเรื่องราวผ่านทางเอกสารร้องเรียน ถึงความเจ็บปวดที่รัฐบาลได้ทำลายชุมชนโบราณเหมือนกับปล้นที่ทำกิน โดยประกาศเป็นเขตสงวน รวมเป็นเอกสารนับร้อยฉบับ ผ่านไปยังหน่วยงานราชการต่างๆ แต่กลับไม่ได้รับการเหลียวแล “เหตุที่พวกเขาอพยพก็เพราะว่าในปี พ.ศ.2493 สมัยที่มีการปราบปรามคอมมิวนิสต์ ตำบลฮาลานั้นเป็นตำบลที่ใหญ่ มีผู้คนอาศัยอยู่ทั้งสิ้นประมาณ 400 คน มีเอกสารที่ดินทำกิน มีการเพาะปลูก ทั้งสิ้นสามารถดูได้จากหลักฐานเสียเงินบำรุงท้องที่ที่ให้กับทางราชการ ร่องรอยการทำมาหากินยังปรากฏให้เห็น มีสถานที่สำคัญมากมาย เช่น สถานีตำรวจ 1 หลัง มัสยิด 1 หลัง สถานที่สอนศาสนา 2 หลัง สุสานมุสลิม (กุโบร์) 2 แห่ง ซึ่งทุกวันนี้ร่องรอยของสถานียังคงอยู่” ข้อมูลในเอกสารให้รายละเอียดภาพของชุมชนฮาลาโบราณไว้อย่างชัดเจน สอดคล้องกับเรื่องราวที่ สะอารี ยูโซ๊ะ ปราชญ์ชาวบ้านฮาลา และรองนายก อบต.อัยเยอร์เวง บอกเล่าบนเวทีวันนั้นว่า เมื่อครั้งอดีตกาลนานมาแล้วสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีผู้คนจากเมืองปัตตานี ได้พาครอบครัวหาที่ทำกินโดยยึดถือแม่น้ำเป็นหลัก เดินทางไปเรื่อยตามแม่น้ำปัตตานีเพื่อหาที่ทำกินที่เหมาะสม กระทั่งถึงที่ราบหุบเขาแห่งหนึ่งที่มีแม่น้ำหลายสายมาบรรจบเหมาะแก่การเพาะปลูก และมีลักษณะภูมิประเทศที่พึงพอใจ จึงได้ตัดสินใจเลือกสถานที่แห่งนี้เป็นที่อยู่อาศัยอย่างถาวร พร้อมกับตั้งชื่อสถานที่แห่งนี้ว่า “ฮาลา” หลายปีผ่านไป เมื่อสถานที่แห่งนี้กลับกลายเป็นที่อยู่อาศัยที่มั่นคงแล้ว ก็มีญาติสนิทจากเมืองปัตตานีอพยพมาตั้งถิ่นฐานเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ความอุดมสมบูรณ์ที่มีอยู่ทำให้ผู้อยู่อาศัยอยู่เย็นเป็นสุข การจับจ่ายใช้สอยปัจจัยดำรงชีพอื่นๆ แทบไม่มี นอกจากเครื่องนุ่งห่ม เกลือ และกะปิ เท่านั้น เวลานั้นรัฐบาลได้จัดส่งขุนนางจากกรุงเทพมหานคร มาเป็นผู้นำที่หมู่บ้านฮาลา เป็นที่รู้จักกันในหมู่ชุมชนฮาลานามว่า “โต๊ะขุน” ส่วนผู้เป็นภรรยาเรียกว่า “แมะขุน” ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับชุมชนมีความสนิทสนมกลมเกลียวฉันญาติมิตร ต่อมา หลังโต๊ะขุนเสียชีวิตลง หมู่บ้านฮาลาถูกยกระดับจากหมู่บ้านฮาลาเป็น “ตำบลฮาลา” และมีการแต่งตั้งนายเจ๊ะโม๊ะ เป็นกำนัน ประกอบด้วยหมู่บ้าน 3 หมู่บ้าน คือ หมู่ที่ 1 กำนันเจ๊ะโม๊ะ มีบ้านมาแฮ บ้านมอแตแตแก และกำปงปายอ หมู่ที่ 2 ผู้ใหญ่บ้านชื่อ ซาฮะ มีบ้านฮางุฮฺ บ้านจือฆานากอ และหมู่ที่ 3 ผู้ใหญ่บ้านชื่อ นูดิน มีบ้านนาแง บ้านราเง๊ะ บ้านคอลอแหร จวบจนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ.2490 โดยประมาณ สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์มลายา (พคม.) ถูกรัฐบาลอังกฤษที่ปกครองมาเลเซียขณะนั้นทำการปราบปราม จึงได้หลบหนีการปราบปรามเข้ามาตั้งถิ่นฐานในตำบลฮาลา และได้สร้างความเดือดร้อนแก่ชุมชนฮาลา ทำให้ชุมชนชาวฮาลาได้ทยอยอพยพออกไปพึ่งญาติมิตรในพื้นที่อำเภอต่างๆ ในจังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี และจังหวัดนราธิวาส กระทั่งในที่สุดสมาชิกทั้งหมดในชุมชน ต้องอพยพมาตั้งถิ่นฐานที่ ต.อัยเยอร์เวง (กม.29 ตันหยงกาแม็ง กม.32 กม.36 และ กม.38) โดยการอพยพชาวฮาลาที่นำโดย ปลัดอำเภอเบตง (ปลัดประพาส สิทธิณรงค์) แบ่งชาวบ้านเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 เป็นคนผู้สูงอายุที่ไม่สามารถเดินทางไกลได้ ทางการอพยพโดยใช้เฮลิคอปเตอร์ ลำเลียงจากชุมชนฮาลาไปลงที่อำเภอกือโระ (โกร๊ะ) ประเทศมาเลเซีย เนื่องจากสมัยนั้นรัฐบาลมาเลเซียต้องการประชากร จึงเสนอที่จะรับอุปการะและดูแลชาวฮาลาทั้งหมด แต่มีข้อแม้ว่า ต้องเปลี่ยนสัญชาติเป็นประชากรของมาเลเซียอย่างถาวร แต่ข้อเสนอดังกล่าวนั้นชาวฮาลาได้ปฏิเสธไป เนื่องจากความรักและความผูกพันที่มีต่อหมู่บ้านฮาลา เพราะคนฮาลาเหล่านั้นเข้าใจว่าการอพยพครั้งนี้เป็นการอพยพเพียงชั่วคราว เพื่อหลีกทางให้ความสะดวกต่อเจ้าหน้าที่รัฐในการปราบปราม พคม. ส่วนกลุ่ม 2 สำหรับคนทั่วไป อพยพโดยการเดินเท้าจากหมู่บ้านฮาลาสู่หมู่บ้านตันหยงกาแม็ง สิ่งสำคัญและเป็นประเด็นปัญหา เนื่องจาก ณ ขณะเวลานั้น ทางการได้ให้สัญญาด้วยวาจาว่า เมื่อเหตุการณ์สงบเมื่อไร เมื่อนั้นชาวฮาลาก็จะได้กลับหมู่บ้านฮาลาเดิมตามปกติ หากทว่าจากวันนั้นถึงวันนี้ ตำบลฮาลาได้ถูกลบในแผ่นที่อำเภอเบตงโดยปริยาย เนื่องจากมีการประกาศของราชการทับที่ทำกินของชาวบ้านหลายประเภท เช่น ประกาศพื้นที่เป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ ในปี 2498 การเวนคืนที่ดินเพื่อสร้างเขื่อนบางลาง ทำให้บางหมู่บ้านต้องจมอยู่ก้นเขื่อน การจัดสรรพื้นที่สร้างนิคมสร้างตนเองอำเภอเบตง ประกาศเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา ในปี 2535 ประกาศเขตอุทยานแห่งชาติบางลาง ในปี 2542 และราชการได้ประกาศยกเลิกการภาษีในพื้นที่เดิมที่เคยใช้ประโยชน์ ช่วงที่ผ่านมา ชาวบ้านจึงได้พยายามเคลื่อนไหวร้องเรียนขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน เพื่อขอกลับภูมิลำเนาเดิม แต่ไม่ได้รับการแก้ไขหรือได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐเท่าที่ควร ทำให้ชาวบ้านฮาลาและลูกหลานประสบความเดือดร้อนต้องอาศัยอยู่อย่างแออัด ประสบปัญหาความยากจน ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบต่อความรู้สึกด้านจิตใจซึ่งถูกบั่นทอนเป็นอย่างมาก เนื่องจากไม่สามารถเดินทางไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนาในพื้นที่ฮาลาเดิมมีสุสาน (กุโบร์) หลงเหลืออยู่ 2 แห่ง กรณีการ “ทวงคืนความเป็นธรรม” ของชาวบ้านฮาลา เป็นหนึ่งในอีกประเด็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ชายแดนใต้ ซึ่งแม้จะมีการขับเคลื่อนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน ถึงกับมีการแต่งตั้งคณะกรรมการระดับจังหวัดทำหน้าที่ศึกษาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม และกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาภายใต้การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทว่าข้อสรุปในเบื้องต้นทางจังหวัดยะลามีความเห็นว่า “เกินขีดความสามารถในระดับจังหวัด” ที่จะสามารถใช้ดุลยพินิจวินิจฉัย หรือตัดสินใจแก้ไขปัญหาตามความประสงค์ของชาวฮาลาได้ เมื่อเสร็จสิ้นจากงานสำคัญอีกครั้งหนึ่ง ชาวบ้านฮาลาที่มาร่วมงานต่างค่อยๆ ทยอยเดินทางกลับ พร้อมกับได้แต่หวังว่าสิ่งเรียกร้องของพวกตนจะได้รับการสนองตอบเสียทีจากทางรัฐบาล ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง หลังจากที่ต้องทนตั้งตารอคอยยาวนานถึง 60 ปีมาแล้ว แม้จะเป็นความหวังอันแสนริบหรี่ภายใต้ “ความเงียบ” ก็ตามที
