ตามรอย “วัฒนธรรม” ชายแดนใต้

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ “ชายแดนใต้” ทั้งยะลา ปัตตานี นราธิวาส และรวมถึงสงขลา สตูล เป็นพื้นที่ที่ผู้เขียนมองเปรียบเทียบว่าแทบจะเรียกได้ว่าเป็น “ห้องสมุดโลก” แห่งหนึ่ง เมื่อเทียบเคียงกับอีกหลายๆ พื้นที่ นั่นเพราะพื้นที่แถบนี้มีต้นทุนทั้งทางประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต ศรัทธาความเชื่อ ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ฯลฯ เชื่อมโยงจากยุคอดีต ผ่านผู้คนดั้งเดิมแห่งโลกมลายูที่เรียกกันว่า “โอรังอัสลี (ซาไก)” สู่การผสมผสานกับผู้คนอีกหลากหลายชนชาติ ทั้งตะวันออก จีน-อินเดีย-เปอร์เซีย-อาหรับ สู่ตะวันตก โปรตุเกส-ฮอลันดา-อังกฤษ ฯลฯ ตราบกระทั่งกลายเป็นสังคม “พหุวัฒนธรรม” ในปัจจุบัน เป็นหนึ่งในเส้นทางสายไหมที่เป็นแอ่งอารยธรรมน่าสนใจเป็นยิ่ง นับจากอดีต มีเอกสารหลักฐานจากชาวต่างชาติ บันทึกเรื่องราวของพื้นที่บริเวณนี้ ผ่านการเคลื่อนตัวของการทำธุรกิจการค้าระหว่างกันผ่านท่าเรือนานาชาติ ผ่านเส้นทางข้ามคาบสมุทร นำมาซึ่งการเคลื่อนตัวและหลอมรวมของอารยธรรมและศรัทธาความเชื่อ กระทั่งปัจจุบัน “ต้นทุน” เหล่านี้ยังคงดำรงอยู่ในพื้นที่ สะท้อนผ่านสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และชีวิตผู้คน นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ก่อนหน้านี้มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติจำนวนหนึ่ง สนใจเดินทางลงมาในพื้นที่เพื่อสัมผัสเก็บเกี่ยวข้อมูลประสบการณ์อันมากคุณค่า อย่างไรก็ตาม ห้วงขณะภาพชายแดนใต้เชิงท่องเที่ยว ยังคงเป็นสถานที่ที่ถูกมองข้ามจากผู้คนส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะการถูกกลบทับจากภาพความน่าหวั่นกลัว อันเป็นผลสืบเนื่องจากเหตุการณ์ความไม่สงบซึ่งถูกนำเสนอตามสื่อเป็นระยะ แต่ดูเหมือนว่าช่วงหลังมานี้กระแสการท่องเที่ยวกลับเริ่มบูมเพราะถูกกระตุ้นอย่างจริงจัง ทั้งจากผู้คนในพื้นที่และหน่วยงานภาครัฐบางแห่งที่ให้ความสำคัญกับประเด็นเหล่านี้ หนึ่งในนั้นคือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานนราธิวาส ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ทั้ง 3 จังหวัด คือ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส ผู้เขียนมีโอกาสได้พูดคุยกับ มัณฑนา ภูธรารักษ์ ผู้อำนวยการสำนักงาน ททท. สำนักงานนราธิวาส จึงทราบว่าหน่วยงานแห่งนี้ยังคงผลักดันให้เกิดการท่องเที่ยวในพื้นที่ชายแดนใต้อย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการในลักษณะแตกต่างกัน เช่น การกำหนดจัด “โครงการตามรอยวัฒนธรรมชายแดนใต้” โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างกระแสการเดินทางท่องเที่ยวในเชิงศาสนา สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวสูงวัยพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล จำนวน 400 คน และส่งเสริมภาพลักษณ์ความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ โครงการตามรอยวัฒนธรรมชายแดนใต้ ททท. สำนักงานนราธิวาส ใช้วิธีการจัดกิจกรรมส่งเสริม/สนับสนุนการท่องเที่ยวร่วมกับพันธมิตร ได้แก่ บริษัทนำเที่ยว เสนอขายแพ็คเกจทัวร์ในเส้นทางตามรอยวัฒนธรรมชายแดนใต้ เส้นทางท่องเที่ยวเชิงศาสนา /เทศกาลงานประเพณีในพื้นที่ อาทิ งานสมโภชเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวปัตตานี ประเพณีสรงน้ำหลวงปู่ทวดวัดช้างให้ งานสมโภชเจ้าแม่โต๊ะโมะ และงานประเพณีบุญบั้งไฟตำบลเขาทอง อ.สุคิริน จ.นราธิวาส งานประเพณีถือศีลกินผัก เป็นต้น โดยมีบริษัทนำเที่ยว และองค์กรที่เกี่ยวข้องให้ความร่วมมือจัดทริปลงมาในพื้นที่หลายกลุ่ม เช่น เค แอล ทัวร์ นำนักท่องเที่ยวจากกรุงเทพฯ เข้าร่วมงานมหกรรมท่องเที่ยวปัตตานีอาเซียน 2559 “กตัญญูคู่ฟ้า มหาสมโภชเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวปัตตานี” ระหว่างวันที่ 21–23 กุมภาพันธ์ 2559 จำนวน 200 คน นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาและเพิ่มวันพำนัก 2 คืน นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีความเชื่อความศรัทธาอย่างแรงกล้า เดินทางมาร่วมงานเป็นประจำทุกปี และได้เชิญชวนญาติมิตรเดินทางมาท่องเที่ยวทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นทุกปี และจำนวนนักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งเดินทางมาร่วมกิจกรรมในพื้นที่ปีละ 2 ครั้ง บางรายเดินทางมาร่วมงานต่อเนื่องเป็นเวลา 30 ปี สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาพันธ์สมาคมเครือข่ายท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สคท.) นำคณะนักท่องเที่ยวจากกรุงเทพฯ จำนวน 90 คน เดินทางมาท่องเที่ยวในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้(ยะลา ปัตตานี นราธิวาส) เส้นทาง “เที่ยวเมืองในฝัน สวรรค์เบตง ปัตตานี สันติสุขแดนใต้ เมืองงามสามวัฒนธรรม” หรือ หจก.ท่องไทยทั่วทิศ นำนักท่องเที่ยวจากกรุงเทพฯ จ.นครปฐม จ.สตูล สงขลา จำนวน 80 คน เดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่ อ.เบตง จ.ยะลา โดยใช้เส้นทาง หาดใหญ่ – ด่านสะเดา – ด่านบูกิตกา-ยูอิตัม มาเลเซีย - เบตง –หาดใหญ่ และร่วมงานสมโภช เจ้าแม่โต๊ะโมะ ประจำปี 2559 จ.นราธิวาส แวะไหว้ขอพรองค์เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว และนมัสการหลวงปู่ทวดวัดช้างไห้ ณ จ.