ของขวัญปีใหม่จาก ครม.ส่วนหน้า

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ ตลอดปี 2559 กระแสที่ถูกจับตามองอย่างมีความหวัง นอกจากความต่อเนื่องจากกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้แล้ว คงหนีไม่พ้นเรื่องการจัดตั้ง “รัฐบาลส่วนหน้า” หรือชื่อเรียกอย่างไม่เป็นทางการคือ “ครม.ส่วนหน้า” ขึ้นเป็นคณะทำงานพิเศษอีกชุดหนึ่งสำหรับแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ ตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 57/2559 เรื่อง การปรับปรุงการบริหารเพื่อแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า “ผู้แทนพิเศษของรัฐบาล” เพื่อทำหน้าที่ประสานงานระหว่างหน่วยปฏิบัติในพื้นที่ และสื่อสารโดยตรงกับนายกรัฐมนตรี แก้ปัญหาการไม่บูรณาการและขั้นตอนการปฏิบัติที่ล่าช้า โดย พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม (รมช.กลาโหม) คีย์แทนสำคัญที่เข้ามารับบทบาทในฐานะประธาน ครม.ส่วนหน้า ถูกมองว่าจะสามารถสั่งการหน่วยกำลังในพื้นที่ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทหารได้ นอกจากนี้ยังมีตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีช่วย จึงมีจุดเชื่อมโยงกับคณะรัฐมนตรี หากทว่า ครม.ส่วนหน้า ยังมีชื่อบุคคลสำคัญอีกหลายคนซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์กันมากในประเด็นเรื่องที่สมาชิกส่วนใหญ่เคยเป็นอดีตข้าราชการที่เกษียณอายุราชการแล้ว อย่างไรก็ตาม ผลจากการระชุมกันอย่างเป็นทางการครั้งที่ 4 เมื่อวันศุกร์ที่ 23 ธันวาคม 2559 ก่อนจะสิ้นสุดปีเก่า และต้อนรับปีใหม่ 2560 เพียงไม่กี่วัน ณ กระทรวงกลาโหม ครม.ส่วนหน้า ก็ได้คลอด “โรดแมป” การทำงานที่น่าสนใจและจะส่งผลต่อการผลักดันแผนงาน 7 ภารกิจบรรลุเป้าหมายตามนโยบายที่ได้รับมอบหมาย พร้อมกับเตรียมเสนอรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและนำเข้าคณะรัฐมนตรีต่อไป ทั้งนี้โรดแมปที่จัดทำขึ้นนับเป็นการบูรณาการจาก 7 แผนงาน นำไปสู่ 3 เป้าหมายหลัก คือ ความมั่นคง การพัฒนา และการสร้างความเข้าใจ ตั้งเป้าไว้ว่าทุกอย่างจะเป็นรูปธรรมมากขึ้นในไตรมาสที่ 2 ของปี 2560 โดยเฉพาะแผนพัฒนาตามโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยม มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน”           โรดแมปการทำงานของ ครม.ส่วนหน้า เพื่อแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งดำเนินการแล้วเสร็จ แบ่งการทำงานเป็น 3 ระยะ คือ บูรณาการฐานการขับเคลื่อน ขับเคลื่อนอย่างบูรณาการสู่เป้าหมาย และเสริมแรงหนุนให้ต่อเนื่อง เป้าหมายที่กำหนดไว้ในปี 2560 คือ ประชาชนต้องมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน มีรายได้เพิ่มขึ้น คุณภาพชีวิตดีขึ้น มีโอกาสทางการศึกษา ประชาชนมีความเข้าใจและร่วมมือแก้ปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี โดยปี 2560 ตั้งเป้าเพิ่ม “ตำบลต้นแบบ ขยายพื้นที่ปลอดภัย” ซึ่งต่อยอดจากโครงการพัฒนาเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ด้วย สำหรับโครงการเมืองต้นแบบสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ต้นแบบเมืองพัฒนาเศรษฐกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถูกกล่าวถึงและโหมกระพืออย่างต่อเนื่องเป็นระยะๆ กระทั่งปรากฏผลเป็นรูปธรรมมากขึ้นหลังการเดินทางลงพื้นที่ จ. นราธิวาส ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมคณะ โดยการพิจารณาแบบเชื่อมโยงระหว่างจังหวัดในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย นราธิวาส ปัตตานี ยะลา และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงต่อการลงทุนและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย เนื่องจากความสมบูรณ์พร้อมของปัจจัยการผลิตทุกด้าน ตั้งแต่เรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่ง ส่วนในเรื่องของทุนมนุษย์ พื้นที่แถบนี้มีทรัพยากรมนุษย์ที่มีต้นทุนที่ดีทางศาสนาและวัฒนธรรม สามารถนำอัตลักษณ์ที่มีไปเชื่อมต่อกับประเทศต่างๆ ได้อย่างหลากหลายทั่วโลก อันเนื่องจากความหลากหลายทางสังคมและวัฒนธรรมในฐานะที่เป็นพหุสังคมที่ดีงามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เช่น คนในพื้นที่โดยส่วนใหญ่ เป็นผู้นับถือศาสนาอิสลาม และพื้นที่ก็เป็นที่รู้จักในฐานะที่เป็น “ระเบียงเมกกะ” อันเป็นเอกลักษณ์และจุดเด่นสำคัญของพื้นที่ นอกจากนี้ ลักษณะภูมิประเทศที่มีเขตชายแดนติดต่อกับประเทศที่มีศักยภาพต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย เช่น มาเลเซีย และสิงคโปร์ รวมถึงประเทศภายในอาณาเขตโพ้นทะเล อย่างเช่น อินโดนีเซีย บรูไน และ ฟิลิปปินส์ เป็นต้น จังหวัดชายแดนภาคใต้จึงเป็นประตูการค้าหลักในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตอนล่าง ที่สามารถพัฒนาขึ้นเป็นศูนย์กลางการพัฒนาเศรษฐกิจการค้า อุตสาหกรรม และการพาณิชย์แห่งภูมิภาคอาเซียน รวมไปถึงประเทศโลกตะวันออกที่มีศักยภาพ ทั้งที่เป็นประเทศมุสลิม รวมถึง จีน และ ญี่ปุ่น นอกจากนั้นยังมีความพร้อมของสถาบันการศึกษาในพื้นที่ซึ่งให้ความรู้และวางรากฐานการพัฒนาที่สำคัญ ภายใต้ฐานการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อตอบสนองต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความร่วมมือต่างๆ จากสถาบันการศึกษาในส่วนกลางและต่างประเทศ รัฐบาลภายใต้การบริหารงานของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กำหนดให้ทุกภาคส่วนของประเทศไทย เดินตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ภายใต้วิสัยทัศน์ “ประเทศที่มีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ส่วนของพื้นที่ภาคใต้ มีกรอบแนวคิดที่มุ่งเน้นการสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ที่จะร่วมมือร่วมใจกันแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผ่านกลไก “ประสานประชารัฐ” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชนขนาดใหญ่ เอกชนในพื้นที่ ประชาชน และสถาบันการศึกษา ประเด็นการพัฒนาเศรษฐกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ มุ่งสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่เป็นสำคัญ โดยเฉพาะการนำจุดแข็งของพื้นที่มาประกอบสร้างฐานการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่สำคัญของพื้นที่ ให้เป็น “ศูนย์กลางการพัฒนาเศรษฐกิจ” ด้วยรูปแบบ “เกษตรอุตสาหกรรม” เพื่อเป็นต้นทุนการผลิตอาหารสุขภาพและอาหารฮาลาล สำหรับแนวทางการขับเคลื่อน มีการกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ผ่านการสร้างเมืองเข้มแข็ง สร้างความเป็นต้นแบบของการพัฒนาเมืองสำคัญให้เป็น “เมืองต้นแบบการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Smart Green Cities)” ในพื้นที่สำคัญของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีความน่าสนใจ ทั้งเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ ฐานการลงทุน และศักยภาพเดิมของพื้นที่ ทรัพยากรมนุษย์และแรงจูงใจในการลงทุนสำหรับธุรกิจเอกชนทั้งภายในและนอกประเทศ โดยมีการเจรจาการลงทุนของธุรกิจขนาดใหญ่ผ่านช่องทางการเสนอมาตรการจูงใจการค้าและการลงทุนที่เป็นไปได้ เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต ทั้งนี้ในชั้นต้นมีการเสนอเป็นรูปแบบ “สามเหลี่ยมการพัฒนาอย่างยั่งยืน” เชื่อมโยงพื้นที่ถึงกันในลักษณะเครือข่าย ประกอบด้วย เมืองสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เพื่อพัฒนาขึ้นเป็นศูนย์กลางการค้าชายแดนระหว่างประเทศ (International Border Trade City) เมืองเบตง จ.ยะลา เพื่อพัฒนาขึ้นเป็นเมืองต้นแบบการพัฒนาที่พึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน (Sustainable Development City) และเมืองหนองจิก จ.ปัตตานี เพื่อพัฒนาขึ้นเป็นเมืองต้นแบบเกษตรอุตสาหกรรมก้าวหน้าผสมผสาน (Agricultural Industrial City) ผ่านการวางแผนการพัฒนาระยะยาว (Development Roadmap) ในกรอบเวลา 4 ปี สิ่งที่น่าสนใจสำหรับข่าวคราวที่ปรากฏล่าสุด คือ การผลักดันเรื่องงบประมาณดำเนินงานในแต่ละพื้นที่ โดย จังหวัดนราธิวาสได้รับงบสนับสนุนจากรัฐบาลในการเดินหน้าโครงการพัฒนาปี 2560 จำนวน 3 โครงการ รวม 532 ล้านบาท ได้แก่ โครงการปรับปรุงสถานีรถไฟสุไหงโก-ลก และส่งเสริมการจัดตั้งสถานีขนส่งสินค้า ใช้งบ 185 ล้านบาท โครงการพัฒนาโครงข่ายเชื่อมโยงคมนาคมขนส่ง 327 ล้านบาท มีทั้งการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำสุไหงโก-ลก สู่เมืองลันตาปันยัง ฝั่งมาเลเซีย สร้างถนนเลี่ยงเมือง และพัฒนาท่าเทียบเรือชุมชน และสุดท้ายคือโครงการจัดตั้งเมืองการค้าปลอดภาษี ใช้งบ 20 ล้านบาท เมืองต้นแบบของยะลา คือ อ.เบตง ได้รับงบประมาณสนับสนุนการพัฒนา 4 โครงการ จำนวน 4,995 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นโครงการก่อสร้างและปรับปรุงถนนหนทาง โดยเฉพาะเส้นทางเชื่อมระหว่างเมืองยะลากับ อ.เบตง รวมทั้งโครงการก่อสร้างอุโมงค์ลอดใต้ภูเขาบนทางหลวงหมายเลข 410 ยะลา-เบตง ด้วย ส่วนปัตตานีมีเมืองต้นแบบคือ อ.หนองจิก มุ่งเน้นการขยายพื้นที่เพาะปลูกในพื้นที่รกร้างว่างเปล่า 24,000 ไร่ ให้เป็นพื้นที่เพาะปลูกปาล์มน้ำมันเพื่อจำหน่ายแก่ผู้ประกอบการในพื้นที่ซึ่งมีความต้องการสูงถึง 350,000 ตัน หรือ ประมาณ 90,000 ไร่ คาดว่าจะสร้างอาชีพให้กับเกษตรกรได้ 6,000 ราย ภาพโดยรวมที่เกิดขึ้น สำหรับประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือผู้ติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนใต้ อาจนับเป็นหนึ่งในข่าวดีท่ามกลางข่าวร้าย เสมือนเป็น “ของขวัญปีใหม่” จากรัฐบาล อย่างน้อยที่สุดปีใหม่ 2560 คงจะไม่เป็นปีที่ว่างโหวงเกินไปนัก
สยามรัฐออนไลน์ |