สยามรัฐออนไลน์ |

ด้วยนโยบายยาเสพติดที่เหมาะสม (2)

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ “โปรตุเกสได้ปรับสถานะของยาเสพติด โดยกฎหมายระบุว่า การครอบครองยาบ้าไม่ถือว่าเป็นอาชญากรรม และใช้แนวทางดังกล่าวมาแล้ว 12 ปี ปรากฏว่าคนติดยาหรือผู้เสพได้รับการบำบัดรักษาเพิ่มขึ้น อัตราการใช้ของวัยรุ่นลดลง อาชญากรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติดลดลง และมูลค่าของยาเสพติดถูกยกเลิกว่าเป็นอาชญากรรมลดลง หรือราคาถูกลง ยังพบว่าจำนวนผู้ติดโรคผลสืบเนื่องจากการใช้ยาเสพติดและเสียชีวิตลดลงจำนวนมาก แต่ประเทศไทยก็ต้องกลับมาศึกษาแล้วนำมาปรับใช้ให้เหมาะสม” พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึง “โปรตุเกสโมเดล” ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจเชิงสาธารณะอยู่ในขณะนี้ เมื่อสัปดาห์ก่อน วันที่สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) จัดการประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อนำเสนอนโยบายยาเสพติดที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย (Thailand's Drug Policy Revisited) เพื่อกำหนดทิศทางที่เหมาะสมในการขับเคลื่อนนโยบายยาเสพติด และยกร่างประมวลกฎหมายยาเสพติดที่เหมาะสมกับประเทศไทย ณ โรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ ผู้เขียนสัมผัสได้ว่าเป็นการประชุมครั้งหนึ่งที่มีผู้หลักผู้ใหญ่หรือผู้มีบทบาทหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับนโยบายยาเสพติด เข้าร่วมเต็มห้องประชุม หนึ่งในประเด็นสำคัญการพูดคุยคือเรื่อง “โปรตุเกสโมเดล” ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากที่ TIJ ได้จัดงานเสวนาเชิงวิชาการเพื่อทบทวนนโยบายยาเสพติดและวิธีการแก้ปัญหาที่ประเทศไทยใช้ช่วงที่ผ่านมา มี ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ผู้อำนวยการ TIJ เป็นผู้ดำเนินการเสวนาหลัก ร่วมกับวิทยากรผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน วิเคราะห์เปรียบเทียบนโยบายและแนวปฏิบัติที่ดีของประเทศที่ประสบความสำเร็จโดยเฉพาะ “โปรตุเกส” ที่ประสบความสำเร็จจากการใช้มาตรการทางปกครองและมาตรการทางสาธารณสุข กำกับและดูแลผู้เสพยาในฐานะผู้ป่วยแทน (decriminalization) เป็นการปรับนโยบายให้เหมาะสมกับบริบทสังคม รวมถึงการนำหลักการปรับกระบวนการยุติธรรมโดยอาศัยชุมชนเป็นพื้นฐาน (community-based justice) มาใช้ จากรายละเอียดของ “โปรตุเกสโมเดล: กรณีศึกษาสำหรับนโยบายยาเสพติดไทย” พบว่า ช่วงยุค ค.ศ.1990 ก่อนใช้นโยบาย decriminalisation ตัวเลขผู้เสพยาและผู้เสียชีวิตจากการใช้ยามีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี เมื่อเทียบระหว่างปี ค.ศ.1987–1999 มีสถิติการเสียชีวิตสูงขึ้นมากกว่า 10 เท่า ในปี ค.ศ.1987 ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากการเสพยาอยู่ระหว่าง 20-30 คน ปี ค.ศ.1999 ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากการเสพยาอยู่ระหว่าง 300–400 คน ปัญหายาเสพติดในโปรตุเกสส่วนใหญ่อยู่ที่ยาเสพติดประเภทสารสังเคราะห์ โดยเฉพาะเฮโรอีน การแก้ปัญหาจึงมุ่งหาแนวนโยบายที่สนองตอบต่อยาเสพติดประเภทสารสังเคราะห์มากกว่าระเภทสารจากพืชหรือวัตถุดิบธรรมชาติ การปฏิรูปนโยบายยาเสพติดเกิดขึ้นช่วงปี 1999–2001 เป็นผลจากการถกเถียงเชิงนโยบายยาวนานกว่า 2 ทศวรรษ มีขั้วขัดแย้งระหว่างแนวคิดการลงโทษอย่างเข้มข้นเพื่อกำราบอาชญากร กับแนวคิดการบำบัดเพื่อช่วยให้ผู้เสพสามารถเลิกยาได้ นโยบายสำคัญที่ถูกเสนอขึ้นคือ decriminalisation หรือ “การยกเว้นโทษทางอาญาให้กับผู้เสพยา” และใช้มาตรการทางปกครองแทนซึ่งผ่านการถกเถียงและอนุมัติโดยรัฐสภาโปรตุเกสปี 2000 (รัฐบัญญัติที่ 30/2000) มีผลใช้บังคับวันที่ 1 กรกฎาคม 2001 กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จของโปรตุเกส เป็นเพราะกฎหมายดังกล่าวซึ่งใช้นโยบาย decriminalization นั้น อาศัยมาตรการทางปกครองและมาตรการทางสาธารณสุขเป็นหลัก นอกจากนี้ยังสร้างระบบของ “คณะกรรมการ ยับยั้งการใช้ยาเสพติดโดยมิชอบ” ประกอบด้วยคณะกรรมการ 3 คน ซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์ด้านกฎหมาย ด้านการแพทย์หรือสาธารณสุข และด้านบริการสังคม เช่นนักจิตวิทยา หรือสังคมสงเคราะห์ กฎหมายยาเสพติดที่ใช้บังคับใหม่ปี 2001 ยังคงสถานะความผิดกฎหมายของการเสพยาและการครอบครองยาโดยมิชอบหรือโดยปราศจากอำนาจ อย่างไรก็ตาม โทษได้ถูกเปลี่ยนจากโทษทางอาญาเป็นมาตรการทางปกครองแทน กระบวนวิธีก็เปลี่ยนจากกระบวนวิธีพิจารณาความอาญา เป็นกระบวนวิธีทางปกครองเช่นกัน โดยตัวอย่างการบังคับโทษทางปกครอง เช่น การเตือน การห้ามเข้า/ออกสถานที่ การห้ามพบบุคคล หน้าที่การรายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่เป็นระยะ การเพิกถอนใบประกอบวิชาชีพหรือใบอนุญาต กรณีที่ยังใช้การบังคับโทษทางอาญา เมื่อพยานหลักฐานปรากฏว่าผู้เสพได้ครอบครองยาเสพติดในปริมาณที่สูงกว่าปริมาณที่ใช้สำหรับ การเสพใน 10 วัน การประสานความร่วมมือนโยบายยาเสพติดโปรตุเกส ความรับผิดชอบหลักจะอยู่ที่ สภารัฐมนตรีระหว่างกระทรวงของกระทรวงที่เกี่ยวข้องซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน องค์คณะประกอบด้วยรัฐมนตรีช่วยของนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีอีก 10 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงยุติธรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสวัสดิการและการจ้างงาน กระทรวงการภายในประเทศ (มหาดไทย) กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการป้องกันประเทศ (กลาโหม) กระทรวงการเงินการคลัง กระทรวงเมืองและสภาพแวดล้อม กระทรวงเศรษฐกิจ แรงงาน และการเกษตร ตัวชี้วัดความสำเร็จของโปรตุเกส คือ ปริมาณการใช้ยาที่ลดลงเมื่อเทียบระหว่าง ปี ค.