ปัตตานี โดยสรุปแล้วมีตัวเลขว่า ห้วงเดือนกรกฎาคม–กันยายน 2559 กำหนดการเดินทางการท่องเที่ยวของกลุ่มนักท่องเที่ยวที่สนใจจะเดินทาง เข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่โดยเฉลี่ยเดือนละ 1 ครั้ง จำนวน 40 คน/ทริป จากการจัดกิจกรรมดังกล่าว จึงนับว่าเกิดผลสำเร็จเป็นอย่างมาก นักท่องเที่ยวให้ความสนใจเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่เกินเป้าหมาย ทำให้ภาคธุรกิจในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมีรายได้หมุนเวียนเพิ่มมากขึ้น อีกโครงการหนึ่ง คือ การการจัดประชุมสัมมนาในวันธรรมดาเมืองชายแดน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกับพันธมิตรในห้วงวันธรรมดา ลดการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวช่วงวันหยุด โดยสนับสนุนค่าใช้จ่ายนำเที่ยวในพื้นที่ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างการรับรู้และกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในวันธรรมดา การประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ ผ่านนักท่องเที่ยวที่เดินทางร่วมกิจกรรมท่องเที่ยวในโครงการในลักษณะ Word of Mouth ซึ่งได้มาสัมผัสสถานที่จริง จากประสบการณ์โดยตรง และท้ายที่สุดคือการนำไปสู่การกระจายรายได้สู่พื้นที่ โดยได้รับการตอบรับจากกลุ่มนักท่องเที่ยวเป้าหมาย ผ่านพันธมิตร ชมรมตระกูลลิ้มจังหวัดยะลา ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของคนไทยเชื้อสายจีนตระกูลลิ้ม จากทั่วประเทศไทย และประเทศมาเลเซีย มาพบปะ แลกเปลี่ยนสายสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมของพี่น้อง /เชิงธุรกิจการท่องเที่ยว จำนวน 500 คน ระหว่างวันที่ 10-11 สิงหาคม 2559 ณ อ.เบตง จ.ยะลา การลงมือช่วยกันคนละไม้ละมือ ยังคงเป็นจุดสำคัญในการช่วยคลี่คลายความรู้สึกในดินแดนแห่งความหวาดกลัวของผู้คน และเชื่อว่าการใช้ต้นทุนที่มีอยู่ย่อมเป็นหนทางหนึ่งที่จะนำไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ นั่นก็คือ การจุดกระแสท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับพื้นที่ การเรียนรู้และให้ความเคารพกับอัตลักษณ์ชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความหลากหลายเช่นชายแดนใต้ การจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องเพื่อนำไปสู่ Word of Mouth ซึ่งท้ายที่สุดสิ่งดีๆ เหล่านี้จะย้อนกลับมาสร้างคุณประโยชน์ให้พื้นที่ในหลากหลายมิติ
สยามรัฐออนไลน์ |

“เรายังฝันถึง... สันติภาพ”

