“มัสยิดตะโละมาเนาะ”

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ “มัสยิดวาดีอัลฮูเซ็น” หรือ “มัสยิดตะโละมาเนาะ” เป็นที่รู้จักของคนโดยทั่วไปซึ่งมักจะเรียกกันติดปากว่า “มัสยิด 300 ปี” ถือเป็นมัสยิดเก่าแก่มีประวัติยาวนานแห่งหมู่บ้านตะโละมาเนาะ ต.ลุโบะสาวอ อ.บาเจาะ ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองนราธิวาส ประมาณ 25 กิโลเมตร ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 42 ถึงเขตพื้นที่บาเจาะ เข้าทางแยกบ้านบือราแง กล่าวกันว่าผู้สร้างมัสยิดแห่งนี้เมื่อ พ.ศ.2167 คือ “วันฮูเซ็น อัส-ซานาวี” ผู้อพยพมาจากบ้านสะนอยานยา จ.ปัตตานี แรกสร้างมีลักษณะเป็นเพียงหลังคามุงใบลานแบบเรียบง่าย ก่อนจะเปลี่ยนเป็นกระเบื้องดินเผา ส่วนชุมชนข้างเคียงมีหลักฐานว่า ครั้งหนึ่งเคยเป็นแหล่งผลิตคัมภีร์อัลกุรอานที่เขียนด้วยมือมีชื่อเสียงขจรกระจายไกล อย่างไรก็ตาม สิ่งโดดเด่นประการหนึ่งที่มักถูกหยิบยกมากล่าวถึงกันเสมอของมัสยิดแห่งนี้ คือ ลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่แตกต่างจากมัสยิดทั่วไป ด้วยเป็นอาคาร 2 หลังติดต่อกัน สร้างด้วยไม้ตะเคียนทั้งหลัง ใช้ไม้สลักแทนตะปู รูปทรงอาคารเป็นแบบไทยพื้นเมืองประยุกต์เข้ากับศิลปะจีนและมลายู ได้รับการออกแบบอย่างลงตัว เหนือหลังคามีฐานมารองรับจั่วบนหลังคาอยู่ชั้นหนึ่งกลายเป็นส่วนเด่นสุดของอาคาร ส่วนหออาซานซึ่งมีลักษณะเป็นเก๋งจีนตั้งอยู่บนหลังคาส่วนหลัง  ฝาเรือนใช้ไม้ทั้งแผ่นแล้วเจาะหน้าต่าง ช่องลมแกะเป็นลวดลาย ใบไม้ ดอกไม้สลับลวดลายจีนอย่างกลมกลืนเป็นเอกลักษณ์  ช่วงที่ผ่านมา ชาวบ้านตะโละมาเนาะใช้มัสยิดแห่งนี้เป็นสถานที่ประกอบพิธีศาสนกิจเป็นประจำ นอกจากนี้ยังมีความรักและหวงแหนมาก เนื่องจากมีเอกลักษณะและเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่งดงาม ส่วนนักท่องเที่ยวหรือผู้พิสมัยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต หรือศิลปวัฒนธรรม ก็มักแวะไปเยี่ยมเยือนสัมผัส “มัสยิด 300 ปี” อยู่อย่างสม่ำเสมอ กระทั่งวันหนึ่งดูเหมือนสิ่งเปลี่ยนแปลงกำลังรุกเข้าสู่ชุมชนและมัสยิดแห่งนี้ ข่าวคราวหรือเรื่องราวต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นเวลานี้ ดูเหมือนจะได้สะท้อนอะไรไว้มากมายกลายเป็นปมปัญหาละเอียดอ่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งระหว่างการแถลงข่าวผลประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันอังคารที่ 21 มีนาคมที่ผ่านมาว่า ผมได้ย้ำไปแล้ว ซึ่งไม่ได้เฉพาะกรณีนี้ แต่บริษัทใดก็ตามที่ล้มละลาย ทิ้งงาน หรือบริษัทใดที่มีการเปลี่ยนชื่อผู้บริหาร หรือจดทะเบียนใหม่ จะให้เข้ามารับงานใหม่อีกไม่ได้ ได้สั่งการให้กระทรวงการคลัง โดยกรมบัญชีกลางไปหามาตรการมาว่าจะทำอย่างไรไม่ให้คนเหล่านี้เข้ามามีที่ยืนในการประกอบธุรกิจอีก” ซึ่งนั่นเป็นสืบต่อเนื่องจากที่ปรากฏเป็นข่าวว่า บริษัทรับจ้างปรับปรุงแหล่งเรียนรู้มัสยิด 300 ปีที่บาเจาะ งบประมาณเกือบ 150 ล้านบาท ถูกตรวจสอบพบว่าเป็น “บริษัทล้มละลาย” ที่มาที่ไปของเรื่องราวที่เกี่ยวกับ “โครงการพัฒนาแหล่งเรียนรู้มัสยิด 300 ปี” ดูเหมือนจะถูกสะท้อนอย่างชัดเจนผ่านจดหมาย “ผลกระทบภาพลักษณ์ของประเทศไทย กับ โอไอซี ในโครงการแหล่งเรียนรู้ตะโละมาเนาะ มัสยิด 300 ปี” ที่ “มูฮำมัดซูลฮัน ลามะทา” รองประธาน ชมรมอิหม่าม คอเต็บ บิหลั่น ประจำอำเภอบาเจาะ ในฐานะตัวแทนชมรมฯ ตัดสินใจเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ยื่นหนังสือให้กับ 3 หน่วยงาน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลระงับโครงการฯ เนื้อหาในจดหมายร้องเรียนร่ายเรียงว่า “ด้วยโครงการแหล่งเรียนรู้ตะโละมาเนาะ มัสยิด 300 ปี อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส เกิดขึ้นจากประชาชนในพื้นที่บ้านตะโละมาเนาะ ได้เสนอขอโครงการฯ ต่อองค์กรความร่วมมืออิสลาม หรือ OIC (Organization of the Islamic Cooperation) เมื่อครั้งที่ตัวแทน OIC เดินทางไปเยี่ยมชมมัสยิดตะโละมาเนาะ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2555 ต่อมา ทางศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ได้เข้ามาจัดทำประชาคมกับประชาชนในพื้นที่ เพื่อแสดงความตั้งใจที่จะให้การสนับสนุนโครงการดังกล่าวของรัฐบาลโดยไม่ต้องขอรับการสนับสนุนจาก OIC เพื่อที่จะรักษาภาพลักษณ์ของประเทศไทยในการดูแลโบราณสถานที่สำคัญของประเทศ ทั้งนี้ อิหม่ามประจำมัสยิด 300 ปี และชมรมอิหม่ามฯ อำเภอบาเจาะ ได้บอกเงื่อนไขสำคัญต่อ ศอ.บต. ว่า การดำเนินการโครงการ จะต้องให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมมากที่สุด แต่อยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย เพราะที่ผ่านมา ทางกรมศิลปากรได้วางงบประมาณในการที่จะบูรณะมัสยิด แต่ได้รับการต่อต้านจากชาวบ้านและยุติโครงการไปในที่สุด” ต่อมา เป็นเรื่องน่ายินดีเมื่อเงื่อนไขที่ชาวบ้านเสนอ ได้รับการตอบรับจาก ศอ.บต. เป็นอย่างดี และได้อนุมัติเงินอุดหนุนทั่วไปให้กับชมรมอิหม่ามฯ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการทำแบบเพื่อก่อสร้างเป็นจำนวนเงิน 1,930,200 บาท และปี 2556 ทางคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบประมาณจำนวน 200 ล้านบาท เพื่อดำเนินการโครงการฯ อย่างไรก็ตาม ข้อความในจดหมายร้องเรียนให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัญหาเริ่มเกิดขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งเลขาธิการ ศอ.