ศ.2000, 2007, และ 2012 มีตัวเลขที่เพิ่มขึ้นบ้างเพียงเล็กน้อยสำหรับปริมาณการใช้ยาสะสมตลอดช่วงชีวิต แต่สถิติที่แยกช่วงอายุสะท้อนว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นการทดลองครั้งแรกในช่วงวัยรุ่นและมีสถิติลดลงสำหรับวัยผู้ใหญ่ สถิติการใช้ยาที่ลดลงและอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับสถิติของประเทศอื่นในยุโรป ขณะเดียวกันก็ต่ำกว่าสถิติการใช้ยาของสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างมาก การศึกษาของสหภาพยุโรปในปี ค.ศ.2013 พบว่า ประเทศที่ใช้ decriminalisation policies เช่น โปรตุเกส มีสถิติการใช้ยาที่ลดลง และอยู่ในระดับที่ต่ำกว่ากลุ่มประเทศที่ใช้นโยบายลงโทษทางอาญา (punitive policies) สถิติการติดเชื้อ HIV จากการใช้ยาลดลงอย่างชัดเจน ตัวเลขการเสียชีวิตจากการใช้ยาลดลงอย่างชัดเจนจากปี ค.ศ.2001 ถึง ค.ศ.2012 การศึกษาเชิงเศรษฐศาสตร์ในปี ค.ศ.2015 พบว่า นับตั้งแต่เริ่มใช้นโยบาย decriminalisation ในปี ค.ศ.2001 มูลค่าต้นทุนทางสังคมต่อประชากร 1 คนสำหรับการแก้ปัญหาการใช้ยาเสพติดลดลงถึง 18% บทสรุปความสำเร็จของโปรตุเกส เป็นเพราะนโยบาย decriminalisation เป็นองค์ประกอบหลักแต่มีส่วนส่งเสริมองค์ประกอบอื่นๆ ด้วย เช่น การพลิกนโยบายและแนวปฏิบัติจากการใช้นโยบายและภารกิจด้านกระบวนการยุติธรรมเป็นหลัก ไปสู่การใช้นโยบายและภารกิจด้านสาธารณสุขเป็นหลัก การผลิตหน่วยงานขับเคลื่อนนโยบายแบบองค์รวม การประเมินผลนโยบายอย่างสม่ำเสมอ การเก็บข้อมูลสถิติที่เป็นระบบ และการใช้สถิติเป็นฐานปรับนโยบาย ซึ่งหากเปรียบเทียบโปรตุเกสโมเดลกับแนวทางของไทย เห็นได้ว่าล้วนเป้าหมายเดียวกันคือ “ผู้เสพคือผู้ป่วยต้องได้รับการรักษา ผู้ค้าต้องได้รับการลงโทษ” แต่มีแนวทางต่างกัน เช่น การแยกผู้เสพออกจากกระบวนการทางอาญาอย่างเด็ดขาดแต่ใช้กระบวนการทางปกครองแทน การกำหนดปริมาณของยาเสพติดที่ถือเป็นการครอบครองเพื่อเสพที่เหมาะสม การส่งเสริมให้ผู้เสพเข้ารับการบำบัดโดยระบบสมัครใจ การลดผลกระทบเชิงภาพลักษณ์ของผู้เสพและการดูแลต่อเนื่องในการกลับสู่สังคม เพราะฉะนั้น การพิจารณาเรื่องการร่างประมวลกฎหมายยาเสพติดแนวทางใหม่ จึงเป็นประเด็นชวนท้าทายอย่างยิ่ง ด้วยนโยบายยาเสพติดที่เหมาะสมกับบริบทแวดล้อมที่เกิดขึ้นจริง จะเป็นการพลิกโฉมทิศทางแก้ไขปัญหายาเสพติดสำหรับประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญทั้งระยะสั้นและระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นในภูมิภาคใดก็ตาม
สยามรัฐออนไลน์ |

ด้วยนโยบายยาเสพติดที่เหมาะสม (1)

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ เป็นที่กล่าวขานกันมานาน ว่าตลอดห้วงเวลาที่เกิดปัญหาวิกฤติความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ “ยาเสพติด” ถือเป็นหนึ่งในภัยแทรกซ้อนที่ทำให้สถานการณ์แหลมคมและทวีความรุนแรงขึ้น จนนำไปสู่ข้อคำถามตามมาอีกมากมาย แม้มีความตั้งใจที่จะปราบปรามขบวนการยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง โดยใช้หลักความร่วมมือร่วมแรงร่วมใจ ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนในพื้นที่ ถึงขนาดที่ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร กำหนดให้เป็น 1 ในยุทธศาสตร์ของการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติ ที่ได้จัดตั้ง “ศูนย์พลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด” ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายและยุทธศาสตร์แก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในปัจจุบัน มีการเปิดเผยข้อมูลว่าปัจจุบันขบวนการยาเสพติดมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการก่อเหตุรุนแรงในลักษณะการสนับสนุนหรือเอื้อซึ่งกันและกัน ผ่านการให้เงินทุนก่อเหตุเพื่อขยายพื้นที่และอิทธิพล ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการปราบปรามของเจ้าหน้าที่  ขณะเดียวกัน ว่ากันว่ากลุ่มก่อเหตุรุนแรงอาศัยผู้ติดยาเสพติดเป็นคนลงมือก่อเหตุอีกกลุ่มหนึ่ง ขณะที่ภาครัฐ เช่น กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ก็ได้มีบทบาทแก้ไขในเรื่องนี้มาโดยตลอด เช่นเดียวกับผู้นำศาสนาทั้ง 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งได้ประกาศและลงนามเป็นสัตยาบรรณร่วมกัน อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนตลอดหลายปีมานี้ หรือแทบเรียกได้ว่าภายใต้ประวัติศาสตร์การรุกไล่แก้ไขปัญหายาเสพติดในหลายๆ รัฐบาล ปัญหาเรื่องยาเสพติดนอกจากไม่ได้ลดจำนวนลง แถมจะมีอัตราและปริมาณเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ ดังเห็นได้จากผู้ต้องขังในเรือนจำต่างๆ รวมถึงที่ “ชายแดนใต้” ซึ่งส่วนใหญ่มักต้องคดีที่เกี่ยวข้องกับ “ยาเสพติด” ประจวบเหมาะที่ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (Thailand Institute of Justice-TIJ) ซึ่งเป็นสถาบันเครือข่ายสหประชาชาติด้านกระบวนการยุติธรรม เห็นว่าช่วงเวลานี้เป็นโอกาสสำคัญในการปรับปรุงนโยบายยาเสพติดให้มีความเหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์มากยิ่งขึ้น ประกอบกับรัฐบาลโดย กระทรวงยุติธรรม และสำนักงาน ป.ป.