ทำงานแยกส่วน แต่อย่าแยกใจ

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ ต้องยอมรับว่าตลอดหลายปีมานี้ ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน ต่างพยายามหาแนวทางแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ดีที่สุด เพื่อนำ “สันติสุข” กลับมาโดยเร็ว ซึ่งผลปรากฏมีหลายโครงการหรือหลายนโยบายที่ทั้งสำเร็จและล้มเหลว ทั้งเกิดการประสานหลอมรวมและปะทะ ทั้งเป็นมิตรและเหมือนอยู่กันคนละฟากฝ่ายอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ในสายตาของผู้คนส่วนหนึ่งย่อมมองว่าผู้ตกเป็น “จำเลย” เสมอๆ สำหรับเหตุการณ์ชายแดนใต้คือ “ภาครัฐ” เพราะสะท้อน “จุดอ่อน” มากมาย ทั้งเชิงนโยบาย การเปลี่ยนตัวผู้นำ การดำเนินโครงการที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่ จุดอ่อนของการนำนโยบายไปปฏิบัติ ฯลฯ ซึ่งส่วนหนึ่งคงปฏิเสธไม่ได้ ทว่าขณะเดียวกันหากถามว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา หน่วยงานภาครัฐหรือ “คนของรัฐ” ทำงานหนักหรือไม่ ต้องยอมรับว่า ทำงานกันหนักพอสมควร ในที่นี้ผู้เขียนขอยกตัวอย่างประมวลภาพเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันที่ 20 ธันวาคม 2559 วันเดียว เริ่มจากเวลา 08.30 น. ที่ห้องประชุม 1 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า นาย HABIB ABDULRAHMAN ALI MOHAMMED BIN HAFEEDH ผู้นำศาสนาจากประเทศเยเมนพร้อมด้วยคณะ ได้เดินทางลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทย พี่น้องมุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และพี่น้องมุสลิมโลกอาหรับ โดยมี พลโท ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4        พลโท ชินวัฒน์  แม้นเดช รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล ผู้อำนวยการกองกิจการต่างประเทศ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอบต.) และคณะให้การต้อนรับ จากนั้นเวลา 10.00 น. ท่าน HABIB ABDULRAHMAN ALI MOHAMMED BIN HAFEEDH และคณะ ได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมการแก้ไขปัญหายาเสพติดของศูนย์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหายาเสพติดในมิติศาสนาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย  เวลา 11.30 น. ที่โรงแรมหรรษา เจบี หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายประสิทธิ์ ชูเมือง รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศบ.บต.) เป็นประธานเปิดโครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการขับเคลื่อนนโยบายการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีเจ้าหน้าที่จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และจังหวัดนราธิวาส เข้าร่วม 333 คน โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท่องถิ่นในกรอบการปฏิบัติงานตามยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเพื่อเน้นย้ำทิศทางการทำงานด้านการพัฒนา ภายใต้โครงการ “เมืองต้นแบบสามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” รวมถึงโครงการสำคัญอื่นๆ ของรัฐบาล อีกทั้งเพื่อสร้างเครือข่ายการทำงานร่วมกันระหว่าง ศอ.บต. กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย โดยนายประสิทธิ์ ชูเมือง กล่าวถึงการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่า เป็นองค์กรที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด จึงรับรู้ เข้าใจ และมองเห็นปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องในพื้นที่ ถือได้ว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คือ กลไกหลักที่สำคัญในการพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้เป็นไปตามแผนการปฏิบัติการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ 4 ประการ คือ ลดการใช้ความรุนแรงในพื้นที่และสนับสนุนแนวทางสันติวิธี ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข สังคมในจังหวัดชายแดนภาคเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมที่มีความเข้มแข็ง อีกทั้งประชาชนทั้งในและนอกพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้สนับสนุนแนวทางของรัฐ ดังนั้นการจัดทำโครงการต่างๆ ควรตอบโจทย์และให้ประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่มากที่สุด ต้องมี Output outcome และ impact เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป เวลา 14.00 น. ณ ศาลาประชาคม ที่ว่าการอำเภอรือเสาะ  จ.นราธิวาส นายศุภณัฐ สิรันทวิเนติ เลขาธิการ ศอ.บต. มอบหมายให้ นายมาหะมะพีสกรี วาแม ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. ร่วมงาน “สภาซูรอ สันติเสวนา กัมปงตักวา ระดับอำเภอ” ตามยุทธศาสตร์ “ฮาลาล” นำประชาสู่สวรรค์ สร้างสันติโลกนี้สู่โลกหน้า โดยมี พลโทชินวัฒน์  แม้นเดช รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า นายฮาบีบ อับดุลเราะห์มาน อาลี มูฮัมหมัด บิน ฮาฟิซ  ผู้นำศาสนาอิสลามจากประเทศเยเมน นายอับดุลเลาะ เจ๊ะแว ประธานชมรมมุสลิมภราดรภาพขับเคลื่อนกัมปงตักวา ตลอดจนผู้นำศาสนา กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประชาชน ในพื้นที่ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส เข้าร่วม กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อสร้างความเข้าใจกับผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น และสนับสนุนผู้นำศาสนาในการแก้ไขปัญหาทุกมิติ ทั้งด้านความมั่นคง ยาเสพติด โดยใช้หลักศาสนาที่ถูกต้องเป็นแนวทางนำในการแก้ปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อให้เกิดความสามัคคีความรักใคร่ต่อกัน นำไปสู่ความสันติสุขแบบยั่งยืน และให้มัสยิดเป็นจุดศูนย์กลางในการให้ความรู้ทางศาสนาและการดำรงวิถีชีวิต ในวันเดียวกันนี้ เวลา 15.45 น. ที่ โรงแรม ลี การ์เดนส์ พลาซ่า อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ปฏิบัติหน้าที่รองเลขาธิการ ศอ.บต. เป็นประธานเปิดโครงการปฐมนิเทศข้าราชการ พนักงานราชการ และพนักงานส่วนท้องถิ่น จังหวัดชายแดนภาคใต้ รุ่นที่ 2 ประจำปีงบประมาณ  พ.ศ. 2560 โดยมี ข้าราชการ พนักงานราชการ และพนักงานส่วนท้องถิ่นจังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าร่วม นายไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ กล่าวว่า มีความเชื่อมั่นว่าบ้านเมืองของเราที่อยู่ได้ถึงทุกวันนี้ เสาหลักประการหนึ่งก็คือ ข้าราชการ พนักงานราชการ และพนักงานส่วนท้องถิ่น และสำหรับจังหวัดชายแดนภาคใต้แล้ว ถือว่าคือผู้เสียสละที่มาช่วยกันทำให้บ้านเมืองเกิดความสันติสุข อย่างไรก็ตาม เมื่อได้รับมอบหมายให้มาปฏิบัติงานในพื้นที่ เป็นคนดี  มีความสามารถ และได้รับการแต่งตั้งให้ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้แล้ว ในส่วนของ ศอ.บต. ก็จำเป็นต้องเติมเต็มในส่วนของข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ เรื่องนโยบาย ยุทธศาสตร์ ภาษา ศาสนา อัตลักษณ์ ประเพณี วัฒนธรรมต่างๆ เป็นต้น เชื่อว่าตลอดระยะเวลาการอบรมทุกคนจะได้รับรู้ รับทราบสิ่งต่างๆ เหล่านี้และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นอย่างดี             นายไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ กล่าวอีกว่า เมื่อข้าราชการ และพนักงานราชการ ได้รับมอบหมายให้มาปฏิบัติงานในพื้นที่ นอกจากต้องปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ ของหน่วยงานตามสังกัดแล้ว ศอ.บต. มีหน้าที่ในการเติมเต็มให้หน่วยงานต่างๆ ตามบทบาทหน้าที่ของ ศอ.บต. เพื่อการพัฒนาเจ้าหน้าที่ของรัฐฝ่ายพลเรือน ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และบูรณาการการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงาน ให้ปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับสภาพทางสังคม เศรษฐกิจ และวิถีชีวิตของประชาชน ตลอดจนหลักรัฐประศาสโนบายของล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 ทั้งนี้การปฐมนิเทศข้าราชการ มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับข้อเท็จจริงและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ นโยบาย ยุทธศาสตร์ หลักศาสนา ประเพณี วัฒนธรรม การปฏิบัติตัวที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดทักษะและทัศนคติที่เหมาะสมต่อการปฏิบัติงานในพื้นที่ สำหรับการปฐมนิเทศฯ ในรุ่นนี้กำหนดดำเนินการระหว่างวันที่  20-24 ธันวาคม  2559  โดยมีผู้เข้ารับการอบรมประกอบด้วยข้าราชการพลเรือน ข้าราชการครู ข้าราชการส่วนท้องถิ่น และข้าราชการตำรวจ รวมจำนวน 169 คน นอกจากนี้ ที่โรงแรมบีพีแกรนด์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา พลเรือตรีสมเกียรติ ผลประยูร รองเลขาธิการ ศอ.บต. บรรยายหัวข้อ “สถานการณ์และการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และการพัฒนาเศรษฐกิจเมืองต้นแบบสามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน”  ในโครงการปฐมนิเทศข้าราชการ พนักงานราชการ และพนักงานส่วนท้องถิ่นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจำปี 2560 รุ่นที่ 1 โดยมี ข้าราชการ พนักงานราชการ และพนักงานส่วนท้องถิ่นจังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าร่วมรับฟัง ทั้งนี้การปฐมนิเทศฯ รุ่นนี้กำหนดดำเนินการระหว่างวันที่  19-23 ธันวาคม  2559  มีผู้เข้ารับการอบรมประกอบด้วยข้าราชการพลเรือน ข้าราชการครู ข้าราชการส่วนท้องถิ่น และข้าราชการตำรวจ รวมจำนวน 220 คน จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นได้ว่า หน่วยงานภาครัฐเอง พยายามกำหนดบทบาทและวางแนวทางการปฏิบัติงานอย่างรัดกุมและต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งผู้ปฏิบัติงานและความเข้าใจพื้นที่ สิ่งสำคัญคือ การยึดหลักปรัชญา “ทำงานแยกส่วน แต่อย่าแยกใจ” เพราะทุกคนทุกฝ่ายล้วนมีเป้าหมายเดียวกัน หากทว่าด้วยมุมมอง ประสบการณ์ ความมุ่งหวัง ล้วนแตกต่างกัน อยู่ที่ว่าจะพูดคุยปฏิบัติให้เกิด “ทางสายกลาง” ที่ทุกอย่างยอมรับกันได้เช่นใด เพื่อเอื้ออำนวยประโยชน์ต่อประชาชนได้อย่างสูงสุด
สยามรัฐออนไลน์ |