บต. พร้อมกับมีการรื้อคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการชุดต่างๆ ของโครงการฯ จากเดิมกรรมการส่วนใหญ่มาจาก “ภาคประชาชน” มาเป็น “ข้าราชการ” เกือบทั้งหมด ซึ่งทางชมรมฯ เห็นว่าเป็นการดำเนินการที่ผิดวัตถุประสงค์ของโครงการฯ ขณะเดียวกัน มีการชี้แจงความคืบหน้าและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดต่อตัวแทน OIC รวมถึงทำหนังสือร้องเรียนไปยังหลายหน่วยงานเพื่อให้ตรวจสอบการดำเนินการ กระทั่งในที่สุด ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนไปยัง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท.) ซึ่งได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2560 พร้อมกับสำนักข่าว Thai PBS และมีการออกอากาศเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2560 ต่อมาเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2560 รายการล่าความจริง ช่อง NOW26 ได้ตรวจสอบบริษัทที่ทาง ศอ.บต. จัดจ้างโครงการ ปรากฏว่าเป็น “บริษัทที่ล้มละลาย” ตราบกระทั่งวันที่ 21 มีนาคม 2560 หลังประชุม ครม. นายกรัฐมนตรี จึงได้สั่งการให้ตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน ดังที่ปรากฏเป็นข่าว และสื่อหลายสำนักต่างติดตามอย่างต่อเนื่อง ในท้ายของจดหมายร้องเรียนสำแดงถึงเจตนารมณ์ว่า “จากลำดับเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้มีการหารือกันและได้ข้อสรุปว่า การทำงานและผลลัพธ์ที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นถึงความไม่จริงใจของ ศอ.บต. จากเดิมการริเริ่มโครงการฯ นี้เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีกับประเทศไทยกลับกลายเป็นภาพลบต่อโลกมุสลิม ในนามของชมรมอิหม่ามฯ ซึ่งประกอบด้วยประชาชนในชุมชนทั่วทั้งพื้นที่ ซึ่งมีวิถีชีวิตแนบแน่นกับมัสยิดตะโละมาเนาะสืบเนื่องมายาวนานมาเกือบ ๔๐๐ ปี มีความเห็นว่า หากโครงการนี้ยังคงเดินต่อภายใต้ปัญหาความไม่โปร่งใสและขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างนี้ จะเป็นการสร้างรอยร้าวใหม่ในพื้นที่ซึ่งจะกลายเป็นการเพิ่มประเด็นความขัดแย้งให้ร้าวลึกและกว้างขวางออกไปอีก จึงขอให้รัฐบาลยุติโครงการฯ นี้อย่างเร่งด่วน” เรื่องราวปัญหาที่เกิดขึ้นจะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องรอให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายมาร่วมตรวจสอบ พิสูจน์ความจริง และหาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อน มีตัวละครหรือผู้มีส่วนสัมผัสสัมพันธ์หลายภาคส่วน จึงอาจสร้างผลกระทบต่อชุมชน สังคม และ “ภาพลักษณ์” ของหน่วยงานในหลายมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้วจะส่งผลต่อเนื่องอีกหลายเงื่อนปมต่อการแก้ไขปัญหาไฟใต้ ซึ่งล้วนเป็นปมคำถามคาใจคนพื้นที่มายาวนาน
สยามรัฐออนไลน์ |

ที่ดิน “บูโด”

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ ประเด็นเรื่อง “ที่ดินบูโด” เป็นปัญหายืดเยื้อที่เกิดขึ้นมายาวนาน และผู้เขียนเคยนำเสนอหลายครั้ง เพราะเกี่ยวข้องกับปัญหาที่ภาครัฐประกาศใช้ “กฎหมายอุทยานแห่งชาติ” ทำให้เกิดปัญหาทับที่ดินทำกินของชาวบ้านแถบเทือกเขาบูโด เป็นข้อพิพาททับซ้อนกับเขตอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2508 ที่มีการประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติ และปี พ.ศ.2542 เมื่อมีการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ ส่งผลให้ชาวบ้านไม่สามารถถือครองที่ดินทำกินได้อย่างยั่งยืน จึงได้ลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องเรื่องนี้อย่างจริงจังด้วยประจักษ์ถึงความไม่เป็นธรรมจากกฎหมายที่ดิน โดยเฉพาะผู้ที่ติดตามเรื่องราวเกี่ยวกับการจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ คงรู้จักชื่อเสียงของ “เปาะจิแห่งเทือกเขาบูโด” หรือ “ดือราแม ดาราแม” เป็นอย่างดีในฐานะ “ปราชญ์ชาวบ้านอาวุโส” หนึ่งในแกนนักต่อสู้เชิงความคิดเพื่อแสวงหาหนทางแก้ปัญหาใหญ่เรื่องการจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติ ก่อนจะมอบไม้ต่อให้กับนักสู้เพื่อความเป็นธรรมรุ่นถัดมาอีกหลายคน โดยเมื่อ 2 ปีก่อน เกิดเรื่องราวอีกประเด็นหนึ่งที่เป็นข่าวใหญ่โต นั่นก็คือการ “ร่วมโค่นยางคืนความเป็นธรรมให้บูโด” ที่อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส เสมือนเป็นสัญลักษณ์การ “ลุกขึ้นสู้” อีกครั้งของชาวบ้านในเรื่องปัญหาที่ดินทำกินที่ถูกประกาศเขตอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี ทับซ้อน โดยเวลานั้น ผศ.ธนพร ศรียากูล ที่ปรึกษาคณะทำงานที่ดินทำกิน 3 จังหวัดภาคใต้ (ศอ.บต.) ในฐานะผู้แทนเครือข่ายปัญหาที่ดินเทือกเขาบูโด-สุไหงปาดี กล่าวถึงกิจกรรมโค่นต้นยางแรกว่า เป็นการแสดงออกของพี่น้องชาวบูโดพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่รวมตัวกันสะท้อนความเดือนร้อนที่ต้องเผชิญซึ่งเกิดจากการประกาศเขตอุทยานทับทำกินที่เรื้อรังมากว่า 50 ปี รวมทั้งกฎหมายรัฐที่เกิดความล่าช้า โดยให้เหตุผลสำคัญประการหนึ่งว่า เป็นผลจากการเข้ามาของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ที่ได้ประกาศใช้แผนแม่บทของ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ทำให้กระบวนการที่ชาวบ้านเรียกร้องมาและได้รับการรับรองตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 4 ตุลาคม 2557 ไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ ย้อนไปในวันนั้น นอกจากจะมีชาวบ้านจำนวนมากเข้าร่วมแล้ว ยังมีเครือข่ายที่ทำงานร่วมกับชาวบ้านในปี 2555–2557 เข้าร่วมอีกด้วย รวมถึงตัวแทนหน่วยงานของรัฐ เครือข่ายประชาชนจากหลายภาคส่วน สิ่งที่ชาวบ้านวาดหวังต้องการ คือ การลงมาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังจากศูนย์กลาง เพราะอำนาจหน้าที่ตามบัญญัติของ ศอ.