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ บางทีบางครั้งคำว่า “สันติภาพ” เปรียบไปแล้วมันก็คงเหมือนการกินข้าว คือ กินทุกวัน อิ่มทุกวัน แต่พอผ่านวันไปก็กลับมาหิวอีก คำสันติภาพก็เช่นเดียวกัน เราพูดถึง กล่าวถึง ฝันถึง แต่พอเกิดขึ้นจริงได้ไม่นาน เพียงข้ามวัน ภาพสงคราม การทำร้ายเข่นฆ่ากัน ก็กลายเป็นภาพความจริงแสนเจ็บปวดมาแทนที่ภาพฝันที่โหยหา แถมบางสถานที่ผู้คนที่แสวงหายังไม่เคยเจอสถานภาพของคำว่า “สันติภาพ” ด้วยซ้ำ ประวัติศาสตร์พื้นที่ “ชายแดนใต้” กลายเป็นภาพซ้อนสลับกันระหว่าง “ความจริง” กับ “ความฝัน” มายาวนาน โดยเฉพาะความจริงในรอบไม่กี่ปีมานี้ ได้กลายเป็นลิ่มตอกตรึงสร้างรอยร้าวลึกให้แก่ผู้คนต่างชาติพันธุ์ ต่างศรัทธาความเชื่อ และเป็นม่านอคติที่ค่อยๆ บดบังความเป็นมนุษย์ของผู้คนไปทีละนิดๆ ตลอดระยะเวลาหลายปีมานี้ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนใต้ ได้แตกแขนงกลายเป็น “สงคราม” ตั้งแต่ระดับปัจเจก ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ ยิ่งกว่านั้น ยังได้ขยายความร้อนแรงลามเลียไปถึงนานาประเทศที่จับตาสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด เพราะด้วยตัวเลขผู้สูญเสีย บาดเจ็บ ล้มตาย หลายคนกลายเป็นเด็กกำพร้า สตรีหม้าย ฯลฯ มีจำนวนหลักหลายหมื่นจนถึงหมื่น แสน และผู้พลอยได้รับผลกระทบกลายเป็นความกดดันของชีวิตที่ต้องสะเทินกับสถานการณ์ความไม่แน่นอนของชีวิตอีกนับเป็นล้านคน นานมาแล้ว ผู้หลักผู้ใหญ่ที่ผู้เขียนเคารพรักท่านหนึ่งเปรยให้ฟังเสมอว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนใต้ คงยากที่จะยุติลงได้ง่ายๆ ประการสำคัญ คงไม่มีใครคนใดคนหนึ่งที่จะจำแลงกายกลายเป็น “อัศวินม้าขาว” เข้ามาช่วยกอบกู้สถานการณ์เลวร้ายนี้ให้ปลาสนาการไปได้ ถึงที่สุดแล้วทุกคนทุกฝ่ายต้องลงมือช่วยกอบกู้สถานการณ์ร่วมกัน แม้จะใช้ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี ไม่เหมือนกัน เป็นไปคนละแนวทางวิธีการหรือวิธีคิด แต่ท้ายสุดแล้วย่อมเปรียบเช่นเม็ดทรายนับหมื่นแสนล้านๆ เม็ด ต่างชนิดต่างขนาด ที่ทอดตัวเรียงรายกระจัดกระจายกัน แต่เมื่อมีการประสานสมกัน ย่อมจะสามารถผนึกแน่นกลายเป็นกำแพง เป็นโครงสร้าง เป็นหลังคา กระทั่งในที่สุดสามารถประกอบรวมขึ้นจนกลายเป็น “บ้าน” ที่แสนอบอุ่นได้ในที่สุด เช่นเดียวกันกับผู้คนต่างคนต่างอยู่ ต่างชาติพันธุ์ต่างศาสนาความเชื่อ แต่สามารถหลอมรวมหัวใจอยู่ด้วยกันในชุมชนสังคมหนึ่งๆ อย่างสงบสันติ ที่มาที่ไปของงานมหกรรมศิลปะ ดนตรี กวี ภาพถ่าย และหนังสั้น “เรายังฝันถึง... สันติภาพ” ซึ่งดำเนินการโดย ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานราธิวาส ร่วมกับ จังหวัดนราธิวาส ททท. สำนักงานนราธิวาส นิตยสารหัวใจเดียวกัน ผจญภัยสำนักพิมพ์ บางนราสำนักพิมพ์ กลุ่มเฌอบูโด กลุ่มยังยิ้ม ชมรมสื่อมวลชนเพื่อสันติ จชต. ในวันที่ 23-24 กรกฎาคม 2559 ที่จะถึงนี้ ณ โรงเรียนนราธิวาส อ.เมือง จ.