ชีวิตหลังอิสรภาพ

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ ชายหนุ่มวัย 32 ปี ชาวบ้าน ต.สะนอ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ถูกควบคุมตัวเมื่อวันที่ 27 เดือนมกราคม พ.ศ.2551 ขณะนั้นเขากำลังศึกษาระดับอุดมศึกษาชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา เขาถูกส่งเข้าเรือนจำกลางจังหวัดยะลา เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2551 ต้องจำทนใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำ 7 ปี ถึงได้รับอนุญาตประกันตัวเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ.2553 ด้วยหลักทรัพย์ 800,000 บาท โดยได้รับการช่วยเหลือการประกันตัวจากกระทรวงยุติธรรม หลังได้รับอิสรภาพ “นายซาบรี กาซอ” กลับมาอาศัยอยู่กับครอบครัวที่บ้านเกิด ผ่านไปเพียง 4-5 เดือน ในที่สุดเขาต้องตัดสินใจครั้งสำคัญอีกครั้ง ด้วยการย้ายไปหาบ้านเช่าและหางานทำเลี้ยงชีพที่จังหวัดสงขลา เนื่องจากอยู่บ้านเดิมไม่ได้เพราะถูกคุกคามบ่อยครั้ง บ้างต้องถูกเชิญตัวไปพูดคุย ทำให้เกิดความรู้สึกไม่สบายใจถึงความปลอดภัย หวาดระแวง และหวาดกลัว ทุกวันนี้เรื่องคดีความของเขา ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ทำให้รู้สึกสบายใจมาก และเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ประกอบกับการได้พักอาศัยอยู่ที่จังหวัดสงขลาซึ่งสถานการณ์แวดล้อมไม่กดดันเหมือนที่บ้านเกิด แต่แท้แล้ว ในใจนั้นอยากกลับไปอิงอุ่นที่บ้านเกิดเช่นก่อนเก่า อีกเรื่องราวหนึ่งเริ่มต้น ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง กับครอบครัวเล็กๆ ที่เคยอยู่อาศัยกันด้วยความอบอุ่นภายใต้อาณาบริเวณของปอเนาะ ต.กอลำ อ.เมือง จ.ปัตตานี ที่กลายเป็นโศกนาฏกรรมส่งผลสะเทือนต่อสมาชิกในครอบครัวและชุมชนอย่างรุนแรง กลางเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2553 เป็นเดือนแห่งอิสรภาพของชายคนหนึ่ง หลังเขาถูกคุมขังเป็นเวลานานกว่า 10 เดือน ขณะนั้นคดียังไม่ได้สิ้นสุด แต่ท้ายสุดศาลพิพากษายกฟ้องเมื่อปี 2554 เขาได้รับอิสรภาพแล้ว แต่ชีวิตที่เหลืออยู่กลับเหมือนล่องลอยไปตามกระแสชะตากรรม โดยมิอาจทราบเลยว่า เหตุการณ์ร้ายๆ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือของใครหรือฝ่ายใด “คอเละ วาโด” กลับมาประกอบอาชีพแถวบ้านแบบชาวบ้านปกติ เพื่อทำมาหาเลี้ยงชีพครอบครัว แบ่งเบาภาระหลานๆ ที่กำพร้าเนื่องจากเสาหลักที่จากไปด้วยสถานการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ถึงแม้คดีสิ้นสุดแล้ว หากทว่าครอบครัวและภรรยายังมีความรู้สึกเป็นห่วงถึงความไม่ปลอดภัย เนื่องจากครอบครัวที่อยู่ในขอบรั้วเดียวกันที่เรียก “ครอบครัวปอเนาะปูลาฆาซิง” มีเครือญาติสนิทถูกลอบทำร้ายเสียชีวิตถึง 2 คนด้วยกัน คนแรกมีฐานะเป็น “พี่เขย” คนที่สอง คือ “โต๊ะครู” เจ้าของปอเนาะ ซึ่งเป็นอาของภรรยา ชะตาชีวิตของผู้ตกเป็น “เหยื่อ” จากสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีหลายกรณีที่เป็นชะตากรรมซ้ำซ้อน ผู้ตกเป็นเหยื่อถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยที่ไม่อาจหาตัวผู้กระทำความผิด หลายคนบาดเจ็บ พิการ และเสียชีวิต จาก 2 ตัวอย่างข้างต้นที่ผู้เขียนหยิบยกมานำเสนอให้เห็นภาพความสูญเสียที่เกิดขึ้นจริง เป็น 2 ใน 8 เหตุการณ์ที่ถูกบันทึกอยู่ในหนังสือ “ชีวิตหลังอิสรภาพ” ซึ่งมีที่มาที่ไปน่าสนใจยิ่ง กลุ่มเครือข่ายผดุงธรรมเพื่อสันติ ซึ่งเป็นผู้จัดทำหนังสือเล่มนี้ ล้วนเคยตกอยู่ในสถานะผู้ถูกกล่าวหาในคดีความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ JUSTICE FOR PACE หรือเรียกกันสั้นๆ ว่า JOP เป็นเครือข่ายจากการรวมกลุ่มกันของผู้ตกเป็นผู้ต้องหาที่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างพิจารณาคดี และในคดีที่สิ้นสุดแล้ว โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดยะลา และผู้ที่เคยถูกจองจำอยู่ในเรือนจำยะลา เพื่อนำประสบการณ์ที่พบเจอเกี่ยวกับขั้นตอนในกระบวนการยุติธรรม ไปถ่ายทอดแนะนำกับกลุ่มคนที่ถูกดำเนินคดีในลักษณะเดียวกัน ประสานหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และอำนวยการเข้าถึงความยุติธรรม ในคำนำหนังสือชีวิตหลังอิสรภาพ สะท้อนเรื่องราวอันน่าสนใจว่า ทางกลุ่มเชื่อว่าการสามารถเข้าถึงความยุติธรรมอย่างแท้จริง เป็นหัวใจสำคัญของผู้ตกเป็นจำเลย จึงพยายามหาช่องทางช่วยเหลือให้ความรู้แก่ผู้ตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน เช่น ริเริ่มจัดเวทีอบรมให้ความรู้เรื่องกฎหมายและขั้นตอนในกระบวนการยุติธรรม รวมถึงมีการพบปะพูดคุย สะท้อนสภาพปัญหาที่ประสบภายหลังออกมาจากเรือนจำ และใช้ชีวิตอย่างชาวบ้านปกติด้วย ต่อมาจึงนำมาซึ่งการก่อตั้งเครือข่ายอย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ.2554 อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นเครือข่ายได้สูญเสียสมาชิกจากการถูกลอบทำร้ายโดยบุคคลไม่ทราบฝ่าย ทำให้หลายคนถึงขั้นเสียชีวิต พิการทุพลภาพ ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ กระทั่งปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ยังไม่สามารถรู้เบาะแสหรือจับตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ ทำให้สมาชิกเกิดคำถามถึงความไม่ปลอดภัย ความยุติธรรม ความไว้วางใจ และมีอีกหลายๆ เหตุการณ์ที่เกิดต่อเนื่องกันมา เช่น การที่สมาชิกเครือข่ายถูกคุกคาม จับซ้ำซ้อน ฯลฯ สะท้อนถึงความไม่ปลอดภัย ความหวาดระแวงในการดำเนินชีวิต การทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รวมถึงสภาพจิตใจภายใต้ความกดดันที่เกิดขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบถึงทั้งเจ้าตัว ครอบครัว และบุคคลรอบข้าง ห้วง พ.ศ.2558 ช่วงเดือนเมษายน-เดือนกรกฎาคม ทางเครือข่ายได้ดำเนินกิจกรรม “โครงการสานสัมพันธ์สู่ชุมชนเพื่อสันติ” ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และได้รับกำลังใจจากผู้นำและชาวบ้านในพื้นที่ ที่เครือข่ายลงพื้นที่ทำกิจกรรมพัฒนาสถานที่สาธารณประโยชน์ในหมู่บ้าน ทำให้ชาวบ้านรู้จักและเข้าใจแนวทางการทำงานของเครือข่าย JOP ภายหลังเสร็จสิ้นโครงการข้างต้น วันที่ 18–20 กันยายน พ.ศ.2558 ได้มีโครงการถอดบทเรียนการทำกิจกรรม ณ จังหวัดสตูล โดยทั้ง 2 โครงการได้รับการสนับสนุนจาก “มูลนิธิเอเชีย” กระทั่งนำไปสู่การดำเนินงานโครงการใหม่ คือ “โครงการสื่อหนังสือภาพ” ที่มุ่งสื่อสะท้อนถึงความปลอดภัยในชีวิตประจำวันของสมาชิก การขับเคลื่อนเครือข่ายให้มีประสิทธิภาพ และถ่ายทอดชีวิตภายหลังได้รับอิสรภาพด้วยสื่อภาพ ทั้งนี้ทางกลุ่ม JOP ยืนยันชัดเจนว่า การจัดทำหนังสือครั้งนี้มิใช่ต้องการปรักปรำฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ไม่ได้กล่าวหาบุคคลหนึ่งบุคคลใด หากทว่าเป้าหมายที่แท้จริง คือการสะท้อนให้สังคมได้รับรู้ ตระหนักถึงความเป็นธรรม รวมถึงชะตากรรมที่ทุกคนได้รับจาก “เหตุการณ์ความไม่สงบ” ที่เกิดขึ้นมายาวนาน อย่างน้อยเพื่อจะได้ช่วยกันหาทางป้องกัน และที่สำคัญคือการแปรเป็นความเข้าใจและร่วมมือกันแผ้วถางเส้นทางสู่ “สันติสุข” ร่วมกัน
สยามรัฐออนไลน์ |

ภาพต่าง และ “ความจริงใจ”

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ “ยิงผู้หญิงท้อง ยิงผู้ใหญ่บ้าน ยิง อส.-อดีตทหารพราน มีการปะทะกัน” ข้างต้นคือ “ภาพรุนแรง” ซ้ำๆ ที่เกิดขึ้นไล่เลี่ยกันในพื้นที่ชายแดนใต้ภายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างต่อเนื่อง ทั้งต่อชีวิต ทรัพย์สิน และขวัญกำลังใจของผู้คน ขณะที่อีกด้านหนึ่ง คือ “เสียง” ที่สะท้อนเนื้อหาผ่านปากคำ “ผู้เห็นต่าง” หลายคน ซึ่งปัจจุบันมีทั้งที่ได้หันเหวิถีการต่อสู้ไปในรูปแบบใหม่ กับยึดมั่นกับแนวทางการต่อสู้ในวิถีเดิมๆ “หะยีดาโอ๊ะ ท่าน้ำ” หรือ นายดาโอ๊ะ มะเซ็ง อดีตแกนนำขบวนการพูโล เคยถูกดำเนินคดีในข้อหากบฏแบ่งแยกดินแดน ต้องติดคุกนานถึง 18 ปี ก่อนได้รับสิทธิ์พักโทษและได้รับการปล่อยตัวเป็นกรณีพิเศษเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2558 ตัดสินใจกลับไปพำนักที่บ้านเกิดในพื้นที่ ต.ท่าน้ำ อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี พร้อมกับเปิดร้านขายข้าวสารอยู่ที่ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เพื่อหารายได้เลี้ยงครอบครัว โดยรับข้าวสารคัดพิเศษจำนวน 20 ตัน จาก จ.ชัยนาท มาบรรจุถุงจำหน่ายในขนาด 50 กิโลกรัม 25 กิโลกรัม และ 5 กิโลกรัม ใช้ชื่อว่า “ข้าวดาโอ๊ะ” เปิดร้านใกล้ปั๊มน้ำมัน PT ริมถนนเพชรเกษม (ปัตตานี-นราธิวาส) บ้านกลาพอ อ.สายบุรี เขาให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวอิศราภาคใต้ ว่า นอกจากเป็นการช่วยชาวนาภาคกลางในช่วงที่ราคาข้าวตกต่ำแล้ว ยังเป็นการตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณในหลวงรัชกาลที่ 9 และร่วมกันเดินหน้าการพัฒนาในห้วงเวลาที่ประเทศชาติต้องการความสามัคคีปรองดอง อยากชักชวนทุกคนที่เคยหลงผิดให้ออกมาร่วมสร้างความสงบสุขในพื้นที่เพื่อในหลวงรัชกาลที่ 9 และในหลวงรัชกาลใหม่ เพราะทุกคนรักในหลวง            “ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่เคยได้ยินใครพูดถึงในหลวงในทางไม่ดี เพราะพระองค์เป็นกษัตริย์ที่ดี จะหากษัตริย์แบบนี้ไม่มีแล้ว สมัยก่อนตอนอยู่ในขบวนการ คนในขบวนการพูดตลอดว่า ถ้าไม่มีในหลวงก็ไม่รู้จะเป็นอย่างไร เพราะในหลวงทรงช่วยทุกคน ไม่เลือกปฏิบัติ และทรงให้ความเป็นธรรมกับทุกคน ไม่แบ่งแยกศาสนา” ดังนั้น แง่คิดหนึ่งที่น่าสนใจที่ นายหะยีดาโอ๊ะ ท่าน้ำ สะท้อนไว้เกี่ยวกับแนวทางการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ดีที่สุด คือ การเดินตามแนวพระราชดำริของในหลวง “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเขาบอกว่า “ในวันนี้ทุกคนต้องช่วยกัน” ดร.วันกาเดร์ เจ๊ะมัน อดีตประธานเบอร์ซาตู “องค์กรร่วม” ที่รวบรวมนักต่อสู้และผู้เห็นต่างจากรัฐ เพื่อปลดปล่อยดินแดนปัตตานีทุกกลุ่ม เขาเจรจากับรัฐบาลไทย เป็นอดีตแกนนำอีกคนหนึ่งที่ให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ดิจิทัล NOW26 ว่า แนวคิดแยกดินแดนหมดสมัยไปแล้ว การใช้ความรุนแรงเข่นฆ่ากันไม่ได้ก่อประโยชน์อะไร นอกจาก “ตายเปล่า” พร้อมกับเสนอแนะให้รัฐบาลไทยเปิดโต๊ะพูดคุยเจรจาขึ้นในประเทศ เพื่อสร้างสันติสุขชายแดนใต้อย่างแท้จริง เขาให้ทัศนะน่าสนใจต่อประเด็นแนวคิดแต่ละองค์กรที่ต่อต้านรัฐในช่วงที่ผ่านมาว่า มีความคล้ายคลึงกัน นั่นคือการต้องลุกขึ้นมาต่อสู้กับรัฐไทย โดยเฉพาะกับเจ้าหน้าที่รัฐที่เห็นว่าไม่ถูกต้อง ไม่เป็นธรรม ไปจับคนที่ไม่ผิด ซึ่งเป็นจุดที่แต่ละองค์กร “เห็นต่าง” ทำให้ขัดใจ รู้สึกไม่ดี เพราะเชื่อว่า “คนผิดไปปล่อย คนไม่ผิดไปจับ” นอกจากนี้ยังมองว่า ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้ ไม่ได้เกิดจากฝีมือของกลุ่มที่ต่อต้านรัฐอย่างเดียว แต่มาจากกลุ่มอื่นด้วย   “เรื่องการแบ่งแยกดินแดนเป็นไปไม่ได้ เป็นความฝันที่ผิด ตั้งแต่ผมกลับมาพอมาเห็นสภาพ คิดว่าเราน่าจะสู้เหมือนกัน แต่สู้ด้านพัฒนา ด้านเศรษฐกิจ ไม่ใช่สู้แบบทิ้งระเบิด มันผิด สามจังหวัดเป็นพื้นที่ที่ร่ำรวย แต่เอามาไม่ได้ เพราะทุกคนกลัวหมด ยิงกันสู้กันไม่มีประโยชน์อะไร แต่มีโทษด้วย ตายกันเกือบทุกอาทิตย์ เราตายเปล่า ถ้าใครก็ตามที่ดูประวัติศาสตร์ คนที่แยกดินแดน ที่ต่อสู้ ส่วนใหญ่ 5 ปีเท่านั้นจะได้รู้ว่าชนะหรือแพ้ แต่ของเราสู้มาหลายสิบปีแล้ว มีหลายรุ่นมาแล้ว รอบนี้ 10 กว่าปีแล้ว ก่อนหน้านี้อีก แล้วจะสู้ทำไม สู้สิ่งที่เราสู้ไม่ได้ เดี๋ยวนี้เป็นเวลาที่เราต้องร่วมกันทั่วโลก เหมือนกับอาเซียน อียู (สหภาพยุโรป) เพื่อทำงานด้วยกัน ไม่ใช่แยกกัน มันผิดเวลา ผิดสมัย” ดร.วันกาเดร์ เจ๊ะมัน มองประเด็นของการพูดคุยระหว่างรัฐไทยกับกลุ่ม “มารา ปาตานี” ด้วยว่า การพูดคุยเป็นเรื่องดี แต่ต้องพูดเพื่อแก้ปัญหา พูดกับคนที่ทำ พูดกับคนที่สร้างปัญหา หากไม่รู้ว่าใครสร้างปัญหา ก็ต้องหาให้รู้ก่อนว่าใครกันแน่เป็นตัวการ เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง แล้วคุยกับคนนั้น โดยเฉพาะกับคนที่ “มีปืน” ซึ่งอยู่ในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นบันนังสตา ยะหา บาเจาะ ฯลฯ เพราะการไปพูดกับกลุ่มใดก็ตามที่ไม่ได้มีปืน มันก็แก้ไม่ได้ เสียเวลา ประเด็นหลักจึงอยู่ที่การเปลี่ยนวิธีการพูด แทนที่จะจับกลุ่มคุย “นอกบ้าน” ก็ต้องย้ายฐานมาคุยกัน “ในบ้าน” ขณะที่ ติชิลา พุทธสาระพันธ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโส ศูนย์ข่าวภาคใต้ไทยพีบีเอส ได้โพสต์ภาพและความสั้นๆ ในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า Exclusive... เปิดตัว..Mastermind.. ผ่ากลุ่มขบวนการมูจาฮีดีนอิสลามปัตตานี หรือ GMIP.. (กลุ่มที่เคยถูกมองว่าใช้วิธีการก่อเหตุที่รุนเเรงมากที่สุด)... ใต้ร่ม..มาราปาตานี...ไทยพีบีเอส..ที่นี่...ที่เดียว เร็วๆ นี้... พร้อมกับนำเสนอภาพ “นาซอรี แซะเซ็ง” หรือชื่อจัดตั้ง.. อาแว แคและ ที่ถูกตั้งรางวัลนำจับมากกว่า 3 ล้านบาท.. ตำแหน่งผู้บัญชาการกองกำลัง คนที่ 2 กลุ่มมูจาฮีดีนอิสลามปัตตานี หรือ GMIP สื่อสารผ่านไทยพีบีเอสว่า “ผมต่อสู้เพื่อให้คนปัตตานี (คนมาลายู) มีเสรีภาพในกำหนดอนาคตของตัวเอง เราไม่เคยปฏิบัติการกับเป้าหมายอ่อนแอ เพราะเราเป็นนักปฏิวัติ นักต่อสู้.. รัฐรู้ดีว่าวันนี้จะหยุดความรุนแรงอย่างไร ทำอย่างไรให้พวกเราวางอาวุธ เพียงแต่จะยอมรับหรือเปล่า และตราบใดที่รัฐยังใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา แนวร่วมก็จะเกิดขึ้นเหมือนสายฝน...” ผบ.กองกำลังคนที่สอง..ปัจจุบันดูแลกองกำลังติดอาวุธ 300 คน และแนวร่วมฝ่ายสนับสนุนอีก 500 คน ภาพต่างของ “ความรุนแรง” กับความพยายามพูดคุยเพื่อนำมาซึ่ง “สันติภาพ” ภาพต่างของ “นักต่อสู้” ผู้เห็นต่างจากรัฐ กับผู้ยังคงยึดมั่นในวิถีต่อสู้แบบเดิมๆ ภาพต่างของการมอง “ประเด็นปัญหา” และแนวทาง “ดับไฟใต้” ภาพเหล่านี้ยังคงปรากฏทับซ้อนอยู่อย่างต่อเนื่อง ภายใต้โจทย์หรือกุญแจสำคัญที่ผู้ติดตามสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้ ให้แง่คิดว่า ปัจจัยชี้ขาดความขัดแย้งครั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ตาม อยู่ที่ “ความจริงใจ”
สยามรัฐออนไลน์ |