ส. อยู่ระหว่างการจัดทำร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด มีวัตถุประสงค์สำคัญส่วนหนึ่งในการปรับนโยบายการแก้ปัญหายาเสพติดจากการใช้มาตรการที่รุนแรงกับทุกกลุ่ม ให้มีความเหมาะสม โดยแยกกลุ่มผู้ที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจนยิ่งขึ้น สอดคล้องกับแนวทางของประเทศโปรตุเกส จึงได้ดำเนินการศึกษารูปแบบของประเทศโปรตุเกส และจัดการเสวนาเชิงวิชาการเรื่อง “โปรตุเกสโมเดล : กรณีศึกษาทิศทางใหม่นโยบายยาเสพติด” เมื่อเดือนกรกฎาคม 2559 ที่ผ่านมา ผลในเบื้องต้นที่ประชุมให้ความสนใจ และ TIJ ได้สรุปผลการศึกษาและการระดมความคิดเบื้องต้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงได้จัดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเพื่อให้เป็น “เวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อนำเสนอนโยบายยาเสพติดที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย” (Thailand's Drug Policy Revisited) ในการแสวงหาแนวทางที่เหมาะสมสำหรับการแก้ปัญหายาเสพติดในบริบทของประเทศไทยต่อไป จากข้อมูลที่ TIJ รวบรวมมาสะท้อนว่า ปัญหายาเสพติดถือเป็นปัญหาใหญ่และเรื้อรังของประเทศไทยที่ส่งผลสืบเนื่องให้เกิดปัญหาในกระบวนการยุติธรรมหลากหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาคดีล้นศาลและนักโทษล้นคุก สังเกตได้จากปริมาณคดีที่เข้าสู่การพิจารณาของศาลชั้นต้นและสัดส่วนผู้ต้องขังในเรือนจำ ซึ่งจากการสำรวจข้อมูลทางสถิตินับตั้งแต่ปี 2550 จนถึงปัจจุบัน พบว่าปริมาณคดีที่เข้าสู่การพิจารณาของศาลชั้นต้นและจำนวนผู้ต้องขังจากความผิดภายใต้ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ สูงสุดเป็นอันดับ 1 เมื่อเทียบกับความผิดภายใต้กฎหมายอื่นๆ และ มีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี ในปี 2556 ปริมาณคดี พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ที่เข้าสู่การพิจารณาของศาลชั้นต้น สูงถึงกว่าร้อยละ 50 ของปริมาณคดีทั้งหมด จากการสำรวจทุกปีพบว่า มีจำนวนคดีเมทแอมเฟตามีนมากที่สุดเมื่อเทียบกับยาเสพติดประเภทอื่น ขณะเดียวกัน จำนวนผู้ต้องขังคดียาเสพติดได้เพิ่มสูงขึ้นทุกปี การสำรวจปี 2551 ผู้ต้องขังคดียาเสพติดมีสัดส่วนกว่าร้อยละ 50 ของผู้ต้องขังทั้งหมด ปี 2555 กว่าร้อยละ 60 และล่าสุดในปี 2558 สูงถึงกว่าร้อยละ 70 นอกจากนี้ รัฐยังทุ่มงบประมาณจานวนมากเพื่อจัดการกับปัญหายาเสพติด ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา งบประมาณของรัฐที่จัดสรรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการ ป้องกัน ปราบปราม และบำบัดผู้ติดยาเสพติด ในแต่ละปีสูงถึง 4,000-10,000 ล้านบาท ตลอดช่วงปี 2555-2559 งบประมาณด้านยาเสพติดโดยเฉลี่ยต่อปีมีจานวนสูงถึงกว่า 10,000 ล้านบาท สำหรับกรมราชทัณฑ์ งบประมาณที่รัฐจัดสรรให้เพื่อดูแลผู้ต้องขังสูงถึงร้อยละ 50 ของงบประมาณทั้งหมดของ กระทรวงยุติธรรม ขณะที่ปัญหายาเสพติดในประเทศไทยไม่มีแนวโน้มจะเป็นไปในทางที่ดีขึ้น จึงเริ่มมีการตั้งคำถามว่า “ถึงเวลาหรือยังที่เราจะเปลี่ยนแนวทางการจัดการกับปัญหายาเสพติดในประเทศไทย” ทั้งนี้เพราะปัญหายาเสพติดถือเป็นปัญหาระดับชาติ ที่นอกจากจะส่งผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมแล้ว ยังส่งผลกระทบรุนแรงในวงกว้าง ทั้งต่อเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ และการดำรงชีวิต รัฐบาลเองก็ได้ยกให้การแก้ปัญหายาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างมากว่า การดำเนินการที่ผ่านมายังขาดการบูรณาการ งานส่วนใหญ่เน้นการปราบปรามมากกว่าการป้องกันและการบำบัด อีกทั้งแนวทางการปฏิบัติต่อผู้เสพยังมีความเข้มงวดและรุนแรงอยู่มาก ทำให้ผู้เสพจานวนมากต้องถูกลงโทษคุมขังโดยไม่จาเป็น เนื่องด้วยความเข้มงวดของตัวบทกฎหมายและแนวปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ ทำให้ถูกตีตราว่าเป็นคนมีประวัติอาชญากรรม ไม่สามารถเริ่มชีวิตใหม่ในสังคม และอาจต้องเข้าสู่วงจรของอาชญากรรมที่เลวร้ายมากขึ้น องค์การสหประชาชาติ (The United Nations - UN) ให้ความสนใจในการแก้ปัญหายาเสพติด ทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ โดยจัดตั้งคณะกรรมาธิการยาเสพติด (Commission on Narcotic Drugs-CND) ขึ้นในปี 2489 และจัดให้มีการประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยพิเศษว่าด้วยปัญหายาเสพติดโลก (The UN General Assembly Special Session on Drugs-UNGASS) ตั้งแต่ปี 2541 เพื่อเปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกแลกเปลี่ยนความคิดเห็น นำเสนอความคืบหน้า พร้อมวิเคราะห์เสาะหาแนวทางการแก้ปัญหายาเสพติดที่เหมาะสมมีประสิทธิภาพ ในการประชุม UNGASS ครั้งล่าสุดระหว่างวันที่ 19-21 เมษายน 2559 มีการนำเสนอแนวปฏิบัติที่ดี (good practice) ของประเทศสมาชิกต่างๆ และปรากฏว่ารูปแบบของประเทศโปรตุเกส ที่ได้ปรับนโยบายและกฎหมายในส่วนการกระทำความผิดบางอย่างเกี่ยวกับการเสพยาเสพติดให้ไม่เป็นความผิดอาญา โดยใช้มาตรการทางปกครองและสาธารณสุขเข้ามาแทนที่ หรือที่เรียกว่า ‘decriminalization’ นั้น เป็นที่สนใจของประเทศสมาชิกอย่างมาก เพราะสามารถลดปัญหายาเสพติดและควบคุมปัญหาการเสพยาในประเทศโปรตุเกสได้อย่างเป็นที่พอใจ จึงน่าจะเป็นมาตรการที่น่าสนใจสำหรับประเทศไทยที่อยู่ระหว่างการแสวงหาแนวทางที่เหมาะสมในการจัดการกับปัญหาผู้เสพยาเสพติด ไว้คราวหน้ามาติดตามกันว่า “โปรตุเกสโมเดล” เป็นเช่นใด และสามารถมาปรับใช้กับประเทศไทย หรือโดยเฉพาะในพื้นที่ “ชายแดนใต้” ได้อย่างไรบ้างหรือไม่
สยามรัฐออนไลน์ |

อีสานปกครองตนเอง