บต. ไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ แต่ ศอ.บต. จะทำหน้าที่เป็นข้อต่อเพื่อให้ศูนย์กลางลงมาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ทั้งยังทำหน้าที่เป็นเวทีกลางระหว่างชาวบ้านกับนโยบายของรัฐ กระทั่งล่าสุด ปัญหาเรื่องที่ดินบูโด ดูเหมือนจะคืบหน้าไปอีกวาระหนึ่งอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อ “จำนัล เหมือนดำ” ผู้แทนพิเศษของรัฐบาล และคณะ ศอ.บต. ได้เปิดประชุมติดตามความคืบหน้าการเดินสำรวจและออกเอกสารสิทธิให้กับราษฎรที่อยู่อาศัย  พร้อมมอบโฉนดที่ดินให้ชาวบ้านตำบลละโละ อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส โดยเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2560 ที่ ศูนย์อำนวยการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และบริเวณพื้นที่นอกเขตอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส จำนัล เหมือนดำ ผู้แทนพิเศษของรัฐบาล พร้อมด้วย ว่าที่ร้อยตรีชลิต มณีรัตน์ ผู้อำนวยการส่วนกิจการมวลชน ศอ.บต. เป็นประธานการประชุมติดตามความคืบหน้า การเดินสำรวจและออกเอกสารสิทธิให้กับราษฎรที่อยู่อาศัยโดยเขตรอบอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี โดยมี จำรัส เลื่อนแป้น ผู้อำนวยการศูนย์เดินสำรวจที่ดินจังหวัดนราธิวาส (1) ปัตตานี-ยะลา เจ้าหน้าที่ศูนย์อำนวยเดินสำรวจที่ดินจังหวัดนราธิวาส (1) ปัตตานี-ยะลา ร่วมประชุม ภายหลังจากการประชุมแล้ว คณะได้ลงพื้นที่พบปะเครือข่ายบูโด และตรวจสอบการเดินรังวัดแปลงที่ดิน ที่บ้านกูแว หมู่ 5 ตำบลลูโบะบายะ อำเภอยี่งอ  จังหวัดนราธิวาส โดยมี ยาลา ใบกาเด็น นายอำเภอยี่งอ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนา และเจ้าหน้าที่ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน ร่วมด้วย เป้าหมายเพื่อสอบถามความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และสร้างขวัญและกำลังใจ รวมทั้งส่งเสริมการดำเนินชีวิตตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ประเด็นสำคัญในวาระเดียวกันนี้ คือการที่ จำนัล เหมือนดำ ผู้แทนพิเศษของรัฐบาล ได้เป็นประธานพิธีมอบโฉนดที่ดินตามโครงการ “แจกโฉนดที่ดินทั่วทิศ พัฒนาคุณภาพชีวิต ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง” ที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หมู่ 7 ตำบลละโละ อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส รวมจำนวน 175 แปลง  95 ราย ในเขตรอบอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี โดยมี ยะยาห์ ปะนาฆอ นายอำเภอรือเสาะ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำศาสนา บัณฑิตอาสาและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมกิจกรรม “รัฐบาลโดยกระทรวงมหาดไทย และกรมที่ดิน มีนโยบายที่จะเร่งรัดให้มีการออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินทำกินให้แก่พี่น้องประชาชน เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน ที่ต้องการมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินสำหรับการครอบครองและใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดิน รวมทั้งถือเป็นหลักทรัพย์สำคัญ ในการสร้างความมั่นคงให้กับตนเองและครอบครัว   พร้อมกับสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในการใช้ประโยชน์ที่ดิน วันนี้เป็นการมอบโฉนดที่ดินให้แก่ประชาชนในตำบลละโละ หมู่ที่ 1, 4, 7 และ 8  ขอเป็นกำลังใจและชื่นชมประชาชนและเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น ที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ดินที่นี่มีความสมบูรณ์ อยากให้ประชาชนใช้ประโยชน์ให้มีคุณค่ามากที่สุด” คำกล่าวของ จำนัล เหมือนดำ ผู้แทนพิเศษของรัฐบาล ดูเหมือนจะสร้างความพึงพอใจให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมาก และสะท้อนถึงการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ กรมที่ดินและสำนักมาตรฐานการออกหนังสือสำคัญ โดยศูนย์อำนวยการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินจังหวัดนราธิวาส (1) ปัตตานี–ยะลา ได้สนองนโยบาย ในปีงบประมาณ 2560 ได้ดำเนินการสำรวจรังวัดทำแผนที่ดินเพื่อออกโฉนดที่ดินในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ปัตตานี และยะลา ตามโครงการแจกโฉนดที่ดินทั่วทิศ พัฒนาคุณภาพชีวิต ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง  สำหรับผลการดำเนินงานโครงการได้ผลตามเป้าหมาย ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดียิ่งจากทุกภาคส่วน รวมทั้งส่วนท้องถิ่นและประชาชน  “พวกเรารู้สึกดีใจมาก ที่วันนี้มัสยิดได้รับโฉนดที่ดิน ต้องขอบคุณทางรัฐบาล ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ และกรมที่ดิน ที่ร่วมกันช่วยเหลือชาวบ้าน การที่มัสยิดได้รับโฉนดทำให้เราสามารถก่อสร้างอาคารเรียนตาดีกาให้กับเด็กในหมู่บ้านได้ ต้องขอขอบคุณแทนชาวบ้านเป็นอย่างมาก ที่รัฐบาลให้ความจริงใจช่วยเหลือชาวบูโดให้สามารถดำเนินชีวิตอย่างมีคุณภาพต่อไป” คำพูดจาก อับดุลมานัพ ดอลอ โต๊ะอีหม่ามมัสยิดนูรูลยากีน หมู่ 7 ตำบลละโละ อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส ที่กล่าวแทนใจชาวบ้านทั้งหมด เหมือนจะสะท้อนความพึงพอใจของชาวบ้านได้เป็นอย่างดี และเป็นหนึ่งในบทพิสูจน์ว่า ปัญหาหรือโครงการอะไรก็ตาม หากภาครัฐให้ความใส่ใจ ทุ่มเท ร่วมวางแผน ร่วมแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ไม่ทำแบบ “ลูบหน้าปะจมูก” ย่อมจะสร้างคุณประโยชน์และแก้ไขปัญหาอื่นๆ ที่ละเอียดอ่อน อันจะนำไปสู่การคลี่คลายปัญหาอื่นๆ ติดตามมาได้ไม่ยากนัก