เหยื่อ !!

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ ข่าว “21 หญิงไทย” ที่ถูกจับกุมขณะเดินทางไปค้าแรงงานผิดกฎหมายในรัฐยะโฮร์ ทางตอนใต้ของประเทศมาเลเซีย สะท้อนปมปัญหาที่สลับซับซ้อนอีกครั้ง โดยเฉพาะในฐานะผู้ตกเป็น “เหยื่อ” จากข่าวความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งผลพวงจากสถานการณ์นอกจากส่งผลด้านลบต่อสภาพเศรษฐกิจในพื้นที่ และผู้คนส่วนหนึ่งต่างพยายามดิ้นรนให้พ้นภัยด้วยการแสวงหารายได้ช่องทางอื่นเพื่อจุนเจือครอบครัว แต่ในที่สุดก็กลายเป็นว่าตัวเองต้องกลายเป็น “เหยื่อ” ของผู้คนอีกประเภทหนึ่ง กรณีลักษณะเช่นนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง และจะยังคงดำรงอยู่ต่อไป หากสถานการณ์โดยรวมในพื้นที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้องเหมาะสม ครั้งหนึ่ง ผู้เขียนเคยเดินทางไปเก็บข้อมูลคนไทยที่ทำงานในประเทศมาเลเซีย โดยเฉพาะที่เปิดร้านอาหารประเภทที่เรียกกันว่า “ร้านต้มยำกุ้ง” ปรากฏว่าพบพี่น้องมุสลิมจากพื้นที่ชายแดนใต้จำนวนมากกระจายอยู่ในแทบทุกรัฐ ที่ตัดสินใจบากหน้าไป “ขุดทอง” หรือยอมเผชิญสถานการณ์กดดันหลายอย่าง แม้หลายคนจะสร้างผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการส่งเงินมาให้ครอบครัวหรือถึงกับสร้างบ้านในถิ่นเกิดหลังใหญ่โต เช่นที่ชุมชนบราโหม หรืออีกหลากหลายที่ แต่อีกด้านหนึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายคนต้องคอยหลบๆ ซ่อนๆ เพราะอยู่ในสถานะ “แรงงานผิดกฎหมาย” ถึงกับเป็นตำนานเรื่องเล่าว่าหลายคนต้องกระโดดหนีไปซุกตัวอยู่ในน้ำคร่ำคูคลองเป็นคืนเมื่อเจ้าหน้าที่มาเลเซียมาตรวจค้น หรือถูก “มาเฟีย” ในพื้นที่เรียกเก็บเงินส่วยคุ้มครอง หรืออีกกรณีที่เคยเป็นข่าวใหญ่โตระยะหนึ่ง คือการที่วัยรุ่นหรือคนทำงานจากชายแดนใต้ไปเปิดร้านต้มยำกุ้งในมาเลเซีย ซึ่งมักจะต้องมีการจับกลุ่มเพื่อดูแลช่วยเหลือกัน หรือเปิดร้านค้าใกล้ๆ กันจนเป็นชุมชนคนไทยในมาเลเซีย กลับถูกหน่วยงานความมั่นคงของไทย มองว่าเป็น “ท่อน้ำเลี้ยง” ส่งเงินมาสนับสนุนขบวนการก่อความไม่สงบในพื้นที่ กลับมาที่เรื่องราวของ 21 หญิงไทยที่ถูกทางการมาเลเซียจับกุมตัวในครั้งนี้ แม้เป็นโชคดีที่หน่วยงานภาครัฐของไทย ทั้งเจ้าหน้าที่สถานทูตไทย ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) หรือกระทรวงยุติธรรม ได้เร่งรุดไปประสานงานให้ความช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว พร้อมกับติดตามที่มาของเรื่องราว โดยเฉพาะคนที่เป็น “นายหน้าค้ามนุษย์” แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือ กรณีปัญหาครั้งนี้ซึ่งผู้ตกเป็นเหยื่อส่วนมากพื้นเพเดิมเป็นคนปัตตานี รองลงมาคือ ยะลา และสงขลา ส่วนใหญ่เป็น “ผู้สูงอายุ” บางรายมีอายุมากถึง 80 ปี คำถามคือ อะไรเป็นเหตุจูงใจให้คนเหล่านี้ต้องดิ้นรนไปเผชิญชะตากรรมนอกถิ่นเกิด และขบวนการหลอกลวงต้มตุ๋นในพื้นที่ชายแดนใต้ในลักษณะนี้ยังมีอีกหลายกลุ่มหรือไม่ เพราะข่าวคราวการตกเป็นเหยื่อของขบวนการต้มตุ๋นเกิดขึ้นเป็นระยะๆ ในหลายปีมานี้ ไม่ว่าจะเป็นขบวนการแชร์ลูกโซ่ การเก็งกำไรสินค้า ฯลฯ ว่าไปแล้วคงต้องย้อนกลับไปพิจารณาถึงภาพรวมทางเศรษฐกิจ ที่ส่งผลถึงสถานภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนในพื้นที่ ดังที่ผู้เขียนเคยเขียนถึงมาแล้วหลายครั้งว่าด้วยแนวทางแก้ไขปัญหาราคายางหรือราคาผลไม้ตกต่ำ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยใด พอมีปัญหาเรื่องราคาผลไม้ไม่ว่าจะเป็นเงาะ มังคุด ทุเรียน ฯลฯ รวมถึงราคาข้าว กุ้ง หรือปาล์มน้ำมัน ก็ดูเหมือนทุกคนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะลงมือทำงานอย่างจริงจังครั้งหนึ่ง พากันเดินสายไปมอบนโยบายแก้ปัญหาราคาผลไม้ตกต่ำ เรียกว่ามีปัญหาทีก็มาแก้กันที เป็นการแก้ผ้าเอาหน้ารอดไปวันๆ เช่นเดียวกับการแก้ไขปัญหาใดๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศนี้ สิ่งที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่า ณ เวลานี้คือ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งว่ากันว่าปัญหายาเสพติดเต็มบ้านเต็มเมือง คอร์รัปชั่นเกลื่อนในวงราชการ ทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลาย ฯลฯ ปัจจัยทุกอย่างล้วนเป็นตัวแปรส่งผลต่อศรัทธาในรัฐ ขณะถูกซ้ำเติมจากค่าครองชีพที่มีแต่สูงขึ้น แต่รายได้หดหาย แถมผีซ้ำด้ำพลอยคนชายแดนใต้ไม่อาจใช้วิถีชีวิตประจำวันอย่างปกติเช่นพื้นที่อื่นๆ ด้วยมิรู้ว่าจะมีระเบิดหรือถูกทำร้ายจากกลุ่มผู้ไม่หวังดีเมื่อไร กลายเป็นว่าเงื่อนไขเรื่อง “ปากท้อง” เป็นเงื่อนปมสำคัญหนึ่งของพี่น้องในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ส่งผลต่อเนื่องเป็นดอมิโนลูกโซ่ต่อปัญหาการเกิดความไม่สงบ ความจริงแล้วเป็นเรื่องที่พูดกันมานานเกี่ยวกับ “ความหลากหลาย” ภายใต้บริบทประวัติศาสตร์ของพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส อาณาบริเวณร่วม 10,927 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรมากถึงประมาณ 2 ล้านคน พื้นที่ “พิเศษ” แห่งนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ควบคู่ไปกับธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์เป็นยิ่ง ทั้งลำธาร แม่น้ำ ป่าไม้ ขุนเขา ทะเล ฯลฯ ตามลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่โดดเด่นและแตกต่างไปตามสภาพ “ยะลา” เป็นจังหวัดเดียวที่ไม่มีพื้นที่ติดทะเล แต่มีจุดเด่นเรื่องการวางผังเมืองที่มีความสวยงามมาก ขณะที่ “ปัตตานี” มีภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มและที่ราบชายฝั่ง มีแม่น้ำหลายสาย และลำน้ำเล็กๆ อีกมากมาย จุดโดดเด่นเป็นเพราะปัตตานีตั้งอยู่ฝั่งปากแม่น้ำปัตตานีทำให้มีสภาพที่เอื้อแก่การเป็นเมืองท่าที่ดี เหมาะแก่การทำการค้าขาย สำหรับ “นราธิวาส” เมืองใต้สุดของประเทศไทยมีลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขาสลับซับซ้อน ปกคลุมด้วยป่าไม้ 2 ใน 4 ของพื้นที่ทั้งหมด และมีลำน้ำสำคัญของจังหวัด 4 สายด้วยกัน ไม่นับรวมกับพื้นที่ต่อเนื่องใน “สงขลา” ซึ่งมีความหลากหลายอีกลักษณะหนึ่ง ลักษณะภูมิศาสตร์และธรรมชาติอันงดงาม มีความหลากหลายด้านวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตผู้คนในท้องถิ่น ทำให้การประกอบอาชีพในพื้นที่มีหลายหลาก ทั้งจากการอาศัยทรัพยากรตามธรรมชาติโดยตรง หรือการเพิ่มพูนคุณค่าที่เป็นผลพวงจากธรรมชาติที่สวยงาม อาชีพส่วนใหญ่ของประชาชนในพื้นที่ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส จึงเป็นอาชีพที่ผูกพันอยู่กับทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นชาวสวน ชาวไร่ ยางพารา หรืออาชีพประมง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคนชายแดนใต้ก็มีพืชเศรษฐกิจที่สำคัญและสร้างรายได้อยู่ไม่กี่อย่าง เช่น ลองกอง เงาะ ทุเรียน มังคุด หรือยางพารา หากเราเชื่อว่าพี่น้องมุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีชีวิตอยู่อย่างพอเพียง ขุมทรัพย์ชีวิตคือท้องทะเลและสวนผลไม้ซึ่งเป็นมรดกทางภูมิปัญญาแบบสวนสมรมผสมผสานหรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “สวนดูซง” มีการปลูกต้นไม้ในลักษณะผสมผสานหลายแบบจนกลายเป็นคลังอาหารประจำวันในชีวิต แต่เมื่อชีวิตจำเป็นต้องเดินด้วยปากท้อง โดยเฉพาะกับครอบครัวที่มีสมาชิกครอบครัวจำนวนมากและค่าครองชีพที่มีแต่ถีบตัวเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นจึงจำเป็นต้องดิ้นรนหาเลี้ยงชีพด้วยการทำสวนผลไม้หรือ “พืชเชิงเดี่ยว” บ้าง ดังเช่นยุคสมัยหนึ่งเมื่อลองกองซึ่งเป็นผลไม้โด่งดังของนราธิวาสราคาแพง ผู้คนพากันตัดโค่นต้นเงาะ ทุเรียน มังคุด หรือยางพารา ลงจนเหี้ยนเตียนแล้วปลูกพืชพันธุ์ใหม่ตาม “ตลาด” ปรารถนา นั่นคือหันมาปลูกต้น “ลองกอง” แต่เมื่อยางพารากลับมามีราคาดีผู้คนก็หวนกลับมาปลูกต้นยางพารากันใหม่ มิพักต้องไปหวนพินิจว่าผู้คนจะพากันตัดโค่นต้นเงาะ ทุเรียน มังคุด ลงไปอีกกี่มากต้น จำนวนนี้ไม่รวมถึงที่ถูกกลุ่มผู้ไม่หวังดีโค่นทิ้งทำลายไป กระทั่งวันหนึ่งเงาทะมึนของวิกฤติราคาผลไม้ก็เกิดขึ้น เมื่อผลไม้จากเมืองจันทน์ ตราด รวมถึงแถบหลังสวน ชุมพร สุราษฎร์ธานี ฯลฯ ทั้งเงาะ ทุเรียน มังคุด รวมถึงลองกอง เข้าครอบครองตลาดผลไม้ส่วนใหญ่ และให้ผลิตผลก่อนผลไม้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นหลายเดือน ทำให้ราคาผลไม้เริ่มตกลงๆ จากร้อยเป็นไม่กี่สิบ จากหลักสิบเหลือ “ไม่ถึงสิบ” ต่อกิโลกรัม แถมยังรุกรานไปครองส่วนแบ่งทางการตลาดในพื้นที่ชายแดนใต้อีกด้วย “เดิมผลไม้ในพื้นที่ยังพอมีราคา โดยเฉพาะช่วงยังไม่เกิดเหตุการณ์ด้วยความสมบูรณ์และความโด่งดังของลองกองพื้นถิ่น ทำให้มีพ่อค้าผลไม้จากทั่วประเทศพากันเดินทางมาซื้อผลไม้ล็อตใหญ่จากพื้นที่เพื่อไปจำหน่ายต่อในที่อื่นๆ แต่จนทุกวันนี้เหตุการณ์ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดแล้ว” เจ้าของสวนผลไม้ระดับมือรางวัลในพื้นที่ระบายความในใจ เช่นนี้แล้วจึงเกิดคำถามว่า รัฐจะเข้าไปเยียวยาดูแลปัญหาทั้งมวลแต่ต้นทางได้เช่นใดบ้างเพื่อป้องกันไม่ให้ชาวบ้านตกเป็น “เหยื่อ” ซ้ำซ้อน บางคนอาจมองว่ารูปแบบ “สามเหลี่ยมการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ซึ่งรัฐบาลกำลังให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงพื้นที่ถึงกันในลักษณะเครือข่าย ประกอบด้วย เมืองสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส พัฒนาเป็นศูนย์กลางการค้าชายแดนระหว่างประเทศ (International Border Trade City) เมืองเบตง จ.ยะลา พัฒนาเป็นเมืองต้นแบบการพัฒนาที่พึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน (Sustainable Development City) และเมืองหนองจิก จ.ปัตตานี พัฒนาเป็นเมืองต้นแบบเกษตรอุตสาหกรรมก้าวหน้าผสมผสาน (Agricultural Industrial City) ผ่านการวางแผนการพัฒนาระยะยาว (Development Roadmap) ในกรอบเวลา 4 ปี คือ “คำตอบ” สำคัญที่ต้องติดตามตรวจสอบกันอย่างใกล้ชิดนับจากนี้ไป
สยามรัฐออนไลน์ |