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ ยังคงเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันไม่จบ สำหรับปฏิกิริยาของคนชายแดนใต้ที่มีต่อการลงประชามติ “ร่างรัฐธรรมนูญ” และ “คำถามพ่วง” เนื่องจากประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้ง ยะลา ปัตตานี นราธิวาส เป็นส่วนหนึ่งในพื้นที่อีกหลายๆ จังหวัดที่เสียงส่วนใหญ่ “ไม่เห็นชอบ” ในร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีการวิเคราะห์วิพากษ์วิจารณ์ไปหลากหลายทิศทางและเหตุผล โดยเฉพาะที่เกี่ยวเนื่องกับประเด็น “ศาสนา” “การศึกษา” หรือ “การปกครอง” กระทั่งนำไปสู่เรื่องของ “ความมั่นคง” ในพื้นที่วิกฤติที่เกิดเรื่องราวความไม่สงบมาอย่างต่อเนื่อง ระหว่างติดตามกระแสข่าวเรื่องนี้ ประจวบเหมาะที่ผู้เขียนเองได้รับหนังสืออภินันทนาการจากนิตยสารทางอีสาน ชื่อ “แก่นชีวิต ความคิดฝัน สนั่น ชูสกุล” บันทึกผลงานเขียนซึ่งกลายเป็นภาพสะท้อนความคิดฝัน อุดมการณ์ ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเรื่อง “อีสานปกครองตนเอง” ซึ่ง สนั่น ชูสกุล นักคิด นักเขียน นักกิจกรรมทางสังคม เรียบเรียงให้เห็นถึงจุดอ่อนของ “ระบอบประชาธิปไตย” และจุดแข็งของการปกครองตนเองแบบ “ประชาธิปไตยชุมชน” มุ่งสะท้อนภาพว่า ระบอบประชาธิปไตยตัวแทน โดยแท้จริงคือระบอบของการสถาปนาอำนาจโดยชนชั้นนายทุน และเกิดขึ้นในยุคของการสร้าง “รัฐชาติ” เมื่อ 200 กว่าปีมานี้เอง เขาร่ายเรียงว่า หากนิยามของการปกครองระบอบประชาธิปไตย หมายถึง “การปกครองของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน” เราก็สามารถกล่าวได้ว่า ชุมชนทั่วโลกมีระบบการปกครองตนเองมาแต่เดิมทั้งสิ้น เป็นหน่วยการปกครองตนเองที่เป็น “ประชาธิปไตยทางตรง” หรือ “ประชาธิปไตยชุมชน” ก่อนมีการปกครองแบบ “ประชาธิปไตยตัวแทน” ในปัจจุบัน โดยเฉพาะในสังคมตะวันออกนั้นมีมานานหลายพันปี แต่ชนชั้นนำที่มีอำนาจกำหนดระบอบการปกครองของเราไม่เคยสำนึกว่า พื้นฐานชุมชนและสังคมบ้านเราก็เคยมีระบบการปกครองดั้งเดิมของเราเองอยู่แล้ว เป็นระบบที่คิดค้น สั่งสม ถ่ายทอดกันมา ปรับแปลงให้ทันยุคสมัยตลอดเวลาเช่นกัน สนั่นฯ ยกตัวอย่างให้เห็นชัดเจนจากรูปแบบการปกครองของชุมชนอีสาน โดยอรรถาธิบายว่า ตั้งแต่สมัยโบราณ ทั้งบ้านและเมืองในอีสานมีระยะทางห่างไกลจากเมืองหลวง การเข้ามาควบคุมดูแลจากเมืองหลวงอย่างใกล้ชิดและเข้มงวดเป็นไปได้ลำบาก แต่ละครอบครัว แต่ละชุมชน และแต่ละเมือง ล้วนต้องดิ้นรนดำเนินชีวิตไปด้วยตนเอง เพื่อให้อยู่รอดและมีความสงบเรียบร้อยในการอยู่ร่วมกัน อาจกล่าวได้ว่า ตลอดช่วงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ชุมชนอีสานดำรงอยู่โดยค่อนข้าง “อิสระ” และมีการจัดตั้ง “ระบบการปกครองตนเอง” ขึ้นมา ชุมชนยังได้สร้างระบบเศรษฐกิจแบบยังชีพและพึ่งตนเองเพื่อการอยู่รอด บนฐานทรัพยากรดิน น้ำ ป่า อันอุดมสมบูรณ์ ผู้คนหลายชาติพันธุ์ที่เป็นชนพื้นเมืองเดิมและที่อพยพเข้ามาสมทบใหม่ในภายหลัง ได้รวมตัวหล่อหลอมทางวัฒนธรรม จนผสมกลมกลืนเป็น “คนพวกเดียวกัน” ด้วยการกล่อมเกลาโดยอุดมการณ์ทางศาสนา ทั้งศาสนาพื้นบ้าน คือ ความเชื่อเกี่ยวกับผีที่มีมาแต่เดิม และศาสนาพุทธกับพราหมณ์ที่เข้ามาภายหลัง “ความเป็นหน่วยปกครองตนเองของชุมชนอีสานนั้น เรียกได้ว่าชุมชนอีสานมีระบบการปกครองตนเองแบบประชาธิปไตยมาแต่เดิม คือ การปกครองของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน อย่างแท้จริง เป็นหน่วยการปกครองตนเองที่เป็นประชาธิปไตยทางตรง” หากใช้หลักการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตยออกเป็น “อำนาจนิติบัญญัติ” “อำนาจบริหาร” และ “อำนาจตุลาการ” ตามหลักประชาธิปไตยสมัยใหม่ มาพิจารณากลไกการปกครองระดับชุมชนของชุมชนอีสานในอดีต เขาเปรียบเทียบให้เห็นว่า ชุมชนมีระบบนิติบัญญัติ คือ การสร้างกติกา ข้อตกลงของชุมชน สร้างจากประสบการณ์การแก้ปัญหาความขัดแย้งและการต่อสู้กันภายในชุมชน หรือจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากปัจจัยภายนอกอยู่ตลอดเวลา กติกาข้อตกลงของชุมชนมักไม่ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษร แต่เป็นกฎทาง “จารีตประเพณี” ด้านอำนาจบริหาร ความเป็นหน่วยสังคมขนาดเล็กของชุมชน ทำให้สมาชิกล้วนรู้จักซึ่งกันและกันอย่างลึกซึ้ง รู้ว่าใครสามารถจะเป็น “ผู้นำ” ของพวกเขา และผู้นำด้านต่างๆ ล้วนเกิดขึ้นด้วยการพิสูจน์ตนเองจนเป็นที่ยอมรับของสมาชิกอื่นอย่างแท้จริง เช่น ผู้นำในการต่อสู้การคุกคามจากภายนอก ผู้นำทางด้านพิธีกรรมความเชื่อ ฯลฯ และอำนาจตุลาการ ชุมชนมีระบบการแก้ไขความขัดแย้งภายในที่ไม่ใช่คดีผิดต่ออาญาแผ่นดิน มีระบบการพิจารณาคดี หรือการตัดสินและการลงโทษ สิ่งตอกย้ำสำคัญประการหนึ่ง คือ ชาวอีสานมีศักยภาพพร้อมที่จะพัฒนาตนเองในทุกด้าน และพร้อมที่จะลุกขึ้นสู้กับความไม่เป็นธรรมทุกชนิด ถึงเวลาที่จะต้องหันกลับมาทบทวนกันจริงจัง ใช้พลังศักยภาพที่มีอยู่ในการพัฒนาตนเอง ฟื้นระบบการปกครองตนเอง แสดงให้สังคมและรัฐเห็น “สิทธิชุมชน” ที่มีอยู่อย่างชอบธรรม โดยเส้นทางสร้างประชาธิปไตยแบบใหม่ ประชาธิปไตยชุมชน จะต้องทำสิ่งสำคัญ 4 ประการ คือ 1.ประชาธิปไตยที่แท้จริงต้องเริ่มที่ชุมชน เป็น “ประชาธิปไตยชุมชน” รัฐต้องคืนอำนาจการปกครองตนเองให้แก่ชุมชน หลังจากที่รัฐได้ยึดสิทธิการปกครองตนเองนี้ไปยาวนาน การสร้างประชาธิปไตยของประเทศต้องเริ่มจากระดับหมู่บ้าน เช่นเดียวกับการสร้างเจดีย์ ต้องสร้างจากฐาน มิใช่สร้างจากยอด 2.อำนาจรัฐที่ต้องคืนให้ชุมชน คืออำนาจในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ อำนาจในการวางแผนพัฒนาตนเอง อำนาจในการจัดเก็บภาษีในรายการที่ชุมชนควรจะทำเอง อำนาจในการจัดการศึกษา อำนาจในการจัดสรรงบประมาณ อำนาจในการบริหารชุมชน ควรยุบเลิกหน่วยงานรัฐที่ไม่จำเป็น 3.สิ่งที่ชุมชนทำเองได้เลยและต้องเริ่มทำทันที คือการรวมกลุ่มแก้ปัญหา เช่น กลุ่มออมทรัพย์ ธนาคารชุมชน ร้านค้า สหกรณ์ ป่าชุมชน แหล่งน้ำชุมชน เกษตรอินทรีย์ วิสาหกิจชุมชนที่ไม่ถูกครอบงำโดยรัฐ การฟื้นฟูจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม ฟื้นฟูวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงาม แล้วค่อยๆ ขยายผลไปใช้สิทธิ์ยกระดับให้สูงขึ้น โดยสร้างการยอมรับและความร่วมมือ การมีส่วนร่วมจากภายนอก อีกด้านหนึ่ง ต้องมีการเฝ้าระวังสิ่งคุกคามจากภายนอก ไม่ให้ทำลายศีลธรรมที่ดีงามและแย่งชิงทรัพยากรของชุมชน และพร้อมที่จะลุกขึ้นสู้ปกป้องฐานทรัพยากรและระบบศีลธรรมของชุมชนท้องถิ่นที่กำลังถูกแย่งชิงคุกคาม 4.สำหรับประชาธิปไตยตัวแทน เป็นสิ่งที่ต้องมีเพื่อการจัดการระดับประเทศ เราจะไปเลือกตั้ง แต่ต้องเรียกร้องต่อสู้ให้มีอำนาจและผลประโยชน์อยู่ที่อำนาจรัฐส่วนกลางน้อยที่สุด มีระบบกฎหมายที่แข็งแรง และมีระบบการตรวจสอบที่ดีที่สุด ห้วงที่ทิศทางประเทศไทยกำลังก้าวเดินไปสู่การคลี่คลายของ “ระบอบประชาธิปไตย” แบบไทยๆ หลังผ่านการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงอย่างท่วมท้น และขณะมีข้อถกเถียงประเด็นปฏิกิริยาคนชายแดนใต้ที่มีต่อการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง เนื่องจากเสียงส่วนใหญ่ “ไม่เห็นชอบ” กับร่างรัฐธรรมนูญ ผู้เขียนจึงขออนุญาตหยิบยกประเด็นเรื่อง “อีสานปกครองตนเอง” ของ สนั่น ชูสกุล มาเล่าสู่กันฟัง เผื่อจะเป็นข้อเปรียบเทียบ หรือสะท้อนภาพความจริงให้ได้เห็นอะไรๆ หลายอย่างกันมากขึ้น ช่วงรอยต่อการเปลี่ยนแปลงสำคัญอีกครั้งหนึ่งของประเทศไทย