นราธิวาส เป็นไปภายใต้แนวคิดเช่นที่กล่าวไว้ คือ เป็นอีกกิจกรรมเล็กๆ ที่เกิดขึ้นด้วยการหลอมรวมคนทำกิจกรรมสร้างสรรค์ในพื้นที่ชายแดนใต้ ทั้งจากภาครัฐและเอกชน สะท้อนผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งการประกวดภาพถ่าย ภาพวาด และบทกวี การแสดงภาพศิลปะ ภาพถ่าย การเล่นดนตรี อ่านบทกวี และฉายภาพยนตร์สั้นชุด “แสงใต้” การเสวนา/เวิร์คช็อป/สาธิตการวาดภาพ โดยชื่องานและโลโก้งาน ตั้งและออกแบบโดย วสันต์ สิทธิเขตต์ ศิลปินรางวัลศิลปาธร ส่วนของงานศิลปะ แกนหลักคือการแสดงภาพศิลปะชุด “จักรยานเร่ วาดทะเลสองฝั่ง” โดย ประสาท นิรันดรประเสริฐ ร่วมกับศิลปินในพื้นที่ เช่น อ.แวอารง แวโนะ อ.รุซณี ซูสารอ สุไลมาน ยาโม ฯลฯ ส่วนภาพถ่ายชุด “เรายังฝันถึง...สันติภาพ” ประกอบด้วยช่างภาพทั้งในและนอกพื้นที่ชายแดนใต้ เช่น จรูญ ทองนวล (เครือเนชั่น) ภาคภูมิ ประทุมเจริญ (โต โต้ คน ค้น ฅน) ปรีดา เทียนส่งรัศมี ปรมินทร์ นาทองเจริญสุข เกริ่น เขียนชื่น มาฮามะยากี แวซู มูฮำหมัดซอเร่ เด็ง ฯลฯ ที่สำคัญ คือ ส่วนของกวี/นักเขียน เช่น จเด็จ กำจรเดช นักเขียนซีไรต์ อังคาร จันทาทิพย์ กวีซีไรต์ เรวัตร พันธุ์พิพัฒน์ กวีซีไรต์ ซะการีย์ยา อมตยา กวีซีไรต์ ศิริวร แก้วกาญจน์ นักเขียนรางวัลศิลปาธร อ.นิพนธ์ รัตนพันธ์ (สายธารสิโป) ฯลฯ นักดนตรี/ศิลปิน ทั้งศิลปินพื้นบ้าน และดนตรีสากล เช่น ดนตรีพื้นบ้าน “เปอร์มูดาอัสลี” สิละคณะ “PerSHap” ดิเกร์ฮูลูเยาวชนเฌอบูโด พยัต ภูวิชัย เซอร์แมนติก วาบูแล : เร้กเก้มลายู ฯลฯ และภาพยนตร์สั้นเกี่ยวกับสันติภาพชุด “แสงใต้” โดยกลุ่มเยาวชนและผู้ผลิตภาพยนตร์มืออาชีพ จเด็จ กำจรเดช หนึ่งในนักเขียนซีไรต์ที่เดินทางมาร่วมงานสำคัญครั้งนี้ เขียนกวีบทหนึ่งชื่อ “คงเหลือใครสักคนไว้ฟังเพลง” ว่า ฉันจะสร้างกีตาร์สักตัวในเมืองนี้ เดินหาไม้ในซากตึกไหม้ไฟ เลือกได้กิ่งไม้ท่อนหนึ่งที่หักโค่นจากแรงระเบิด หาไม้อีกสองชนิดเพื่อประกบให้ได้เนื้อสีและลวดลายต่างกัน คุ้ยหาหัวน๊อตและตะปูเพื่อใช้เป็นส่วนประกอบอื่นๆ ฉันจะต้องหาเลื่อยหรือมีดหรือดาบถากไม้และตัดแต่งเป็นทรง หาเศษสายไฟที่หลงเหลือในซากรถมารอไว้ จะมีลวดอะไรทำสายทั้งหกได้ดีกว่าลวดหนามพวกนี้นะ สีสเปรย์เกลื่อนถนนยังพอเหลือให้พ่นหลังขึ้นรูปเสร็จ อีกสามสี่เดือนคงจะหาสายลวดครบทั้งหกเส้น  อีกหกเดือนคงเสร็จและตั้งสายได้ นิ้วฉันเหลือข้างละสองนิ้วคงพอเล่นได้เป็นบางเพลง ฉันจะหาใครในเมืองนี้มาฟังได้สักคนไหม เมื่อมนุษย์ยังฝันถึงสันติภาพ สิ่งสำคัญคือการที่ทุกคนต้องหาโอกาส ช่วยกันลงมือทำงานสร้างสรรค์ อย่าปล่อยเพียงให้กระแสลมพายุโหมพัด พากรวดทรายเม็ดร้าวเคลื่อนไปอย่างไร้ทิศทางบนโลกอันแสนเดียวดาย “ชีวิตและชะตากรรม” ก็เป็นเช่นเดียวกัน เป็นทุกคนที่ต้องกุมชะตาตนเอง มิใช่รอเพียง “ลมลวง” จากใคร
สยามรัฐออนไลน์ |