รายอกีตอ ในหลวงของเรา (5)

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ ครั้งยังมีชีวิตอยู่ ฯพณฯ สวัสดิ์ วัฒนายากร องคมนตรีคนปักษ์ใต้สายเลือดชาวปัตตานี เคยบอกเล่าเรื่องราวชีวิตให้ผู้เขียนฟังว่า ครอบครัวของ ฯพณฯ สวัสดิ์ เป็นคนปัตตานีดั้งเดิม ต้นตระกูลคือจางวางโทหลวงสำเร็จกิจกร ห้วงวัยเยาว์ท่านเริ่มต้นเรียนหนังสือที่โรงเรียนในพื้นที่ จ.ปัตตานี แล้วไปต่อระดับมัธยมในเมืองกรุง ก่อนตัดสินใจศึกษาต่อที่เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย 2 ปี ไปซ้ำชั้นต่อชั้นมัธยมปลายที่ Wilbraham Academy มลรัฐ Massachusetts สหรัฐอเมริกา และเรียนต่อที่ M.I.T. (Massachusetts Institute of Technology) จบปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมเครื่องกล พ.ศ. 2501 จากนั้นเดินทางกลับเมืองไทย ด้วยความคิดถึงบ้านเกิดจึงตัดสินใจกลับไปพำนักอยู่ที่ จ.ปัตตานี รวม 3 ปี จากนั้นตัดสินใจไปทำงานที่บริษัท อาคเนย์ประกันภัย จำกัดใน กทม. ในฐานะผู้จัดการแผนกประกันเครื่องจักร กระทั่งที่สุดชีวิตหักเหมาเป็นข้าราชการที่กรมชลประทาน ณ ที่นี้เองที่ชะตาชีวิตต้องเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิง ด้วยฝีไม้ลายมือและความสามารถทำให้ชีวิตรับราชการไต่อันดับสู่จุดสูงสุดเป็น “อธิบดีกรมชลประทาน” และมีโอกาสได้เริ่มรับใช้ใกล้ชิดใต้เบื้องยุคลบาท เมื่อครั้งติดตามอธิบดีแสวง พูลสุข ไปในพื้นที่ชายแดนใต้ประมาณปี พ.ศ.2514-2518 ในฐานะฝ่ายดูแลเครื่องจักรกลหนัก ฯพณฯ สวัสดิ์ วัฒนายากร ย้อนความหลังครั้งนั้นว่า ขณะนั้นเป็นช่วงที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีโครงการพระราชดำริเป็นโครงการแรก ช่วงที่พระองค์เสด็จฯ แปรพระราชฐานไปภาคใต้ คือ โครงการพรุบาเจาะ แล้วมีโครงการอื่นตามมาอีกหลายโครงการ ขณะนั้นเป็นช่วงเหตุการณ์ทางพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะที่นราธิวาส ยะลา ปัตตานี ค่อนข้างรุนแรง กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบสมัยนั้นออกมาเคลื่อนไหวกันมาก แต่ไม่ค่อยทำร้ายเจ้าหน้าที่ กลับทำร้ายประชาชน ถึงขั้นเคยเข้ามาจับพ่อค้าในตลาดนราธิวาสไปเรียกค่าไถ่ ไม่ให้ก็โดนฆ่า อย่างไรก็ตาม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านก็เสด็จฯ แปรพระราชฐานไปเยี่ยมเยียนราษฎรทุกปี “พรุบาเจาะสมัยนั้นพูดได้ว่าเป็นที่ซ่อนแห่งหนึ่งของพวกก่อความไม่สงบ แต่พระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรเกือบทุกวัน เราก็ใจไม่ดี พระองค์ท่านเสด็จฯ ไปทรงงานในพื้นที่ที่อันตรายมาก แล้วเวลาพระองค์ท่านเสด็จฯ กลับมักจะเป็นเวลาค่ำ เส้นทางที่ผ่านเป็นถนนลูกรังฝุ่นตลบ ราษฎรมาตั้งโต๊ะบูชารับท่าน ทั้งชาวไทยพุทธและมุสลิม มาคอยอยู่ตั้งแต่เย็นกระทั่งค่ำ สองทุ่ม สามทุ่ม พระองค์ท่านทรงโปรดให้ขบวนจอดทุกครั้ง ถนนมืดมิดไฟไม่มีเลย ต้องเอาไฟฉายส่อง ชาวบ้านที่รอรับเสด็จฯ จะถวายผลไม้ เช่น กล้วย มะพร้าว เงาะ ทุเรียน ผลไม้ ตามประเพณีของชาวปักษ์ใต้ พระองค์ท่านทรงแวะรับทุกจุดไม่มีเว้น ผมดูแล้วหน่วยรักษาความปลอดภัยคงยากที่จะถวายอารักขา หากจะมีคนคิดไม่ดีกับพระองค์ท่าน แต่ด้วยพระบารมีโดยแท้ที่พระองค์ท่านได้ทรงตรากตรำทรงงานเพื่อความผาสุกของปวงชนชาวไทยโดยไม่เลือกศาสนาหรือเผ่าพันธุ์ จึงไม่มีราษฎรคนไหนที่จะไปคิดร้ายต่อพระองค์ท่านแน่นอน” ตลอดระยะเวลา 3 ปีเศษขณะดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมชลประทาน ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ.2535 ฯพณฯ สวัสดิ์ ได้มีโอกาสถวายงานรับใช้อย่างใกล้ชิด เนื่องเพราะ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ทรงงานอยู่ตลอด โดยเฉพาะที่จังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริขนาดใหญ่อยู่มากมาย กระทั่ง ฯพณฯ สวัสดิ์ เกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2538 พร้อมกับมีภาพที่ตราตรึงอยู่ในใจมิรู้ลืมอยู่มากมาย เช่นครั้งหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ไปเยี่ยมราษฎรบ้านโคกกุแว โคกอิฐ โคกใน บ้านยูโย อ.ตากใบ จ.นราธิวาส หมู่บ้านเหล่านี้อยู่บริเวณขอบพรุโต๊ะแดง ทรงทอดพระเนตรเห็นสภาพความยากจนของชาวบ้าน รับสั่งถามราษฎรถึงปัญหาอุปสรรคในการดำรงชีพอย่างละเอียด ราษฎรจำนวนมากที่มาเฝ้ารับเสด็จฯ ได้กราบบังคมทูลว่า ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งได้บรรเทาลงแล้วจากโครงการพรุโต๊ะแดงของพระองค์ท่าน แต่มีปัญหาสำคัญคือน้ำเปรี้ยวที่มาจากพรุ ทำให้ปลูกข้าวได้เพียง 10-15 ถังต่อไร่ ไม่พอกิน ปัญหาน้ำเป็นกรด หน่วยราชการยังไม่เคยแก้ไขได้ เพราะการใช้ปูนมาลใส่ในนาจะสิ้นเปลืองมาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชดำริ ให้กรมชลประทานขุดคลองนำน้ำจืดจากโครงการมูโนะมาล้างดินเปรี้ยว ส่วนบ้านยูโยให้สร้างรางนำน้ำจากคลองสุไหงปาดีมาให้ และให้กระทรวงเกษตรฯ แนะนำช่วยเหลือในด้านความรู้ ด้านวิชาการ แก่ราษฎร “ปีต่อๆ มา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จฯ เยี่ยมหมู่บ้านเหล่านี้อีก สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้อย่างชัดเจน มีบ้านใหม่เกิดขึ้นหลายหลัง ต้นข้าวในนาเขียวชอุ่มกำลังออกรวงสมบูรณ์เต็มที่ ราษฎรที่มารอเฝ้าหน้าตายิ้มแย้ม กราบบังคมทูลกันอย่างพร้อมเพรียงว่า ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาดีขึ้นมาก สบายแล้ว ปลูกข้าวได้ 50-60 ถังต่อไร่ทุกปี ผลไม้พืชผลอื่นๆ ก็ดีตามด้วย วันนั้นผมสังเกตเห็นว่าตลอดเวลาที่พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งถามทุกข์สุขราษฎรอยู่นั้น สีพระพักตร์ของพระองค์ท่านอิ่มเอิบเบิกบานที่ผมต้องจดจำไปตลอดชีวิต ว่าไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้พระเจ้าอยู่หัวของเราทรงมีความสุขไปยิ่งกว่าความอยู่ดีกินดี รอดพ้นจากความยากจนของพสกนิกรของพระองค์ท่าน เมื่อท่านหันพระพักตร์มาที่พวกเราที่ตามเสด็จแล้วรับสั่งว่า “ฉันดีใจมาก” ” หลังจากเกษียณอายุราชการแล้ว ฯพณฯ สวัสดิ์ ได้รับมหาพระกรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เป็น “กรรมการมูลนิธิชัยพัฒนา” ก่อนจะได้รับโปรดเกล้าฯ เป็น “องคมนตรี” เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2545 “นับว่าเป็นสิ่งที่เกินฝันของผม ในชีวิตนี้ไม่เคยคิดว่าจะได้รับพระมหากรุณาธิคุณถึงขั้นนี้ ตอนที่ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เป็นกรรมการมูลนิธิชัยพัฒนา ก็รู้สึกว่าเป็นเกียรติยศแก่วงศ์ตระกูลอย่างใหญ่หลวงแล้ว ยิ่งมาถึงจุดนี้ยังงงอยู่เป็นเดือน ต่อจากนั้นมานอนอีกหลายคืนตื่นมานึกว่า เอ๊ะ เราฝันไปหรือเปล่านี่ เป็นสิ่งที่เกินฝัน ไม่เคยอยู่ในสมอง ไม่เคยคิดว่าจะเป็นไปได้ นี่แหละคือชีวิตของเด็กปัตตานี เด็กบ้านนอก เป็นคนปักษ์ใต้ มีพื้นเพอยู่แถวยะลา นราธิวาส ปัตตานี สงขลา เกิดมาไม่เคยทะเยอทะยาน ไม่เคยตั้งเป้าว่าจะเป็นอะไรสักอย่าง ก็มาถึงจุดสุดยอดของชีวิต นับว่าเป็นบุญอย่างสูงยิ่งที่ผมได้มาถวายงานรับใช้พระองค์ท่าน แล้วก็นับว่าเป็นบุญจะได้รับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทไปจนชีวิตจะหาไม่” ฯพณฯ สวัสดิ์ วัฒนายากร กลายเป็นองคมนตรีคนปักษ์ใต้คนหนึ่งที่ชีวิตยังคงผูกพันกับถิ่นเกิด ทุกคราครั้งที่มีเวลาว่าง มักจะเดินทางกลับมาเยี่ยมบ้านเกิดและเที่ยวท่องไปในพื้นที่ต่างๆ บางครั้งก็มาปฏิบัติภารกิจในฐานะ “องคมนตรี” ได้พบปะผู้คนต่างศาสนิกที่ยังคงรักใคร่กลมเกลียวผูกพัน ทั้งในฐานะเพื่อนพ้องน้องพี่ ญาติสนิทมิตรสหาย เห็นร่องเงาชีวิตที่หมุนเวียนผันผ่านวารวันเคลื่อนพ้นรอยทางที่ได้เคยย่ำ ก่อนที่ท่านจะถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2555 ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ด้วยโรคมะเร็งในหลอดลม รวมอายุ 77 ปี 5 เดือน เรื่องราวในชุด “รายอกีตอ ในหลวงของเรา” ผ่านสายตาและการบอกเล่าของผู้คนหลากหลายสาขาอาชีพ ผู้เขียนตั้งใจเรียบเรียงขึ้นมาเพื่อสะท้อนถึงพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงมีต่อผู้คนในพื้นที่ชายแดนใต้โดยไม่เลือกชนชั้น วรรณะ ศาสนา และดอกผลของการทรงทุ่มเทเพื่อพสกนิกรของพระองค์ในรูปลักษณ์โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่างๆ ได้สร้างคุณประโยชน์และก่อความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณให้เติบโตเบ่งบานอยู่ในหัวใจผู้คนที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินชายแดนใต้ตราบกระทั่งทุกวันนี้
สยามรัฐออนไลน์ |