สยามรัฐออนไลน์ |

Mubarad Salaeh

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ ต้นเดือนมีนาคม 2560 ที่ผ่านมา มีการจัดกิจกรรม Book Club (Read for Change) ณ ร้านกาแฟอะนาโตมี่ (ใต้ตึกพรีคลินิก มอ.ปัตตานี) โดย “กลุ่ม Book Club” ซึ่งเป็นการรวมตัวของคนที่มีความแตกต่างหลากหลายในกลุ่มนักกิจกรรม นักวิชาการ นักสื่อสาร และศิลปิน โดยการรวมกันของทุกคนเป็นการรวมตัวอย่างหลวมๆ เชิงจิตอาสา ตั้งอยู่บนฐานความสนใจร่วม คือ อยากเห็นปาตานี/ชายแดนใต้ มีวัฒนธรรมสังคมแห่งการอ่าน ทำกิจกรรมกันบนต้นทุนและความร่วมมือเท่าที่มีอยู่ วาระแรกของการจัดกิจกรรมมีการพูดคุยกันในประเด็น “แชร์กันอ่าน (Why do you read?) นำไปสู่การร่วมพูดคุยเสวนาแลกเปลี่ยนว่าด้วย “วัฒนธรรมการอ่าน” ที่น่าสนใจในพื้นที่ชายแดนใต้ นั่นทำให้ผู้เขียนมีโอกาสติดตามมุมมองที่น่าสนใจหลากหลายมุมมองจากการเกิดกิจกรรมดีๆ ครั้งนี้ รวมถึงหวนรำลึกถึงเส้นทางชีวิตของชายหนุ่มแววตามุ่งมั่นคนหนึ่งที่ชื่อ “มูบารัค สาและ - Mubarad Salaeh” เด็กกลางห้องบุ๊คคลับที่พูดถึงกิจกรรมบุ๊คคลับในวันนั้นว่า “ถ้าจะพูดก็คงเป็นคำถามว่าทำไมเราจึงต้องอ่านหนังสือ ทำไมหนังสือที่เราเลือกหรือหนังสือที่เราชอบถึงบ่งบอกความเป็นเราได้ ส่วนที่อยากให้แก้ไขก็คงเป็นเรื่องของการเน้นย้ำประเด็นให้ชัดเจนกว่านี้ เราน่าจะใช้วิธีเลือกหนังสือมาเล่มหนึ่ง และเอามาถกเถียงกัน อะไรแบบนี้” มูบารัค สาและ เป็นเพียงตัวอย่างของคนรุ่นใหม่คนหนึ่งในพื้นที่ที่เผชิญปัญหาความไม่สงบมาอย่างต่อเนื่องกว่าทศวรรษ ในฐานะชาวนราธิวาสโดยกำเนิดที่มีความรัก ความฝัน ความมุ่งมั่น อนาคตบนเส้นทางการเขียนกำลังสดใส มีผลงานกวีตีพิมพ์ตามนิตยสารอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่ผู้เขียนสนใจ นอกจากเป็นเพราะเขาเป็นเสมือนตัวแทนความคิดของคนรุ่นใหม่แล้ว เขายังยอมรับตัวเองในฐานะคนป่วยที่ต้องต่อสู้กับโรคประจำตัวที่เรียกว่า “โรคจิตเภท” ชายหนุ่มคนหนึ่ง, จากความเป็นเด็กไม่เอาไหน เคยสอบได้ลำดับที่ 6 ของชั้นเรียนเมื่อศึกษาเล่าเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งเป็นความน่าภูมิใจเป็นนักหนา แต่เขากลับสะท้อนความรู้สึกอย่างมีนัยสำคัญว่า “มันมิได้มาซึ่งความยุติธรรม เพราะนั่นคือการลอก มิใช่ความมุ่งมั่นส่วนตัว” บทเรียนผิดพลาดเพียงครั้งนั้นครั้งเดียวที่เขาตระหนัก เมื่อเขารู้และเข้าใจ ต่อมาเขาก็ไม่เคยที่จะได้ 1 ใน 10 อันดับของชั้นเรียนอีกเลย หนำซ้ำ ยังได้ลำดับที่ท้ายของชั้นเรียนจนถึงจบประถมปีที่ 6 เลยทีเดียว เขายอมรับว่าผลการเรียนของเขาไม่เคยสวยหรูกว่าใครอื่น แม้แต่เรียนช่วงมัธยมก็อย่าวาดหวังจะไต่เต้าถึงเกรด 3.00 จนเมื่อเวลาผ่านพ้นช่วงเยาว์วัย ทางครอบครัวจึงตัดสินใจสนับสนุนให้เขาไปศึกษาเล่าเรียนต่อระดับมัธยมปลายที่มาเลเซีย ที่นั่นเอง ทำให้เขามีชีวิตอยู่กับตนเองมากขึ้น ด้วยคะแนนสอบผ่านได้หมด 5 วิชาเพื่อเป็นฐานต่อในระดับมหาวิทยาลัย แต่เมื่อย่างกรายเข้าสู่ระบบมหาวิทยาลัยช่วงชั้นปีที่ 1 ณ Multimedia University ในเมือง Cyberjaya ของเมืองกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซียแล้ว สภาพสังคมซึ่งมีความแข่งขันสูงเป็นยิ่งนักส่งผลกระทบต่อจิตใจอย่างรุนแรง ทำให้ก่อเกิดสภาวะโรคซึมเศร้าอยู่นาน 3 เดือน จนเมื่อได้กลับบ้านช่วงปิดเทอม ครอบครัวและพี่น้องจึงเห็นเขาเปลี่ยนไปจากเดิม ผ่านความเงียบไม่พูดกับใครใดอื่นทั้งสิ้น และกระทั่งโกรธโมโหเมื่อไม่พอใจกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เขาจึงถูกส่งตัวไปรับยาและรับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ เพราะอาการ “ไม่ปกติ” ที่คนรอบข้างสัมผัสได้ ภาระของโรคซึมเศร้าที่เขาต้องแบกรับนั้น ทำให้ต้องลาออกจากรั้วมหาวิทยาลัยนาน 6 เดือน กระทั่งเมื่ออาการดีขึ้นจึงตัดสินใจเริ่มเรียนการศึกษาใหม่ ณ สถานที่ใหม่คือ “มหาวิทยาลัยกรุงเทพ” ซึ่งที่นั่นเองเป็นการเปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ สำหรับเขา ได้สัมผัสความหลากหลายของชนชั้น เก็บเกี่ยวประสบการณ์แปลกใหม่มากมาย และเมื่อครั้งมีงานมหกรรมสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ เขามีโอกาสไปเดินเที่ยวสัมผัสที่นั่นเป็นครั้งแรก ได้รู้จักหนังสือมากมายที่ไม่เคยอ่านมาก่อน ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาเองก็ไม่ใช่นักอ่านด้วยซ้ำไป สุดท้ายจึงเลือกซื้อหนังสือที่ตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าเป็นวรรณกรรมหรือหนังสือสร้างสรรค์ หนังสือ 2 เล่มสำคัญที่ตัดสินใจควักเงินซื้อในครั้งนั้น หนึ่งคือหนังสือเรื่อง “คนนอก” ของ อัลแบร์ กามู และอีกหนึ่งคือ “ความฝันของคนวิกลจริต” โดย ฟีโอดอร์ ดอสโตเยฟกี ซึ่งเมื่อได้หนังสือมาแล้ว กลับอ่านด้วยความหดหู่กับเนื้อหาในหนังสือทั้ง 2 เรื่องที่ได้ละเลียดอ่าน ประกอบกับการแบกภาวะของโรคซึมเศร้าที่มีอยู่ จึงจมปลักกับตัวเองมากขึ้น ทบทวนในสิ่งที่เขาอ่านเป็นเช่นใด ยิ่งมีอิทธิพลต่อตัวตนมากขึ้น การอ่านมิได้เป็นเพียงความเพลิดเพลินสำหรับเขาอีกต่อไป หากทว่ายังทำให้มีจังหวะชีวิตอยู่กับตัวเองมากขึ้นเป็นทบเท่าทวีคูณ เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้คิดทบทวนเพื่อลาอออกจากมหาวิทยาลัย เพื่อแสวงหาสิ่งที่ใฝ่ฝันจะทำโดยแท้จริง ถึงแม้จะยอมรับว่าการศึกษาเป็นค่านิยมที่ทำให้ผู้คนยอมรับในระดับหนึ่ง ทว่าไม่ใช่สำหรับเขาแม้แต่น้อย หลังลาออกจากมหาวิทยาลัยได้เพียง 3 เดือน โรคเก่าๆ ก็แสดงอาการกำเริบซ้ำอีกครั้ง ขณะอยู่ในช่วงเวลาที่อยากหยุดยาด้วยตนเองโดยไม่ต้องพึ่งหมออีกต่อไป ทำให้คราวนี้เขาถูกส่งไปรักษาที่โรงพยาบาล มอ. นานถึง 55 วัน และที่นั่นเองก็ได้ก่อเกิดงานเขียนขึ้นมา