สยามรัฐออนไลน์ |

อีสานปกครองตนเอง

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ ยังคงเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันไม่จบ สำหรับปฏิกิริยาของคนชายแดนใต้ที่มีต่อการลงประชามติ “ร่างรัฐธรรมนูญ” และ “คำถามพ่วง” เนื่องจากประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้ง ยะลา ปัตตานี นราธิวาส เป็นส่วนหนึ่งในพื้นที่อีกหลายๆ จังหวัดที่เสียงส่วนใหญ่ “ไม่เห็นชอบ” ในร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีการวิเคราะห์วิพากษ์วิจารณ์ไปหลากหลายทิศทางและเหตุผล โดยเฉพาะที่เกี่ยวเนื่องกับ ประเด็น “ศาสนา” “การศึกษา” หรือ “การปกครอง” กระทั่งนำไปสู่เรื่องของ “ความมั่นคง” ในพื้นที่วิกฤติที่เกิดเรื่องราวความไม่สงบมาอย่างต่อเนื่อง ระหว่างติดตามกระแสข่าวเรื่องนี้ ประจวบเหมาะที่ผู้เขียนเองได้รับหนังสืออภินันทนาการจากนิตยสารทางอีสาน ชื่อ “แก่นชีวิต ความคิดฝัน สนั่น ชูสกุล” บันทึกผลงานเขียนซึ่งกลายเป็นภาพสะท้อนความคิดฝัน อุดมการณ์ ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเรื่อง “อีสานปกครองตนเอง” ซึ่ง สนั่น ชูสกุล นักคิด นักเขียน นักกิจกรรมทางสังคม เรียบเรียงให้เห็นถึงจุดอ่อนของ “ระบอบประชาธิปไตย” และจุดแข็งของการปกครองตนเองแบบ “ประชาธิปไตยชุมชน” มุ่งสะท้อนภาพว่า ระบอบประชาธิปไตยตัวแทน โดยแท้จริงคือระบอบของการสถาปนาอำนาจโดยชนชั้นนายทุน และเกิดขึ้นในยุคของการสร้าง “รัฐชาติ” เมื่อ 200 กว่าปีมานี้เอง เขาร่ายเรียงว่า หากนิยามของการปกครองระบอบประชาธิปไตย หมายถึง “การปกครองของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน” เราก็สามารถกล่าวได้ว่า ชุมชนทั่วโลกมีระบบการปกครองตนเองมาแต่เดิมทั้งสิ้น เป็นหน่วยการปกครองตนเองที่เป็น “ประชาธิปไตยทางตรง” หรือ “ประชาธิปไตยชุมชน” ก่อนมีการปกครองแบบ “ประชาธิปไตยตัวแทน” ในปัจจุบัน โดยเฉพาะในสังคมตะวันออกนั้นมีมานานหลายพันปี แต่ชนชั้นนำที่มีอำนาจกำหนดระบอบการปกครองของเราไม่เคยสำนึกว่า พื้นฐานชุมชนและสังคมบ้านเราก็เคยมีระบบการปกครองดั้งเดิมของเราเองอยู่แล้ว เป็นระบบที่คิดค้น สั่งสม ถ่ายทอดกันมา ปรับแปลงให้ทันยุคสมัยตลอดเวลาเช่นกัน สนั่นฯ ยกตัวอย่างให้เห็นชัดเจนจากรูปแบบการปกครองของชุมชนอีสาน โดยอรรถาธิบายว่า ตั้งแต่สมัยโบราณ ทั้งบ้านและเมืองในอีสานมีระยะทางห่างไกลจากเมืองหลวง การเข้ามาควบคุมดูแลจากเมืองหลวงอย่างใกล้ชิดและเข้มงวดเป็นไปได้ลำบาก แต่ละครอบครัว แต่ละชุมชน และแต่ละเมือง ล้วนต้องดิ้นรนดำเนินชีวิตไปด้วยตนเอง เพื่อให้อยู่รอดและมีความสงบเรียบร้อยในการอยู่ร่วมกัน อาจกล่าวได้ว่า ตลอดช่วงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ชุมชนอีสานดำรงอยู่โดยค่อนข้าง “อิสระ” และมีการจัดตั้ง “ระบบการปกครองตนเอง” ขึ้นมา ชุมชนยังได้สร้างระบบเศรษฐกิจแบบยังชีพและพึ่งตนเองเพื่อการอยู่รอด บนฐานทรัพยากรดิน น้ำ ป่า อันอุดมสมบูรณ์ ผู้คนหลายชาติพันธุ์ที่เป็นชนพื้นเมืองเดิมและที่อพยพเข้ามาสมทบใหม่ในภายหลัง ได้รวมตัวหล่อหลอมทางวัฒนธรรม จนผสมกลมกลืนเป็น “คนพวกเดียวกัน” ด้วยการกล่อมเกลาโดยอุดมการณ์ทางศาสนา ทั้งศาสนาพื้นบ้าน คือ ความเชื่อเกี่ยวกับผีที่มีมาแต่เดิม และศาสนาพุทธกับพราหมณ์ที่เข้ามาภายหลัง “ความเป็นหน่วยปกครองตนเองของชุมชนอีสานนั้น เรียกได้ว่าชุมชนอีสานมีระบบการปกครองตนเองแบบประชาธิปไตยมาแต่เดิม คือ การปกครองของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน อย่างแท้จริง เป็นหน่วยการปกครองตนเองที่เป็นประชาธิปไตยทางตรง” หากใช้หลักการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตยออกเป็น “อำนาจนิติบัญญัติ” “อำนาจบริหาร” และ “อำนาจตุลาการ” ตามหลักประชาธิปไตยสมัยใหม่ มาพิจารณากลไกการปกครองระดับชุมชนของชุมชนอีสานในอดีต เขาเปรียบเทียบให้เห็นว่า ชุมชนมีระบบนิติบัญญัติ คือ การสร้างกติกา ข้อตกลงของชุมชน สร้างจากประสบการณ์การแก้ปัญหาความขัดแย้งและการต่อสู้กันภายในชุมชน หรือจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากปัจจัยภายนอกอยู่ตลอดเวลา กติกาข้อตกลงของชุมชนมักไม่ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษร แต่เป็นกฎทาง “จารีตประเพณี” ด้านอำนาจบริหาร ความเป็นหน่วยสังคมขนาดเล็กของชุมชน ทำให้สมาชิกล้วนรู้จักซึ่งกันและกันอย่างลึกซึ้ง รู้ว่าใครสามารถจะเป็น “ผู้นำ” ของพวกเขา และผู้นำด้านต่างๆ ล้วนเกิดขึ้นด้วยการพิสูจน์ตนเองจนเป็นที่ยอมรับของสมาชิกอื่นอย่างแท้จริง เช่น ผู้นำในการต่อสู้การคุกคามจากภายนอก ผู้นำทางด้านพิธีกรรมความเชื่อ ฯลฯ และอำนาจตุลาการ ชุมชนมีระบบการแก้ไขความขัดแย้งภายในที่ไม่ใช่คดีผิดต่ออาญาแผ่นดิน มีระบบการพิจารณาคดี หรือการตัดสินและการลงโทษ สิ่งตอกย้ำสำคัญประการหนึ่ง คือ ชาวอีสานมีศักยภาพพร้อมที่จะพัฒนาตนเองในทุกด้าน และพร้อมที่จะลุกขึ้นสู้กับความไม่เป็นธรรมทุกชนิด ถึงเวลาที่จะต้องหันกลับมาทบทวนกันจริงจัง ใช้พลังศักยภาพที่มีอยู่ในการพัฒนาตนเอง ฟื้นระบบการปกครองตนเอง แสดงให้สังคมและรัฐเห็น “สิทธิชุมชน” ที่มีอยู่อย่างชอบธรรม โดยเส้นทางสร้างประชาธิปไตยแบบใหม่ ประชาธิปไตยชุมชน จะต้องทำสิ่งสำคัญ 4 ประการ คือ 1.