รายอกีตอ:ในหลวงของเรา(3)

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ การที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.9 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี และพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานมาประทับแรม ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส พระราชกรณียกิจที่สำคัญที่สุดก็คือ การที่ทุกพระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนราษฎรในท้องถิ่นทุรกันดารและชนบทห่างไกล โดยมิได้เห็นแก่ความเหนื่อยยากพระวรกายพร้อมทั้งทรงมีพระราชดำริ พระราชเสาวนีย์ เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่อาณาประชาราษฎร์ด้วยพระเมตตาคุณและน้ำพระราชหฤทัยที่เปี่ยมด้วยความห่วงใย เอื้ออาทรตลอดมา ในที่สุดจึงเป็นที่มาของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมแล้วนับร้อยโครงการ วารินทร์ บุษบรรณ ที่ปรึกษาโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ วุฒิอาสาธนาคารสมอง ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาประจำจังหวัดนราธิวาส ประธานมูลนิธิพัฒนาเกษตรอนามัยในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เคยบอกเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า ทรงริเริ่มโครงการแบบที่เรียกได้ว่า "ครบวงจร" ที่สำคัญคือ1.การแก้ปัญหาความยากจน 2.การแก้ปัญหายาเสพติด การป้องกันและปราบปรามยาเสพติด 3.การป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ4.การบริการประชาชน 5.การขยายผลโครงการอันเนื่องมาจากโครงการพระราชดำริ มุ่งแก้ปัญหาความยากจน นอกจากนี้ เมื่อจะเสด็จนิวัตพระนคร ก็จะทรงเรียกผู้ที่ได้รับใช้ถวายงานเข้าเฝ้า ทรงขอบใจที่ได้ช่วยถวายงานพร้อมกับฝากช่วยดูแลสานงานต่อด้วยเช่นที่ครูธีรพจน์ หะยีอาแว "ล่ามภาษามลายู" ประจำขบวนเสด็จฯ ย้อนความหลังว่า ทรงรับสั่งเป็นประจำทุกปีว่า เวลาพระองค์ท่านไม่ได้ประทับอยู่ที่จังหวัดนราธิวาส ให้ช่วยดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่แทนด้วย จะฝากฝังให้ช่วยดูแลโครงการต่างๆ หรือไปเยี่ยมเยียนให้กำลังใจชาวบ้าน "จากพระราชกระแสรับสั่ง ก็คิดว่าเราน่าจะไปเยี่ยมชาวบ้านในเขตโครงการพระราชดำริหรือถิ่นทุรกันดาร อาจไปวันเสาร์-อาทิตย์ ไปคุยกับชาวบ้าน ถามชาวบ้านว่าโครงการพระราชดำริที่ทำไปแล้วเป็นอย่างไรบ้าง ชาวบ้านอาจให้ข้อมูลว่าเป็นโครงการที่ดี แต่ถ้าไปทำอะไรที่นี่ที่นั่นเพิ่มเติมบ้างจะทำให้สภาพพื้นที่ดีขึ้น ผมก็นำสิ่งที่ชาวบ้านแนะนำทำเป็นหนังสือกราบบังคมทูล ถวายข้อมูลเบื้องต้นให้ทรงทราบ ทำรายงานส่งถวายพร้อมภาพถ่าย เมื่อได้แปรพระราชฐานมาภาคใต้ พระองค์จะเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรทรงพิจารณาวางแผนร่วมกับเจ้าหน้าที่เพื่อพัฒนาพื้นที่นั้นๆ ให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนต่อไป เช่น โครงการพัฒนาพรุแฆแฆ โครงการทำเขื่อนหินทิ้งบริเวณแม่น้ำสายบุรี โครงการสร้างถนนเชื่อมระหว่างหมู่บ้านกะลูแป-บ้านโต๊ะชูด ในเขตอำเภอทุ่งยางแดง ฯลฯ" ตลอดเวลาที่คอยรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท ครูธีรพจน์ฯ ประสบพบเห็นสิ่งที่เป็นความประทับใจมากมาย โดยเฉพาะความตราตรึงเป็นพิเศษครั้งที่พระองค์ท่านได้เสด็จฯ ไปยังมัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ.2536 ทำให้ผู้นำศาสนาอิสลามได้เข้าเฝ้าพระองค์ท่านอย่างใกล้ชิด นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ "ล่ามภาษามลายู" อีกท่านหนึ่ง คือว่าที่ร้อยโท ดิลก ศิริวัลลภ ซึ่งทำหน้าที่ผู้ประสานงานในโครงการศิลปาชีพพิเศษวิทยากรบรรยายหลักสูตรการเรียนรู้ตามรอยพระยุคลบาท วิทยากรบรรยายขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม จังหวัดชายแดนภาคใต้ และอีกหลายๆ บทบาทถ่ายทอดเรื่องราวว่า พระองค์ทรงเข้าพระทัยถึงความทุกข์ยากเดือดร้อน ความกังวลใจ ความต้องการ และวิถีชีวิตด้านศาสนา ขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวไทยที่นับถือศาสนาอิสลามหรือชาวไทยมุสลิม ได้อย่างลึกซึ้ง ทุกคนจึงเคารพรักและเลื่อมใสศรัทธาพระองค์เป็นอย่างยิ่งชาวไทยมุสลิมหรือมลายูมุสลิมจึงเรียกพระองค์ว่า "รายอกีตอ" คำว่า "รายอ"แปลว่า พระเจ้าแผ่นดิน,พระมหากษัตริย์หรือในหลวง คำว่า "กีตอ" แปลว่า เราหรือของเรา ดังนั้นคำว่า "รายอกีตอ" จึงแปลว่า "ในหลวงของเรา" ย่อมหมายถึงการยอมรับ การไว้วางใจ ความเคารพรัก ความเลื่อมใสศรัทธา หรือมีความจงรักภักดีเป็นที่ยิ่ง เพราะเดิมทีเดียวหรือครั้งที่พระองค์เสด็จฯ ภาคใต้ใหม่ๆ มักเรียกพระองค์ว่า "รายอซีแย" คำว่า "ซีแย"มาจากคำว่า "สยาม" ฉะนั้นคำว่า "รายอซีแย" จึงแปลว่า "พระเจ้าแผ่นดินสยาม" จากที่เคยเรียกว่า "รายอซีแย"เปลี่ยนมาเรียกใหม่ว่า "รายอกีตอ" นั้นมิใช่เป็นเรื่องธรรมดา ข้าราชการรุ่นเก่าๆที่เคยรับราชการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ คงทราบปัญหาทางภาคใต้ดีเกี่ยวกับคำว่า "คนไทย" หรือ "คนมลายู" ฉะนั้นการที่เรียกพระเจ้าอยู่หัวว่า "รายอกีตอ"ถือเป็นคำที่มีความหมายและมีความสำคัญยิ่งในความเป็นคนไทย ชาติไทยและความเป็นประเทศไทย โดยมีองค์พระประมุของค์เดียวกัน ในเวลาต่อๆ มา เมื่อประชาชนได้มีโอกาสรับเสด็จฯ และเข้าเฝ้าฯ อย่างใกล้ชิดมากขึ้น ประชาชนได้รับทราบถึงพระราชกรณียกิจและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่พระราชทานความช่วยเหลือแก่ประชาชนมากขึ้นทุกวัน ได้เห็นน้ำพระทัยที่บริสุทธิ์ของพระองค์ที่มีต่อประชาชนที่มีรูปธรรมอย่างชัดเจนปัญหาต่างๆ ที่ประชาชนทุกข์ใจเป็นเวลานานก็ได้รับการแก้ไขจนหมดสิ้น จึงยอมรับว่าพระองค์เป็นที่พึ่งโดยแท้จริง "การที่ประชาชนเกิดการยอมรับ ไว้วางใจ ความเลื่อมใส ศรัทธา ด้วยใจรักและภักดีต่อพระองค์ พระประมุขของชาตินั้น ถือได้ว่าเป็นนิมิตหมายที่ดียิ่งเพราะสิ่งนี้ซื้อไม่ได้ด้วยเงิน สร้างไม่ได้ด้วยวัตถุ นับว่าทรงเป็นผู้ดับไฟร้อนในใจทรงแก้ไขความทุกข์ยากลำบากกายจนหมดสิ้น พระองค์ได้พระราชทานทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้เกิดความเจริญ ความร่มเย็นเป็นสุข ความเจริญมาแทนที่ในภูมิภาคแห่งนี้ ทำให้ประชาชนมีความอยู่ดีกินดี อยู่เย็นเป็นสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเป็นลำดับ ด้วยพระบารมีปกเกล้าฯของพระองค์โดยแท้จริง ดังนั้นพสกนิกรทุกหมู่เหล่าในภาคใต้ ต่างมีความจงรักภักดี มีความซาบซึ้งและความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นหาที่สุดมิได้" ทุกคนต่างเรียกหา "รายอกีตอ"(ในหลวงของเรา) "รายอกีตอบาเฮะ" (ในหลวงของเราดี) และ "กีตอกาเซะ รายอกีตอ" (เรารักในหลวงของเรา)
สยามรัฐออนไลน์ |

รายอกีตอ : ในหลวงของเรา (2)