โดยที่ตัวเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่ลงมือเขียนคือ “บทกวี” ประเภทหนึ่ง หรือที่เรียกกันว่า “กวีไร้ฉันทลักษณ์” นั่นเอง เพราะช่วงผ่านทุกข์ผ่านหนาว ผ่านวันเวลาอันปวดร้าวกับความซึมเศร้าที่ถาโถมเข้ามาในชีวิต ระยะเวลาที่พักฟื้นในห้องรักษาตัวจิตเวช เขามีโอกาสพบปะสนทนาผู้คนหลายชนชั้นหลากรูปแบบที่มีอาการทางจิตเวชลักษณะเดียวกัน แต่ละคนมีโรคประจำตัวแตกต่างกัน ต่อมา คำถามและคำตอบที่เก็บซับ ถูกเปลี่ยนผันประดิษฐ์ถ้อยเป็นบทกวีหลายชิ้นงานในช่วงเวลานั้น บ้างก็อ่านให้ผู้ป่วยคนอื่นฟังถึงความทุกข์เศร้า บ้างแลกเปลี่ยนความคิดถึงชีวิตที่หม่นหมองและความวาดหวังในอนาคต เขาเข้าใจตัวเองมากขึ้นว่าตนเองไม่ได้ต่างอะไรไปจากคนเหล่านั้นเลย ที่ต้องการระบายความเศร้าโศกที่หนักอึ้งอยู่ในจิตใจผ่านงานเขียนร่ายเรียงเป็น “กวีนิพนธ์” เมื่อรักษาอาการป่วยจนหายและออกจากโรงพยาบาล หรือ “โรงพยายาลบ้า” ในความคิดของเขา ความเศร้าหมองที่ได้รับมาเป็นแรมปีทำให้เขาประจักษ์ถึงคุณค่าของชีวิตมากขึ้น เช่นที่เขาเปรียบเปรยเสมอว่า “ดั่งความรู้สึกที่ไม่อาจรู้รสชาติแสนอร่อยของแอปเปิ้ลผลดีๆ นอกเสียจากจะได้ลิ้มลองผลที่เน่าเปื่อยไร้รสชาติมาก่อน คล้ายกับชีวิตที่ว่าคนเรามุ่งเสพความสุขสบายจนลืมตัว ย่อมไม่อาจรู้ว่าคนที่มีความยากลำบากกับชีวิตมันแสนรันทดแค่ไหน หากเราไม่เคยมีชีวิตทั้งช่วงเวลา ตัวเราเองก็อาจจะยังหาความสุขสมหรือความพอดีในจิตใต้สำนึกของเรา” หนังสือรวมบทกวีเล่มแรกของเขา “ฉันมองดวงจันทร์ขึ้นในยามเช้า” มุ่งสื่อนัยยะว่า ผู้คนส่วนใหญ่มักมองเห็นดวงจันทร์ยามค่ำคืน แต่เขากลับเห็นมันปรากฏชัดในยามเช้า เนื้อหาส่วนใหญ่มุ่งบอกกล่าวถึงด้านมืดของคน หรือด้านตรงข้ามที่มนุษย์ไม่รู้จัก ทำให้ผู้อ่านรับรู้ถึงอีกด้านหนึ่งของสังคมที่ไม่เคยรับรู้มาก่อน หรือเป็นอีกด้านที่เลวร้ายเกินเยียวยา ก่อนจะเปิดตัวอีกเล่มตามมาในชื่อ “เจ็บปวดจึงเป็นกวี” ทั้ง 2 เล่ม เขาบอกว่าไม่ใช่กวีที่ถ่ายทอดออกมาจากปลายด้ามปากกาเท่านั้น หากแต่เป็นงานที่ขุดร่างออกมาในความเป็นธรรมของตัวตนด้วยเช่นกัน เส้นทางชีวิตของเขา “มูบารัค สาและ - Mubarad Salaeh” เป็นเพียงหนึ่งในภาพตัวอย่างสะท้อนให้เห็นการต่อสู้ดิ้นรนของคนรุ่นใหม่ที่ผ่านพ้นความเจ็บปวดรวดร้าว กระทั่งสร้างเนื้อหางานที่สร้างสรรค์ออกมาได้อย่างชวนสนใจใคร่ติดตาม แต่กับอีกหลายคนที่ยังคงเผชิญปัญหาเลวร้ายอยู่ในพื้นที่ชายแดนใต้ จะมีใครอีกสักกี่คนที่สามารถนำพาตัวเองหลุดพ้นจากสถานการณ์ไม่พึงปรารถนาได้ ด้วยปัจจัยแวดล้อมที่กดดันชีวิตนั้น - มีมากเหลือเกิน
สยามรัฐออนไลน์ |

นวัตกรรมใหม่ของมหา ’ลัยป่า

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ จากวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พลเอก อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม/หัวหน้าผู้แทนพิเศษของรัฐบาล และคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่วนหน้า หรือ คปต. ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานในพื้นที่ อ.เบตง จ.ยะลา เมืองต้นแบบการพัฒนาเพื่อการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน ตามโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยม มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” โดยมีเป้าหมายเพื่อเร่งรัดให้ส่วนราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตามโรดแม็พของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด และอยากจะเห็นพื้นที่ซึ่งเป็นจุดก่อตั้งโครงการจริง โดยเฉพาะ “โครงการก่อสร้างระเบียงกระจกชมทะเลหมอก” หรือ “สกายวอล์ค” ที่ยาวที่สุดในโลก ที่ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ กำลังเป็นกระแสในโซเชียลเน็ตเวิร์คอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลเชิงลึกของพื้นที่ทำให้ทราบว่า โครงการดังกล่าวไม่ได้เป็นโครงการเฉพาะกิจที่เพิ่งเกิดขึ้นมาเพื่อรองรับยุทธศาสตร์ “สามเหลี่ยม มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” เท่านั้น หากทว่าเป็นโครงการที่มีการขบคิดวางแผนมาตั้งแต่ปลายปี พ.ศ.2557 ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คือ องค์การบริหารส่วนตำบลอัยเยอร์เวง กับ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ เขต 13 นราธิวาส ตั้งแต่มีการสำรวจพื้นที่จัดทำจุดชมวิวทะเลหมอก เพื่อของบประมาณจากกลุ่มจังหวัดชายแดนภาคใต้ วงเงินงบประมาณ 5 ล้านในปีงบประมาณ 2558 ผ่าน สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดยะลา แรกเริ่ม มีความคิดจัดทำเป็น “มหา ’ลัยป่า” โดย อบต.ตำบลอัยเยอร์เวง ซึ่งมีโครงการอบรมเยาวชนอนุรักษ์ป่าฮาลาต่อเนื่องทุกปีบริเวณปากคลองฮาลา ด้วยการนำเยาวชนจากทุกหมู่บ้านในเขตพื้นที่รับผิดชอบ ไปอบรมเข้าค่ายเรียนรู้ธรรมชาติของป่าฮาลา-บาลา เรียนรู้การเขียน การถ่ายภาพ การสื่อสารเล่าเรื่องสู่สังคมภายนอก และศิลปะการวาดรูป เพื่อให้เยาวชนมีจิตสำนึกในการหวงแหนและอนุรักษ์ป่า เติบเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ สามารถเป็นกำลังสำคัญในการปกป้องป่าของชุมชน ในขณะที่สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 13 สาขานราธิวาส โดย “บุญเสริม พรมเสนะ” ผู้อำนวยการส่วนจัดการที่ดินป่าไม้ ก็มีแนวคิดที่จะส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะ “ป่าไม้” ให้คงอยู่คู่ชุมชนไปนานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งนี้ระดับบริหารของทั้ง 2 องค์กรต่างมีความคิดตรงกันว่า การที่จะทำให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการปกป้องรักษาป่าได้นั้น เขาต้องมีความรู้ก่อน เมื่อมีความรู้แล้วก็จะรัก