ประชาธิปไตยที่แท้จริงต้องเริ่มที่ชุมชน เป็น “ประชาธิปไตยชุมชน” รัฐต้องคืนอำนาจการปกครองตนเองให้แก่ชุมชน หลังจากที่รัฐได้ยึดสิทธิการปกครองตนเองนี้ไปยาวนาน การสร้างประชาธิปไตยของประเทศต้องเริ่มจากระดับหมู่บ้าน เช่นเดียวกับการสร้างเจดีย์ ต้องสร้างจากฐาน มิใช่สร้างจากยอด 2.อำนาจรัฐที่ต้องคืนให้ชุมชน คืออำนาจในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ อำนาจในการวางแผนพัฒนาตนเอง อำนาจในการจัดเก็บภาษีในรายการที่ชุมชนควรจะทำเอง อำนาจในการจัดการศึกษา อำนาจในการจัดสรรงบประมาณ อำนาจในการบริหารชุมชน ควรยุบเลิกหน่วยงานรัฐที่ไม่จำเป็น 3.สิ่งที่ชุมชนทำเองได้เลยและต้องเริ่มทำทันที คือการรวมกลุ่มแก้ปัญหา เช่น กลุ่มออมทรัพย์ ธนาคารชุมชน ร้านค้า สหกรณ์ ป่าชุมชน แหล่งน้ำชุมชน เกษตรอินทรีย์ วิสาหกิจชุมชนที่ไม่ถูกครอบงำโดยรัฐ การฟื้นฟูจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม ฟื้นฟูวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงาม แล้วค่อยๆ ขยายผลไปใช้สิทธิ์ยกระดับให้สูงขึ้น โดยสร้างการยอมรับและความร่วมมือ การมีส่วนร่วมจากภายนอก อีกด้านหนึ่ง ต้องมีการเฝ้าระวังสิ่งคุกคามจากภายนอก ไม่ให้ทำลายศีลธรรมที่ดีงามและแย่งชิงทรัพยากรของชุมชน และพร้อมที่จะลุกขึ้นสู้ปกป้องฐานทรัพยากรและระบบศีลธรรมของชุมชนท้องถิ่นที่กำลังถูกแย่งชิงคุกคาม 4.สำหรับประชาธิปไตยตัวแทน เป็นสิ่งที่ต้องมีเพื่อการจัดการระดับประเทศ เราจะไปเลือกตั้ง แต่ต้องเรียกร้องต่อสู้ให้มีอำนาจและผลประโยชน์อยู่ที่อำนาจรัฐส่วนกลางน้อยที่สุด มีระบบกฎหมายที่แข็งแรง และมีระบบการตรวจสอบที่ดีที่สุดห้วงที่ทิศทางประเทศไทยกำลังก้าวเดินไปสู่การคลี่คลายของ “ระบอบประชาธิปไตย” แบบไทยๆ หลังผ่านการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงอย่างท่วมท้น และขณะมีข้อถกเถียงประเด็นปฏิกิริยาคนชายแดนใต้ที่มีต่อการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง เนื่องจากเสียงส่วนใหญ่ “ไม่เห็นชอบ” กับร่างรัฐธรรมนูญ ผู้เขียนจึงขออนุญาตหยิบยกประเด็นเรื่อง “อีสานปกครองตนเอง” ของ สนั่น ชูสกุล มาเล่าสู่กันฟัง เผื่อจะเป็นข้อเปรียบเทียบ หรือสะท้อนภาพความจริงให้ได้เห็นอะไรๆ หลายอย่างกันมากขึ้น ช่วงรอยต่อการเปลี่ยนแปลงสำคัญอีกครั้งหนึ่งของประเทศไทย
สยามรัฐออนไลน์ |

สามเหลี่ยมการพัฒนาอย่างยั่งยืน “สุไหงโกลก-เบตง-หนองจิก”

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ หลังการเดินทางลงพื้นที่ จ. นราธิวาส ครั้งล่าสุด ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมคณะ อาทิ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินงาน และร่วมประชุมกับส่วนราชการต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยก่อนหน้านี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมคณะ ก็ได้เดินทางล่วงหน้าไปยัง จ.นราธิวาส แล้ว จากนั้นเรื่องราวเกี่ยวกับ “เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษนราธิวาส” รวมถึง “สามเหลี่ยมการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ต้นแบบเมืองพัฒนาเศรษฐกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ถูกกล่าวถึงและโหมกระพืออย่างต่อเนื่องเป็นระยะๆ วันที่ 27 กรกฎาคม ที่โรงแรมอิมพีเรียล จ.นราธิวาส มีการจัดเสวนาในหัวข้อ “โอกาสทองการลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษนราธิวาส” โดยมี ภาณุ อุทัยรัตน์ เลขาธิการ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) กล่าวเปิดงาน พร้อมทั้งบรรยายพิเศษหัวข้อ “เมืองต้นแบบการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ บรรยายเรื่อง “”เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษนราธิวาสกับการเชื่อมโยงเศรษฐกิจในภูมิภาคและอาเซียน” การบรรยายเรื่อง “โอกาสทองการลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษนราธิวาส” โดย ไกรศร วิศิษฏ์วงศ์ และการเสวนาจากผู้แทนหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง “เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษนราธิวาส” ซึ่งจะเชื่อมโยงกับพื้นที่อีกๆ ในพื้นที่ชายแดนใต้ เกิดขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรี (มติ ครม.) เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2556 ที่มอบหมายให้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ศึกษาความเหมาะสมในการจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ 5 กลุ่มพื้นที่หลัก ภาคใต้ คือที่ สงขลา และนราธิวาส โดยพื้นที่เป้าหมายในนราธิวาสที่ประกาศเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ รวม 5 ตำบล 5 อำเภอ ได้แก่ ต.ละหาร อ.ยี่งอ, ต.โคกเคียน อ.เมือง, ต.สุไหงโก-ลก อ.สุไหงโก-ลก, ต.เจ๊ะเห อ.ตากใบ และ ต.โล๊ะจูด อ.แว้ง รวมเนื้อที่ 146,995.625 ไร่ กล่าวสำหรับความโดดเด่นของเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษนราธิวาส คือ การมีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่เป็น Gateway เป็นประตูการค้าชายแดนสู่ประชาคมอาเซียนทางใต้ ผ่านทิศตะวันออกของมาเลเซียสู่สิงคโปร์ และติดอ่าวไทย มีศักยภาพด้านการขนส่งทั้งทางรถไฟ เรือ และทางอากาศ มีทุนมนุษย์ ทุนวัฒนธรรม ที่มีอัตลักษณ์ของความเป็นมลายู ทุนทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ที่สำคัญในเชิงการลงทุนนราธิวาสมีสิทธิประโยชน์คูณ 2 คือ การเป็นเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ และเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ หากนักลงทุนสนใจมาประกอบการลงทุน จะมีสิทธิพิเศษทั้งด้านภาษี ด้านการเงิน รวมถึงได้รับการส่งเสริมการลงทุน BOI ระดับสูงสุด (เฉพาะประเภทกิจการ) เอกสารประกอบการจัดสัมมนาฯ ครั้งนี้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า เมื่อพิจารณาแบบเชื่อมโยงระหว่างจังหวัดในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย นราธิวาส ปัตตานี ยะลา และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา นับเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงต่อการลงทุนและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย เนื่องจากความสมบูรณ์พร้อมของปัจจัยการผลิตทุกด้าน ตั้งแต่เรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น ดิน น้ำ ป่า ตามลักษณะภูมิศาสตร์ของพื้นที่ที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นแหล่งของ “เขา ป่า นา เล” ในเรื่องของ “ทุนมนุษย์” พื้นที่แถบนี้มีทรัพยากรมนุษย์ที่มีต้นทุนที่ดีทางศาสนาและวัฒนธรรม สามารถนำอัตลักษณ์ที่มีไปเชื่อมต่อกับประเทศต่างๆ ได้อย่างหลากหลายทั่วโลก อันเนื่องจากความหลากหลายทางสังคมและวัฒนธรรมในฐานะที่เป็น “พหุสังคมที่ดีงามจังหวัดชายแดนภาคใต้” เช่น คนในพื้นที่โดยส่วนใหญ่ เป็นผู้นับถือศาสนาอิสลาม และพื้นที่ก็เป็นที่รู้จักในฐานะที่เป็น “ระเบียงเมกกะ” อันเป็นเอกลักษณ์และจุดเด่นสำคัญของพื้นที่ นอกจากนี้ ลักษณะภูมิประเทศที่มีอาณาเขตชายแดนติดต่อกับประเทศที่มีศักยภาพต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย เช่น มาเลเซีย และสิงคโปร์ รวมถึงประเทศภายในอาณาเขตโพ้นทะเล อย่างเช่น อินโดนีเซีย บรูไน และ ฟิลิปปินส์ เป็นต้น จังหวัดชายแดนภาคใต้จึงเป็นประตูการค้าหลักในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตอนล่าง ที่สามารถพัฒนาขึ้นเป็นศูนย์กลางการพัฒนาเศรษฐกิจการค้า อุตสาหกรรม และการพาณิชย์แห่งภูมิภาคอาเซียน รวมไปถึงประเทศโลกตะวันออกที่มีศักยภาพ ทั้งที่เป็นประเทศมุสลิม รวมถึง จีน และ ญี่ปุ่น รวมถึงความพร้อมของสถาบันการศึกษาในพื้นที่ ซึ่งเป็นสถาบันให้ความรู้และวางรากฐานการพัฒนาที่สำคัญ ภายใต้ฐานการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อตอบสนองต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมไปถึงความร่วมมือต่างๆ จากสถาบันการศึกษาในส่วนกลางและต่างประเทศ ที่ร่วมเป็นเครือข่ายการสร้างคน สร้างความรู้ “แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า การพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ผ่านมา ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มที่ตามโอกาสและศักยภาพพื้นที่ที่มีอยู่อย่างสูงสุด เนื่องจากเหตุปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2547 และเป็นที่มาของเงื่อนไข ข้อจำกัด ตลอดจนปัญหาอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้น” เอกสารระบุถึงข้อจำกัดสำคัญที่บั่นทอนการพัฒนาพื้นที่ รัฐบาลภายใต้การบริหารงานของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กำหนดให้ทุกภาคส่วนของประเทศไทย เดินตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ภายใต้วิสัยทัศน์ “ประเทศที่มีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ส่วนของพื้นที่ภาคใต้ มีกรอบแนวคิดที่มุ่งเน้นการสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ที่จะร่วมมือร่วมใจกันแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผ่านกลไก “ประสานประชารัฐ” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชนขนาดใหญ่ เอกชนในพื้นที่ ประชาชน และสถาบันการศึกษา ประเด็นการพัฒนาเศรษฐกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ มุ่งสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่เป็นสำคัญ โดยเฉพาะการนำจุดแข็งของพื้นที่มาประกอบสร้างฐานการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่สำคัญของพื้นที่ ให้เป็น “ศูนย์กลางการพัฒนาเศรษฐกิจ” ด้วยรูปแบบ “เกษตรอุตสาหกรรม” เพื่อเป็นต้นทุนการผลิตอาหารสุขภาพและอาหารฮาลาล สำหรับแนวทางการขับเคลื่อน มีการกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ผ่านการสร้างเมืองเข้มแข็ง สร้างความเป็นต้นแบบของการพัฒนาเมืองสำคัญให้เป็น “เมืองต้นแบบการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Smart Green Cities)” ในพื้นที่สำคัญของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีความน่าสนใจ ทั้งเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ ฐานการลงทุน และศักยภาพเดิมของพื้นที่ ทรัพยากรมนุษย์และแรงจูงใจในการลงทุนสำหรับธุรกิจเอกชนทั้งภายในและนอกประเทศ โดยจะมีการเจรจาการลงทุนของธุรกิจขนาดใหญ่ ผ่านช่องทางการเสนอมาตรการจูงใจการค้าและการลงทุนที่เป็นไปได้ เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต ทั้งนี้ในชั้นต้นมีการเสนอเป็นรูปแบบ “สามเหลี่ยมการพัฒนาอย่างยั่งยืน” เชื่อมโยงพื้นที่ถึงกันในลักษณะเครือข่าย ประกอบด้วย เมืองสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เพื่อพัฒนาขึ้นเป็นศูนย์กลางการค้าชายแดนระหว่างประเทศ (International Border Trade City) เมืองเบตง จ.ยะลา เพื่อพัฒนาขึ้นเป็นเมืองต้นแบบการพัฒนาที่พึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน (Sustainable Development City) และเมืองหนองจิก จ.ปัตตานี เพื่อพัฒนาขึ้นเป็นเมืองต้นแบบเกษตรอุตสาหกรรมก้าวหน้าผสมผสาน (Agricultural Industrial City) ผ่านการวางแผนการพัฒนาระยะยาว (Development Roadmap) ในกรอบเวลา 4 ปี พิจารณาจากแนวทางการพัฒนาที่เกิดขึ้น นับเป็นแผนพัฒนาที่จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายอีกครั้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่วนการดำเนินงานทุกอย่างจะทำสำเร็จได้ตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ หรือต้องเผชิญปัญหาอุปสรรคเช่นใดอีก ทุกคนทุกฝ่ายคงต้องคอยติดตาม ตรวจสอบ ร่วมไม้ร่วมมือกันทำงานอย่างใกล้ชิด เพราะการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างที่จะส่งผลกระทบไปถึงการดำเนินชีวิตหรือสิ่งแวดล้อม ไม่มากไม่น้อยย่อมต้องมี “แรงต้าน” เกิดขึ้นตามมาด้วยเสมอ สิ่งสำคัญย่อมอยู่ที่ “การบริหารจัดการ” หรือ “การทำความเข้าใจ” ให้เกิดขึ้นได้เช่นใด กับแผนสามเหลี่ยมการพัฒนาอย่างยั่งยืน “สุไหงโกลก-เบตง-หนองจิก” ซึ่งกลายเป็นกระแสที่มาแรงในเวลานี้
สยามรัฐออนไลน์ |