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ ในมิติเชิงศิลปวัฒนธรรมสำหรับพื้นที่ที่มีอัตลักษณ์อันโดดเด่น การเสด็จพระราชดำเนินโดยรถไฟพระที่นั่งจากสถานีรถไฟจิตรลดา ทรงเยี่ยมราษฎร 14 จังหวัดภาคใต้เป็นครั้งแรกปี พ.ศ.2502 เมื่อเสด็จถึงจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสงขลา ช่วงเวลานั้นเป็นเดือนถือศีลอดของพสกนิกรผู้นับถือศาสนาอิสลาม แต่ปรากฏภาพประชาชนทุกชาติศาสนาเดินทางมารอรับเสด็จคอยเฝ้าชมพระบารมีกันอย่างเนืองแน่น จากภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ที่มีการบันทึกเหตุการณ์ครั้งนั้น สะท้อนการเปิดกว้างความเป็น “คนชาติพันธุ์มลายู” อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความจงรักภักดี เสื้อผ้าอาภรณ์ การแต่งกาย ขนบธรรมเนียมประเพณี ขบวนแห่นก การละเล่น ฯลฯ หลังจากที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี และพระบรมวงศานุวงศ์ ได้เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานมาประทับแรม ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส นับตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ.2516 ทรงเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยือนราษฎรในแทบทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะอยู่ห่างไกลหรือในท้องถิ่นทุรกันดารเพียงใด เมื่อรับทราบปัญหาของพสกนิกรแล้ว ทรงวางโครงการน้อยใหญ่เพื่อแก้ปัญหาเหล่านั้นนำมาซึ่งความสุขสงบร่มเย็นตลอดมา ล่วงถึงปี พ.ศ.2518 ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า สมควรจัดให้มีการแข่งขันเรือกอและอันเป็นประเพณีเก่าแก่ของจังหวัดนราธิวาสที่กำลังสูญหายไปจากสังคม ถวายทอดพระเนตร เพื่อเทิดพระเกียรติในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น ขณะเดียวกันเป็นการฟื้นฟูประเพณีการแข่งขันเรือกอและด้วยฝีพาย ที่ว่างเว้นมานาน กระทั่งมีพระบรมราชานุญาตให้จัดการแข่งขันเรือกอและด้วยฝีพายหน้าที่นั่ง อีกทั้งพระราชทานถ้วยรางวัลแก่ทีมเรือที่ชนะการแข่งขันด้วย ผลการแข่งขันเรือกอและฯ ครั้งแรก ทีมชนะเลิศได้ครองถ้วยพระราชทานคือเรือชื่อ สิงห์ภักดี ของกลุ่มชาวประมงบ้านบาเละฮิเล จังหวัดนราธิวาส หัวหน้าทีมคือ นายศิริ อับดุลสาและ นับแต่นั้นมา จังหวัดนราธิวาสจึงได้จัดเป็นประเพณีสืบต่อมาตลอดทุกปี จัดให้อยู่ในกองงานหนึ่งใน 5 กองงานของ “งานประเพณีของดีเมืองนรา” ซึ่งกำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 21-25 กันยายนของทุกปีจนกลายเป็นประเพณียิ่งใหญ่อย่างหนึ่งของจังหวัดนราธิวาส โดยในปี พ.ศ.2522 จังหวัดนราธิวาสได้ริเริ่มให้เพิ่มการแข่งขันเรือยาวเข้าไปอีกประเภทหนึ่ง งานจึงเปลี่ยนเป็น “งานประเพณีแข่งขันกอและ และเรือยาวหน้าพระที่นั่ง” เพื่อชิงถ้วยพระราชทานประจำปีนั้นๆ และจัดเป็นประเพณีสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน บรรยากาศในงานนอกจากรวบรวมสิ่งที่เป็นจุดเด่นของจังหวัดนราธิวาส เช่น งานแสดงผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพพิเศษ งานวันกระจูด งานประชันเสียงนกเขาชวา ยังมีงาน “วันลองกอง” ซึ่งเป็นผลไม้พื้นเมืองที่ขึ้นชื่อลือเลื่องไปไกล นั่นก็คือ “ลองกองซีโป” สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชเสาวนีย์เมื่อวันที่ 18 เมษายน พ.ศ.2527 ว่า “...การแข่งเรือที่จังหวัดนราธิวาส น่าจะส่งเสริมให้เป็นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว มีการโฆษณาออกไปนานๆ ให้ชาวต่างประเทศมาเที่ยว ในระหว่างการแข่งเรือ มีการขายสินค้าศิลปาชีพด้วย เช่น เสื้อไหมไทย กลางวันแข่งเรือ กลางคืนออกร้าน เชิญเสด็จฯ ทั้งงานการแข่งเรือและงานออกร้าน...” สำหรบมิติด้านการพัฒนา ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในจังหวัดนราธิวาส นับเป็น 1 ใน 6 ศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ ที่มีอยู่ทั่วประเทศ จัดตั้งขึ้นตามแนวพระราชดำริที่มีพระบรมราโชบายเสริมสร้างการเรียนรู้แก่ประชาชนในชนบท เพื่อส่งเสริมและพัฒนาประชาชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เนื่องจากทรงทราบถึงปัญหาด้านการเกษตรที่เกิดขึ้นในจังหวัดนราธิวาส เนื่องมาจากมีพื้นที่พรุซึ่งยากต่อการนำไปใช้ประโยชน์ทางการเกษตรในจังหวัดนราธิวาสถึง 261,860 ไร่ ทรงศึกษาและทราบถึงความยากลำบากในการทำมาหากินของราษฎรในพื้นที่ จึงมีพระราชดำริในหลายวโรกาสให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เข้ามาดำเนินการศึกษาและพัฒนาพื้นที่พรุแบบผสมผสาน และนำผลสำเร็จของโครงการเป็นแบบอย่างในการพัฒนาพื้นที่พรุ วันที่ 6 มกราคม พ.ศ.2525 ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ถูกจัดตั้งขึ้นในเขตพื้นที่ตำบลกะลุวอเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส มีพื้นที่เป้าหมายดำเนินงาน 1,740 ไร่ ประกอบด้วย พื้นที่แปลงศึกษา ทดลอง วิจัย แปลงสาธิตบนที่ดินและอาคารต่างๆ พื้นที่สวนยางเขาสำนัก และพื้นที่อ่างเก็บน้ำใกล้บ้าน ทรงพระราชทานแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงดิน แก้ไขปัญหาดินเปรี้ยวโดย “ทฤษฎีแกล้งดิน” รวมถึงมีการศึกษาค้นคว้าเพื่อสนองพระราชดำริอีกมากมาย เช่น การปรับปรุงน้ำเปรี้ยว แปลงทดลอง “ทฤษฎีใหม่” การปลูกพืชแซมยาง การเลี้ยงปลาน้ำสามรส (น้ำจืด น้ำเปรี้ยว และน้ำเค็ม) การจัดทำโรงงานสกัดและแปรรูปน้ำมันปาล์ม ฯลฯ พร้อมกันนั้นได้มีการนำผลศึกษาที่ได้ไปขยายผลในพื้นที่ต่างๆ ในจังหวัดนราธิวาสและใกล้เคียง ปัจจุบัน มีบุคคลทั่วไปจากทุกสาขาอาชีพ ให้ความสนใจเข้ามาเยี่ยมชมศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงงานชมศูนย์ฯ ซึ่งจัดเป็นประจำในเดือนกันยายนของทุกปี นอกจากนั้นผลงานต่างๆ ที่ได้แสดงไว้ยังถูกนำไปขยายผลสู่เกษตรกรในหมู่บ้านรอบศูนย์ฯ และศูนย์สาขา ในพื้นที่ซึ่งกำหนดไว้เป็นเขตพัฒนา ครอบคลุมพื้นที่ 85,015 ไร่ ส่งผลให้เกษตรกรในพื้นที่ซึ่งแต่เดิมสภาพดินไม่เหมาะสมในการเกษตร สามารถประกอบอาชีพการเกษตรจนส่งผลให้มีชีวิตและความเป็นอยู่ดีขึ้น ทั้งนี้กล่าวได้ว่า ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ เป็นเพียงหนึ่งในโครงการของพระองค์ท่านที่ได้เอื้ออำนวยประโยชน์นานัปการแก่ราษฎรในจังหวัดนราธิวาส หากความจริงแล้วยังมีโครงการพระราชดำริอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วนที่เกิดขึ้นในจังหวัดนราธิวาส ยะลา ปัตตานี และพื้นที่ใกล้เคียง รวมแล้วนับร้อยโครงการ ครอบคลุมทั้งด้านการชลประทาน การเกษตร ปศุสัตว์ ประมง สหกรณ์ ป่าไม้ การศึกษา ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สาธารณสุข ศิลปาชีพ ฯลฯ
สยามรัฐออนไลน์ |

รายอกีตอ : ในหลวงของเรา (1)

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ หลังจาก สำนักพระราชวัง ประกาศ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคตเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พุทธศักราช 2559 เวลา 15.52 นาฬิกา ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช จากนั้นรัฐบาลได้ประกาศไว้ทุกข์ถวายความอาลัยเป็นเวลา 1 ปี สำนักพระราชวังมีหมายกำหนดการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพระหว่างวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2559-21 มกราคม พ.ศ. 2560 ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง กล่าวได้ว่าการเสด็จสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ถือเป็นข่าวที่สร้างความโศกเศร้าเสียใจแก่พสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศ ที่ได้สูญเสียพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย รวมถึงประชาชนในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีทั้งชาวไทยพุทธ คนไทยเชื้อสายจีน คริสต์ ซิกข์ และมุสลิม อยู่ร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องมุสลิมในฐานะเป็นประชากรส่วนใหญ่ในพื้นที่ถึงประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ มีประกาศสำนักจุฬาราชมนตรี แสดงความอาลัยครั้งนี้ว่า “ถือเป็นความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของปวงชนชาวไทยและแผ่นดินสยาม ยังความโศกเศร้าโทมนัสอย่างยิ่งต่อพสกนิกรทุกหมู่เหล่า” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช คือเอกองค์อัครศาสนูปถัมภก ผู้ทรงพระคุณอันใหญ่หลวงต่อศาสนาอิสลามและพสกนิกรชาวไทยมุสลิมอย่างหาที่สุดมิได้ จึงได้ออกประกาศแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้นับถือศาสนาอิสลามต่อการสวรรคตว่า ข้าราชการและประชาชนทั่วไปให้แต่งกายสุภาพแบบธรรมดาทั่วไปที่ไม่ฉูดฉาด อ่านคำถวายอาลัยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่มีต่อพสกนิกรมุสลิมในเวลาก่อนละหมาดวันศุกร์ นำเสนอคุตบะห์ (ธรรมกถา) วันศุกร์ เกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระองค์ จัดกิจกรรม นิทรรศการ เกี่ยวกับพระราชกรณียกิจด้านศาสนาอิสลาม และเจริญรอยตามพระยุคลบาท สืบสานพระราชปณิธาน เพื่อให้นำมาซึ่งความสมบูรณ์พูนสุขและความเจริญรุ่งเรืองของราชอาณาจักรไทยสืบไป ในโอกาสนี้ ผู้เขียนขอเรียบเรียงเรื่องราวนับตั้งแต่ครั้ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินโดยรถไฟพระที่นั่ง จากสถานีรถไฟจิตรลดา ทรงเยี่ยมราษฎร ๑๔ จังหวัดภาคใต้ เป็นครั้งแรก เมื่อวันศุกร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ.2502 เริ่มตั้งแต่จังหวัดชุมพร จากนั้นทรงเสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง ทรงเยี่ยมราษฎรจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และจังหวัดสุดท้ายที่เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในครั้งนี้คือ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ทุกแห่งหนที่เสด็จพระราชดำเนินไป ตลอดเส้นทางล้วนมีราษฎรเดินทางมาคอยเฝ้าชมพระบารมีและเพื่อเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาททั้งสองพระองค์กันอย่างเนืองแน่น พร้อมกับนำผลไม้พื้นเมืองชนิดต่างๆ ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย และจัดการแสดงพื้นเมือง ขบวนแห่ ฯลฯ เพื่อเป็นการถวายพระเกียรติอย่างสูงสุด รวมระยะเวลาที่เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎรตามท้องที่จังหวัดต่างๆ ในภาคใต้ 14 จังหวัด เป็นเวลาทั้งสิ้น 22 วัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินโดยรถไฟพระที่นั่งกลับถึงพระนครเมื่อเวลา 09.00 นาฬิกา ของวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ.2502 สำหรับพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 15 ปีต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี และพระบรมวงศานุวงศ์ ได้เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานมาประทับแรม ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส นับตั้งแต่วันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๑๖ ตลอดระยะเวลา 49 วันที่เสด็จแปรพระราชฐานประทับแรมที่ตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส เป็นครั้งแรกนี้ ได้ทรงเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยือนราษฎรไปในแทบทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะอยู่ห่างไกลหรือในท้องถิ่นทุรกันดารเพียงใด รวมถึงจังหวัดภาคใต้อื่นๆ ทรงมีพระราชปฏิสันถารอย่างใกล้ชิดกับข้าราชการและราษฎรที่มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทำให้ทราบถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรและปัญหาที่ราษฎรได้ประสบ จากนั้นมาสำหรับราษฎรในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสแล้ว นับได้ว่าแทบทุกปีได้มีโอกาสเฝ้าชมพระบารมีและเพื่อเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ อย่างใกล้ชิด ในโอกาสที่แปรพระราชฐานมาประทับที่ตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ พร้อมกับการเกิดโครงการพัฒนาต่างๆ มากมายในพื้นที่ติดตามมา ทั้งจังหวัดนราธิวาส ยะลา ปัตตานี กระทั่งปัจจุบันมีโครงการพระราชดำริเฉพาะในจังหวัดนราธิวาสรวมแล้วนับร้อยโครงการ ที่สร้างคุณประโยชน์ให้ประชาชนทุกคน กล่าวได้ว่า พระบารมีของทุกพระองค์ได้ปกเกล้าปกกระหม่อมราษฎรอย่างมิเลือกชนชั้น วรรณะ ศาสนา สร้างความปลื้มปีติอย่างหาที่สุดมิได้ในขอบเขตทั่วประเทศ กระทั่งได้รับการกล่าวขวัญถึงจากนานาประเทศทั่วโลก ตราบทุกวันนี้ ชาวมลายูมุสลิมหรือชาวไทยมุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เรียกนามพระองค์ท่านเป็นภาษามลายูว่า “รายอกีตอ” โดยคำว่า “รายอ” แปลว่า พระเจ้าแผ่นดิน พระมหากษัตริย์ หรือในหลวง คำว่า “กีตอ” แปลว่า เรา หรือ ของเรา ดังนั้นคำว่า “รายอกีตอ” จึงหมายความถึง “ในหลวงของเรา” การที่ชาวมลายูมุสลิมหรือชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ เรียกขานนามพระองค์ท่านจากเดิมว่า “รายอซีแย” หรือ พระเจ้าแผ่นดินสยาม มาเป็นคำว่า “รายอกีตอ” อันแสดงถึง การยอมรับ การไว้วางใจ ความเคารพรัก ความเลื่อมใสศรัทธา หรือมีความจงรักภักดีเป็นที่ยิ่ง ล้วนมีที่มาที่ไปและมิใช่เป็นเรื่องธรรมดายิ่ง ดังเช่นที่ ว่าที่ร้อยโท ดิลก ศิริวัลลภ “ล่ามภาษามลายู” ประจำขบวนเสด็จฯ เคยกล่าวถึงและอธิบายความหมายอยู่เสมอๆ และหรือต่อมาเมื่อเกิดเหตุความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้รอบใหม่ในพื้นที่ที่เรียกได้ว่ามีสภาวะพิเศษเฉพาะ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การศึกษา หรือความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ ก่อนจะมีการกล่าวถึงยุทธศาสตร์พระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ซึ่งสามารถนำมาเป็นแนวทางแก้ไขปัญหา กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาจังชายแดนภาคใต้ได้อย่างยั่งยืน เหล่านี้ล้วนมีที่มาที่ไป และสะท้อนถึงพระราชกรณียกิจในหลากหลายด้าน ที่ทรงทุ่มเทเพื่อพสกนิกรทุกคน
สยามรัฐออนไลน์ |