เมื่อรักแล้วจะหวงแหน เมื่อหวงแหนเขาก็จะเข้ามามีส่วนร่วมกับทางราชการในการปกป้องรักษาป่า แทนที่จะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ หรือตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ที่มีกำลังน้อยนิด แถมไม่สามารถการันตีได้ว่า จะสามารถยืดหยัดต่อสู้กับนายทุนหรือชาวบ้านที่รุกป่าเพื่อที่ทำกิน โดยเฉพาะการรุกป่าเพื่อแปลงป่ามาเป็นสวนยางพาราและสวนทุเรียนได้ กลยุทธ์ที่สำคัญ คือ การทำให้ “พื้นที่ปิด” กลายเป็น “พื้นที่เปิด” ทำให้ที่ “มืด” กลายเป็น “แสงสว่าง” ให้ได้ การท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ จึงเป็นแนวทางที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ดังนั้น “ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง” คือการตอบโจทย์ที่มีประสิทธิภาพที่สุด เพราะสถิติของ อบต.ตำบลอัยเยอร์เวง ในปี 2559 มีนักท่องเที่ยวเข้ามาชมทะเลหมอกทั้งชาวไทยและต่างชาติกว่า 240,000 คน ทำเงินเข้าถึงมือประชาชนโดยตรงกว่า 20 ล้านบาท หลังจากเปิดจุดชมทะเลหมอกอัยเยอร์เวงในเดือนเมษายน 2559 มีธุรกิจใหม่ๆ ของชาวบ้านเกิดขึ้นหลายกิจกรรม ทั้งธุรกิจที่พักโฮมสเตย์มากกว่า 14 ราย ธุรกิจล่องแก่งคายักมากกว่า 7 ราย ร้านค้า ร้านอาหาร ธุรกิจนำเที่ยว เกิดปรากฏการณ์คนหนุ่มสาวออกมาโพสต์ภาพผ่านเฟซบุ๊ก ผ่านไลน์ แทบทุกวัน ความรู้สึกภูมิใจในความสวยงามและสมบูรณ์ของธรรมชาติที่งดงาม เป็นที่ชื่นชอบและชื่นชมในวงกว้าง เท่ากับว่ากลยุทธ์ในการดำเนินการขั้นแรก ในการชูการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ ทำให้ชาวบ้านได้ประโยชน์ ชาวบ้านรู้สึกรัก รู้สึกเป็นเจ้าของ รู้สึกตระหนักในความสำคัญของธรรมชาติที่สวยงาม ทำให้ชุมชนของตนเองเป็นที่รู้จักในแง่มุมที่ดี แทนที่จะเป็นพื้นที่น่ากลัวเหมือนเมื่อเอ่ยถึงเช่นครั้งอดีต หลังจากนั้น ปลายปี พ.ศ.2559 กลยุทธ์ต่อไปที่จะทำให้พื้นที่ได้รับการกล่าวถึงและเพิ่มแสงสว่างมากยิ่งขึ้น คือการนำนวัตกรรมเข้ามาเพื่อสร้างจุดสนใจให้ส่วนราชการส่วนกลาง นักท่องเที่ยว และผู้คน สนใจมากยิ่งขึ้น สอดแทรกการวางแผนเพื่อนำองค์ความรู้เรื่องธรรมชาติและความสำคัญของป่า เข้ามาเสริมให้ชาวบ้านในพื้นที่ ทำกันในลักษณะคู่ขนาน เป็นการจับมือกันทำงานแบบ “นอกกรอบ” ระหว่าง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กับหน่วยงานของกรมป่าไม้ ที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นในพื้นที่ใดๆ มาก่อน เนื่องเพราะเคมีไม่ตรงกัน หรือเพราะการปฏิบัติภารกิจไม่สอดรับกัน ระหว่างแนวทางการพัฒนาของ อปท. กับการป้องกันรักษาป่า อีกฝ่ายทำเพื่อตอบสนองความต้องการของชาวบ้าน กับอีกฝ่ายทำเพื่อปกป้องรักษาป่าของชาติด้วยกฎหมาย การก่อเกิด “โครงการก่อสร้างสกายวอล์ค” หรือ “ระเบียงชมหมอก” เป็นความร่วมมือในฝีมือการเขียนโครงการของ บุญเสริม พรมเสนะ ผู้อำนวยการส่วนจัดการที่ดินป่าไม้ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 13 สาขานราธิวาส กรมป่าไม้ กับ อารี หนูชุสุข ปลัดองค์การบริหารส่วนตำลอัยเยอร์เวง ตามมาตา 19 ในการขอใช้พื้นที่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือเจ้าหน้าที่ของกรมป่าไม้ จึงถือเป็นนวัตกรรมใหม่ของการพัฒนาร่วม เพื่อสร้างความสุขแก่ประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ เป็นนวัตกรรมในการใช้ทรัพยากรของชาติที่คุ้มค่าที่สุด โดยเฉพาะแผนแม่บทที่วางพื้นที่จุดชมวิวทะเลหมอกอัยเยอร์เวง ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ธรรมชาติ และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ ซึ่งทำให้เยาวชนคนที่สนใจป่าได้มีโอกาสเข้ามาศึกษาเรียนรู้ธรรมชาติป่าฮาลาอย่างลึกซึ้ง โดยไม่จำเป็นต้องไปบุกรุกเข้าป่าที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของพืชและสัตว์ที่หายาก เป็นเวทีให้นักศึกษา นักวิจัย ได้สืบค้นข้อมูลงานวิจัยที่ครอบคลุม และปฐมบทการเรียนรู้คุณค่าของป่า ของชุมชน ของคนเมือง และนักท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์รุ่นใหม่ๆ ได้มีองค์ความรู้ ตระหนักถึงความสำคัญในการลุกขึ้นมาปกป้องรักษาป่าที่เหลืออยู่ให้คงอยู่สืบไป ทั้งนี้ต้องขอชื่นชม บุญเสริม พรมเสนะ ผู้อำนวยการส่วนจัดการที่ดินป่าไม้ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 13 สาขานราธิวาส กรมป่าไม้ และ องค์การบริหารส่วนตำบลอัยเยอร์เวง ที่กล้าฉีกกฎของการปกป้องรักษาป่าด้วย “ปืน” ด้วย “กฎเหล็ก” มาเป็นการเข้าร่วมพัฒนาพื้นที่ “เป็นพวกเดียวกัน” ไม่เกิดความแปลกแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ในการสร้างเครือข่ายเพื่อปกป้องรักษาผืนป่า เป็นการตั้งโจทย์แบบเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง และเอาป่าเป็น “เป้าหมายร่วม” ในการปกป้องรักษา ให้การท่องเที่ยวกับการอนุรักษ์ต้องไปด้วยกันได้ และให้รัฐปรับตัวเพื่อร่วมกับท้องถิ่นในการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชน เรียกได้ว่าเป็น “นวัตกรรมใหม่ของมหา ’ลัยป่า” แทนที่จะต่างคนต่างทำ ต่างหน่วยงานต่างวิถีต่างวิธีคิด เช่นในอดีตที่ผ่านมา
สยามรัฐออนไลน์ |

แหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ เรื่องราวสืบเนื่องเกี่ยวกับ “โบราณคดี” คือหนึ่งในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ เพราะสามารถบ่งบอกหรือสะท้อนถึง “ภาพอดีต” ที่ต่อเชื่อมถึงโลกยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในพื้นที่พิเศษเช่น “ชายแดนใต้” ซึ่งมีเรื่องถกเถียงมากมายในประเด็นเหล่านี้ ผู้เขียนเคยอ่าน เคยติดตาม เรื่องราวเกี่ยวกับแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มาบ้าง แต่ก็ยอมรับว่ายังไม่ค่อยเห็นภาพอะไรชัดเจนมากนัก ตราบกระทั่งมีโอกาสพูดคุยกับ “กษมาณัชญ์ นิติยารมย์” แห่ง หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จึงได้รับทราบข้อมูลล่าสุดที่น่าสนใจยิ่งเกี่ยวกับแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ข้อมูลที่ได้รับ ทำให้สามารถประติดประต่อเรื่องราวตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ต่อเนื่องมาตามยุคสมัยแห่งการก่อร่างสร้างตัว กระทั่งถึงปัจจุบัน โดยพื้นที่ที่มีการค้นพบหลักฐานของแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ คือที่ “อำเภอเบตง” จังหวัดยะลา ซึ่งตั้งอยู่บนคาบสมุทรมลายูตอนกลาง ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างของประเทศไทย และสหพันธรัฐมาเลเซียตอนบน นับได้ว่าเป็นแหล่งอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เธอเล่าว่า “เบตง” มีความสำคัญในการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ เนื่องจากเป็นต้นน้ำแม่น้ำปัตตานีซึ่งเป็นแม่น้ำใหญ่สายสำคัญของภาคใต้ตอนล่าง จากเทือกเขาสันกาลาคีรี มีแนวทิวเขาสูงสุดเป็นเส้นเขตแดนกั้นพรมแดนระหว่างประเทศไทยและสหพันธรัฐมาเลเซีย มีน้ำไหลตลอดปี ความยาวประมาณ 145 กิโลเมตร มีพื้นที่ลุ่มน้ำรวม 3,858 ตารางกิโลเมตร ไหลผ่านหุบเขาด้านตะวันตกของ อำเภอธารโต ผ่าน อำเภอบันนังสตา ตัวเมืองยะลา แล้วจึงไหลผ่านอำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี และไหลลงสู่ทะเลอ่าวไทยที่ จังหวัดปัตตานี ในที่สุด ด้วยสภาพภูมิประเทศที่ “แม่น้ำปัตตานี” ไหลผ่าน ทำให้เป็นบ่อเกิดลำธารและคลองหลายสาย มีภูเขาลูกโดดอยู่โดยทั่วไป ลักษณะเหมาะแก่การตั้งถิ่นฐาน จึงปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์โบราณคดี แสดงถึงการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ต่อเนื่องจากบริเวณเพิงผาและถ้ำในเขต อำเภอเบตง อำเภอธารโต อำเภอบันนังสตา อำเภอยะหา และ อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา การตั้งถิ่นฐานสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์ การพบร่องรอยการตั้งถิ่นฐานอย่างชัดเจนและพัฒนาการสู่ชุมชนโบราณยะรัง ช่วงราวพุทธศตวรรษที่ 12-19 สืบต่อมาช่วงสมัยอยุธยา กระทั่งถึงสมัยรัตนโกสินทร์ จากการสำรวจร่องรอยหลักฐานทางโบราณคดีที่พบจากโบราณสถานและโบราณวัตถุ ทั้งหลักฐานบันทึกเอกสารต่างๆ รวมทั้งผลการขุดค้นและวิเคราะห์หลักฐานทางโบราณคดีจากแหล่งโบราณคดีถ้ำศิลป์ และเพิงผาถ้ำศิลป์ ที่พบทั้งหลักฐานสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่มีอายุในช่วงเดียวกันตั้งแต่ประมาณ 3000 ปีมาแล้ว และสมัยประวัติศาสตร์ปะปนกัน นอกจากนี้ พื้นที่บริเวณอำเภอเบตง ยังเป็นเส้นทางสัญจรทางน้ำข้ามคาบสมุทร ระหว่างเมืองโบราณ แหล่งโบราณคดี และชุมชนโบราณ เปิงกาลัน บูจัง รัฐเคดาห์ มาเลเซีย กับชุมชนเมืองโบราณยะรัง (ลังกาสุกะ) อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี สังเกตได้ว่าชาวบ้านยังเรียกต้นน้ำแม่น้ำปัตตานีที่เบตงว่าแม่น้ำ “ลังกาสุกะ” แสดงให้เห็นว่า มีการติดต่อกับชุมชนภายนอกที่มีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ หรืออาจจะเป็นการส่งผ่านมาจากชุมชนขนาดใหญ่ที่อยู่ไม่ห่างจากแหล่งโบราณคดีมากนัก ปัจจุบัน การสำรวจและศึกษาข้อมูลแหล่งโบราณคดีในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส) ยังมีค่อนข้างน้อย การตีความหลักฐานที่มีอยู่จะเป็นลักษณะเฉพาะที่หรือเฉพาะแหล่ง ขาดความต่อเนื่อง ผู้เกี่ยวข้องจำเป็นจะต้องศึกษาเพิ่มเติมให้ครอบคลุมพื้นที่ รวมทั้งการขุดค้นทางโบราณคดี เพื่อให้เห็นความเกี่ยวเนื่องทางวัฒนธรรมและพัฒนาการที่ชัดเจนต่อไป ทั้งนี้ แหล่งโบราณคดี “เพิงผาเขาถ้ำทะลุ” บ้านกุนุงจนอง หมู่ที่ 5 ตำบลกุนุงจนอง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เป็นหนึ่งในจุดสำคัญของการค้นพบครั้งนี้ โดยสภาพทั่วไปของแหล่งโบราณคดี เพิงผาเขาถ้ำทะลุ ตั้งอยู่บริเวณด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเขาถ้ำทะลุ เป็นภูเขาหินปูนลูกโดดขนาดเล็ก รายล้อมไปด้วยสวนยางมีลักษณะเป็นเพิงผาและถ้ำ มีบันไดทางขึ้นปูพื้นคอนกรีตและราวบันไดทำด้วยเหล็กระหว่างบันไดทางขึ้นเป็นที่พักสงฆ์ เพิงผาถ้ำอยู่สูงจากพื้นดินด้านล่างประมาณ 100 เมตร กว้างประมาณ 5 เมตร ถูกปรับพื้นปูด้วยกระเบื้อง ผนังก่ออิฐฉาบปูน เป็นที่ตั้งรูปเคารพ และบริเวณโดยรอบของภูเขาถ้ำทะลุมีแหล่งน้ำลำห้วยไหลผ่านลอดใต้ถ้ำหล่อเลี้ยงตลอดปี จากด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ไปออกทางด้านทิศเหนือ แล้วเลียบภูเขาด้านทิศตะวันออกไปยังทิศใต้ รวมกับแม่น้ำจากลำคลอง และลำห้วย เป็นแม่น้ำปัตตานี ไหลสู่ตัวเมืองเบตง (แหล่งน้ำที่ไหลผ่านมาจากต้นน้ำเทือกเขาสันกาลาคีรี ชายแดนไทย–มาเลเซีย) พบร่องรอยของเปลือกหอยที่ผนังจากการปรับพื้นที่ บริเวณเพิงผาถ้ำอากาศปลอดโปร่งและแสงแดดส่องถึง พร้อมร่มเงาต้นไม้ใหญ่ มีการกั้นตาข่ายเหล็กตลอดทางขึ้น และบนถ้ำ เพราะมีลิงอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากโดยรอบ สำหรับการเดินทางไปยัง “แหล่งโบราณคดีเพิงผาเขาถ้ำทะลุ” ทำได้โดยใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 410 จากตัวเมืองยะลามุ่งสู่อำเภอเบตง (ยะลา–เบตง) ก่อนถึงตัวเมืองเบตง แยกขวาไปตามถนนทางหลวงชนบท หมายเลข 5039 (ถนนมหามงคลเบตง–มาเลเซีย) ประมาณ 2 กิโลเมตร จะเจอภูเขาถ้ำทะลุอยู่ริมถนนทางด้านขวามือ เดินเท้าประมาณ 50 เมตร จะเห็นบันไดทางขึ้นเพิงผาเขาถ้ำทะลุ และที่พักสงฆ์ระหว่างทางขึ้น ปิดล้อมด้วยเหล็กตาข่ายกันลิงตลอดเส้นทาง โดยโบราณวัตถุที่พบ ประกอบด้วย ขวานหิน ลักษณะเป็นขวานหินขัด ไม่มีบ่า โครงร่างสี่เหลี่ยมคางหมูแคบเล็ก ส่วนปลายมีคมทั้งสองด้าน ขนาด กว้าง 4.5 ซ.