“Sky Walk” ทะเลหมอกอัยเยอร์วง

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ ยังคงนับว่าเป็นกระแสทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ ในระดับ “ปรากฏการณ์” อันน่าทึ่งในพื้นที่ที่ดูเหมือนถูกนำเสนอแต่ปัญหาความไม่สงบเป็นด้านหลัก สำหรับแหล่งท่องเที่ยวน้องใหม่ที่มาแรงอย่างยิ่งช่วงที่ผ่านมา ถึงขั้นทำให้ตำบลอัยเยอร์เวง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เป็นที่รู้จักและเป็นที่จดจำของผู้คนทั่วประเทศ ในฐานะทำเลที่ตั้งของ “ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง” ซึ่งถูกกล่าวถึงกันในวงกว้างไม่เฉพาะเพียงในพื้นที่ชายแดนใต้ แต่ขยายปริมณฑลแห่งการรับรู้ไปทั่วประเทศ และกระจายสู่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ทั้งมาเลเซีย สิงคโปร์ ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจุดเด่นเรื่องการเป็น “ทะเลหมอก 4 ฤดู” แห่งเดียวของประเทศไทย ที่ผู้มาสัมผัสไม่ว่าจะเป็นวันเวลาใด ก็สามารถสัมผัสทะเลหมอกได้แทบทุกคราครั้งไป กล่าวได้ว่า ปัจจุบันหากใครเป็นนักท่องโลกโซเชียลมีเดีย (Social Media) อย่างน้อยคงต้องผ่านหูผ่านตา ได้ยินหรือเห็นภาพกันมาบ้างแล้ว ตราบกระทั่งขณะนี้ ด้วยจุดเริ่มแรกจากการกล่าวขวัญถึงความงดงาม จากภาพของกลุ่มนักเดินทางจากทั่วสารทิศที่เดินทางมาสัมผัสเที่ยวชม กระแสทะเลหมอกอัยเยอร์เวง กำลังจะได้รับการพัฒนาก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง เพราะทั้งชุมชน หน่วยงานต่างๆ ที่มีส่วนร่วมในการดูแลรับผิดชอบพื้นที่แห่งนี้ ประกาศจับมือกันวางแผนจัดทำ “ระเบียงกระจก” หรือ “สกายวอร์ค (Sky Walk)” ที่ยื่นไปในอากาศแบบที่เรียกได้ว่าเป็นสถิติ “ยาวที่สุดในโลก” ด้วยงบประมาณกว่า 90 ล้านบาท หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วคนอัยเยอร์เวงหรือชุมชนคิดได้อย่างไรต่อสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในพื้นที่อีกครั้งคำถามนี้ถูกเฉลยโดย อารี หนูชูสุข ซึ่งสื่อมวลชนตั้งสมญานามให้ว่า “ปลัดนักอนุรักษ์ผืนป่าฮาลา-บาลา” แห่งองค์การบริหารส่วนตำบลอัยเยอร์เวง แกนนำสำคัญที่จับมือกับชุมชนจุดกระแสทะเลหมอกจนติดตลาด บอกเล่าว่า จากการประชาคมของชาวตำบลอัยเยอร์เวง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ตั้งปี 2542 จนถึงปัจจุบัน ทุกครั้งจะพบว่า ปัญหาลำดับที่ 1 ของที่นี่ คือ ปัญหาเศรษฐกิจ อันได้แก่ ปัญหาสิทธิที่ทำกินและปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ แทนที่จะเป็นปัญหาความไม่สงบซึ่งรั้งท้ายไปอยู่ลำดับที่ 5 นั่นจึงทำให้เกิดการริเริ่มหาแนวทางกระตุ้นตำบลที่ตั้งอยู่แสนห่างไกลกรุงเทพมหานคร กว่า 1,300 กิโลเมตร แต่มีชายแดนติดมาเลเซียถึง 2 ฝั่ง ทั้งทิศตะวันออก และทิศตะวันตก ด้วยการแสวงหาจุดแข็ง คือ การมีต้นทุนทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ งดงาม พรั่งพร้อมไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวอันซีนกว่า 33 รายการ มาเป็นจุดขายสำคัญ เพื่อดึงดูดผู้คนให้เข้ามาสัมผัสพื้นที่ ภายใต้วิสัยทัศน์ “อเมซอนแห่งอาเซียน” คือ ภายในปี 2562 ตำบลอัยเยอร์เวง จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ “ระดับอาเซียน” ทั้งนี้พิจารณาจุดเด่นของพื้นที่โดยรวมจะพบว่า จากบ่อน้ำร้อนนากอ น้ำตกเฉลิมพระเกียรติฯ ร.9 มาสู่ผืนป่าฮาลา-บาฮาลา สู่หมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 10 เรื่อยมาจนกระทั่งมาจุดติดที่ “ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง” ได้รับการการันตีด้วยสื่อทุกช่องในประเทศที่ส่งทีมนักข่าวภาคสนามมาลงสัมผัสพื้นที่ว่า สถานที่แห่งนี้สวยงามจริงๆ ดังจะเห็นจากสถิตินักท่องเที่ยวมาเยือนตำบลอัยเยอร์เวงในรอบปีนี้ ตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม พ.ศ.2559 มีอัตราเพิ่มเป็นจำนวนกว่า 180,000 คน มากน้อยอยู่ที่ข่าวลือและสื่อทีวีจะมาทำรายการประชาสัมพันธ์ ซึ่งหากคิดเฉลี่ยนักท่องเที่ยวมาพักโฮมสเตย์ มาทานข้าวยำ โรตี กาแฟโบราณ เช่า รถรถ เช่าเรือ เล่นเรือคายัค ที่มีมากกว่า 120 ลำ บนสายน้ำปัตตานีที่ไม่เคยเหือดแห้งเพราะตั้งอยู่บนพื้นที่บริเวณเหนือเขื่อนบางลาง คิดแค่หัวละ 100 บาท ก็สามารถนำเงินเข้ามาพื้นที่ถึงมือประชาชนโดยตรงถึง 18 ล้านบาท ยังไม่นับผลพลอยได้ที่ห้องหับโรงแรม ที่พักนักท่องเที่ยวในตัวเมืองเบตง ซึ่งกลับมาคึกคักตลอดทั้งปี จากปีละ 350,000 คน ขึ้นเป็น 600,000 คน ภายในปี 2559 ถือเป็นทางเลือกสำคัญที่ทำให้เมืองเบตงถูกเลือกเป็นหนึ่งใน “เมืองต้นแบบ” เบตง มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนของรัฐบาลปัจจุบัน จากที่ องค์การบริหารส่วนตำบลอัยเยอร์เวง องค์กรท้องถิ่นเล็กๆ แต่ชอบคิดใหม่ และคิดใหญ่ๆ ได้วางแผนและแนวทางการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และดำเนินการของบฯ กลุ่มจังหวัดชายแดนใต้ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬา จนสามารถร่วมมือกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ป่าไม้เดิม) สร้างหอชมวิว อาคารละหมาด และห้องน้ำ จนเกิดเป็นกระแส ต่อมาในโอกาสที่รัฐบาลเปิดโอกาส ประกอบกับทั้งทางจังหวัด และ นายดำรง ดีสกูล นายอำเภอเบตงนักพัฒนาขวัญใจมวลชน คอยให้กำลังใจ ส่งเสริมสนับสนุน องค์การบริหารส่วนตำบลอัยเยอร์เวง จึงได้เสนอแนวทางทำโครงการศึกษาและออกแบบพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทะเลหมอกอัยเยอร์เวง เพื่อหวังจะพลิกโฉมหน้าทะเลหมอกอัยเยอร์เวง รวมถึงเมืองเบตง ให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับภูมิภาคอาเซียนภายในปี พ.ศ. 2562 ทั้งนี้เพราะ องค์การบริหารส่วนตำบลอัยเยอร์เวง มีแนวคิดหรือหลักการสำคัญที่ใช้ในการบริหารจัดการมาตลอดก็คือ โครงการทฤษฎีความต้องการของมนุษย์ (Hierarchy of Needs Tseory) ของ มาสโลว์ (Abeaham Maslow) คือ (1) มนุษย์ความต้องการทางกาย ประชาชนต้องการรายได้เพื่อเลี้ยงปากท้อง เลี้ยงครอบครัวให้อยู่รอด ในขณะที่ นักท่องเที่ยวต้องการผ่อนคลาย พักผ่อน หลักหนีความจำเจแสวงหา สิ่งที่ตื่นเต้น เงียบ สงบ (2) นักท่องเที่ยวต้องการความปลอดภัยในขณะการท่องเที่ยวและพักผ่อน ประชาชนก็ต้องการการเหลียวแล สนใจจากราชการ จึงต้องทำการท่องเที่ยว (3) มนุษย์มีความต้องการทางสังคม ทั้งประชาชนและนักท่องเที่ยวมีความต้องการที่จะมีปฏิสัมพันธ์ หรือพบปะเพื่อนใหม่ที่อบอุ่นและน่ารักขณะท่องเที่ยว (4) ประชาชนต้องการพัฒนาคุณค่าตนเอง ด้วยการเผยแพร่รู้วัฒนธรรม ประเพณี ของท้องถิ่นให้เป็นที่ยอมรับของคนภายนอก ในขณะนักท่องเที่ยวก็ต้องการเรียนรู้วัฒนธรรม ประเพณีของท้องถิ่นที่ไปท่องเที่ยว และ (5) ประชาชนต้องการความสำเร็จ ในการประกอบกิจการด้านการท่องเที่ยว และนักท่องเที่ยวก็ต้องการเสริมสร้างประสบการณ์จากการท่องเที่ยวมาเติมเต็มให้กับชีวิต สำหรับตัวชี้วัดหรือเครื่องชี้วัดหรือเป้าหมายความสำเร็จของโครงการนี้นั้น เป้าหมายระยะสั้นก็คือ องค์การบริหารส่วนตำบลอัยเยอร์เวง มีแบบแปลนก่อสร้างพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่มาตรฐานและเป็นที่ดึงดูด เป้าหมายระยะกลาง คือ การที่แหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ได้รับการพัฒนายอย่างได้ระดับมาตรฐานปลอดภัย และเป้าหมายระยะยาว ก็คือ นักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวในพื้นที่ และประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน แผนจัดทำ “ระเบียงกระจก” หรือ “สกายวอร์ค (Sky Walk)” ที่ยื่นไปในอากาศแบบที่เรียกได้ว่าเป็นสถิติ “ยาวที่สุดในโลก” ยาวกว่าระเบียงแก้วของจีนประมาณ 2.5 เท่า และมีทะเลหมอกอยู่ใต้เท้าตลอดปี ที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยผ่านการออกแบบระดับมาตรฐานมืออาชีพ มีการวางแผนปฏิบัติงานไว้เรียบร้อยแล้ว จึงนับเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะมาเสริมสร้างจุดแข็ง-จุดขายให้กับพื้นที่ กลายเป็นแลนด์มาร์ค (Landmark) สำคัญ ซึ่งท้ายที่สุด สิ่งที่ผู้เขียนได้รับทราบข้อมูลจาก อารี หนูชูสุข ปลัด อบต.อัยเยอร์เวง คือ การวาดหวังว่าโครงการที่เอื้อต่อประชาชนโดยตรง ไม่ว่าดำเนินการอยู่แล้วหรือจะเกิดขึ้นใหม่ในอนาคตต่อไป สามารถสร้างผลสัมฤทธิ์ เอื้อประโยชน์ เพื่อให้เกิดความอยู่ดีมีสุข ก่อให้เกิดรายได้ เกิดการมีส่วนร่วม สร้างคุณประโยชน์อย่างยั่งยืนแก่ประชาชน
สยามรัฐออนไลน์ |