ม. ยาว 10 ซม. หนา 2 ซม. และขวานหิน ลักษณะเป็นขวานหินขัดไม่มีบ่า เป็นแท่งหินยาวโครงร่างรูปสี่เหลี่ยมคางหมู ปลายคมเป็นมุมฉากหรือเกือบฉาก รอยกะเทาะเหลืออยู่มาก คมลาดทั้งสองด้าน ขนาด กว้าง 5.5 ซม. ยาว 15 ซม. หนา 2.5 ซม. เธอบอกเล่าด้วยว่า จากการสัมภาษณ์สามเณรกำพล เกษราช ซึ่งเข้ามาพำนักพักแรมจนกลายเป็นสำนักสงฆ์ตั้งแต่ปี พ.ศ.2519 ได้ทำการปรับพื้นที่บริเวณพื้นเพิงผาถ้ำ พบขวานหินจำนวน 2 ชิ้น ก่อนปรับพื้นที่พบเปลือกหอย กระดูกสัตว์ และเศษภาชนะดินเผาจำนวนมาก แม้หลักฐานที่มีการค้นพบครั้งนี้อาจจะยังมีไม่มากนัก แต่ผลสำคัญที่ได้รับ คือ การประติดประต่อเรื่องราวยุคต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งวิถีชีวิต การทำมาหากิน ฯลฯ และรวมถึงเส้นทางการค้าโบราณนับเนื่องจากในอดีต ซึ่งส่งผลสำคัญอย่างยิ่งต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่แต่ละช่วงเวลา
สยามรัฐออนไลน์ |

“โกไข่”

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ “ผมพูดกับภาพเก่าๆ ทุกวันเลย บางทีน้ำตาก็ไหล แต่ละภาพเหมือนมีชีวิต มีเรื่องเล่าถูกถ่ายทอดออกมา” โกไข่ – นายชาญ นกแก้ว เอ่ยประโยคนี้กับผู้เขียน หลังการพูดคุยร่วมกันกว่าชั่วโมงในวงกาแฟหน้าโรงแรมใหญ่กลางเมืองเบตง โกไข่คือใคร มีความสำคัญอย่างไร เกี่ยวข้องอะไรกับภาพประวัติศาสตร์เก่าๆ คนที่ติดตามหรือเคยสัมผัสเรื่องราวเกี่ยวกับ “เบตง” อำเภอใต้สุดชายแดนสยาม มาบ้าง อาจเคยได้ยิน สัมผัส หรือรับรู้เรื่องราวของเขามาบ้างแล้ว โดยเฉพาะเมื่อ คณะกรรมการอำนวยการวันอนุรักษ์มรดกไทย ลงนามโดย นายบวรเวท รุ่งรุจี อธิบดีกรมศิลปากร ได้มอบใบประกาศเกียรติคุณให้ในฐานะ “เป็นผู้อนุรักษ์มรดกไทยดีเด่น พุทธศักราช 2558” รวมถึงการได้รับเชิญเป็นวิทยากรร่วมเสวนาบอกเล่าประวัติศาสตร์เบตงผ่านเรื่องเล่าและภาพถ่ายเก่าๆ เมืองเบตง อย่างต่อเนื่อง วันนี้ “โกไข่” อายุ 59 ปีแล้ว เขาเป็นคนเบตงโดยกำเนิด เริ่มเรียนที่โรงเรียนพัฒนศึกษา หลังจากนั้นจึงเดินทางเข้ากรุงไปศึกษาต่อระดับมัธยมที่โรงเรียนเซนต์จอห์น ลาดพร้าว กระทั่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี เอกศิลปะ จากวิทยาลัยครูสวนสุนันทา ขณะเล่าเรียนอยู่ที่กรุงเทพฯ ทางครอบครัวได้ซื้อบ้านให้พักอยู่อาศัยย่านอนุสาวรีย์ชัยฯ โดยอยู่ร่วมกับพี่สาวและพี่เขยซึ่งเป็นแพทย์ทั้งคู่ ช่วงเวลานั้นนับว่ามีชีวิตวัยรุ่นที่ค่อนข้างสะดวกสบาย พร้อมกับความตั้งใจว่าเมื่อเรียนจบแล้วจะทำงานหาประสบการณ์ที่เมืองกรุงสักระยะหนึ่งก่อนจะหวนคืนสู่บ้านเกิด แต่แล้วในที่สุดชะตาชีวิตก็ต้องแปรเปลี่ยนเมื่อพี่สาวขอร้องว่า ให้ช่วยกลับมาดูแลแม่วัยชราที่เบตง เพราะความที่เป็นบุตรชายและมีความกตัญญู และนั่นจึงเป็นที่มาของตำนาน “เล่าเรื่องเบตงด้วยภาพเก่า” โดยส่วนตัวแล้ว “โกไข่” เป็นคนชอบเก็บสะสมภาพและของเก่าๆ มากว่า 20 ปี มีเวลาว่างคราใดก็จะถือโอกาสไปนั่งพูดคุยสอบถามคนเฒ่าคนแก่ถึงความเป็นมาของภาพที่ตนได้มา หากวันไหนโชคดีก็ทำให้ได้เจอตัวตนจริงๆ ของบุคคลในภาพ จนกระทั่งปี พ.ศ. 2549 เขาได้ไปเที่ยวที่ “อัมพวา” จังหวัดสมุทรสงคราม สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่ได้รับความนิยมแห่งหนึ่ง แล้วเกิดความประทับใจร้านกาแฟแห่งหนึ่งที่ติดรูปภาพขาว-ดำเก่าๆ ของอัมพวาเรียงรายเต็มฝาผนัง ด้วยความสงสัยจึงถามเจ้าของร้านว่า “ทำไมติดแต่ภาพเก่าๆ ของอัมพวา ไม่ติดภาพอื่นๆ บ้าง” คำตอบที่ได้รับจากเจ้าของร้านคือ “ติดทำไมภาพที่อื่นๆ ติดภาพอัมพวาบ้านผมดีกว่า ทำไมต้องติดภาพที่อื่นๆ นี่มันบ้านผม” นั่นจึงเป็นการ “จุดประกาย-แรงบันดาลใจ” ให้เขาตั้งใจนำประสบการณ์ที่พานพบกลับมาปรับปรุงร้านน้ำชาของตนเอง จนสามารถลบคำปรามาสที่บางคนบอกว่า “เขาบ้า” แต่เขาเองยืนยันว่า “ใครจะว่าผมบ้าก็ช่าง แค่ผมได้เก็บสะสมภาพเก่าๆ ของเบตง ได้ทำในสิ่งที่ชอบ เวลามีใครมาชมภาพแล้วยิ้มแย้ม ผมก็มีความสุขแล้ว” ทุกวันนี้ “อำเพอเบตง” ที่ยังคงใช้อักษร “พ” แทน “ภ” เพื่อรำลึกอดีต กลายเป็นร้านกาแฟย้อนยุคหลังตลาดสดที่ฝาผนังประดับด้วยภาพเก่าๆ เมืองเบตง รวมไปถึงเครื่องมือเครื่องใช้เก่าๆ ของคนเบตงในอดีต เป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญที่ผู้นิยมชมชอบของเก่าหรือเรื่องราวเก่าๆ ถือโอกาสมาเยี่ยมมาเยือน แวะมาทักทาย มาฟังเรื่องเล่าเก่าๆ จากกูรูภาพเก่าเมืองเบตงโดยตรง หรือไม่ก็นั่งดื่มชากาแฟในบรรยากาศสบายๆ เป็นกันเอง ขณะที่โกไข่เองเริ่มเสาะแสวงหารูปภาพเก่าๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีข้อมูลใหม่ๆ มาเพิ่มเติมตลอดเวลา บางครั้งลูกค้าที่เข้าใจก็นำภาพเก่าที่มีอยู่ที่บ้านมามอบให้ ทำให้ที่ร้านจึงกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ย่อมๆ ของชุมชนเบตง หรือยามว่างตัวเขาเองก็จะหาเวลาไปเยี่ยมเยียนคนเฒ่าคนแก่ที่ยังมีชีวิตอยู่ บางครั้งหน่วยงานราชการเชิญไปบรรยายเล่าประวัติเมืองเบตงก็ยินดีไป  กระทั่งในที่สุด ภาพเก่าที่หลายคนอาจเห็นว่าไม่มีคุณค่า เคยถูกมองข้าม ก็ถูกนำมารวบรวมอยู่ในหนังสือ “เล่าเรื่องเบตงด้วยภาพเก่า” ให้คนรุ่นหลัง คนที่สนใจได้ศึกษาหาความรู้ เพื่อเข้าใจถึงตัวตนของบรรพบุรุษ ที่มาที่ไปของเมืองเบตง ได้ศึกษาค้นคว้าเรียนรู้ ซึ่งได้รับความนิยมค่อนข้างมากจนถึงขณะนี้ตีพิมพ์ไป 2 ครั้งแล้ว “ศณีรา” ซึ่งน่าจะเป็นคนแรกๆ ที่มองเห็นและเขียนบอกเล่าวิถีของโกไข่ให้สาธารณชนได้รับรู้ เคยเขียนถ่ายทอดไว้ว่า คนธรรมดาเดินดินตัวเล็กๆ ที่ชื่อ “โกไข่” คนที่ไม่มียศถาบรรดาศักดิ์ ไม่มีรางวัลใดๆ การันตี แต่การกระทำน่ายกย่อง น่าจะเป็นแบบอย่างแก่เยาวชนคนรุ่นหลังมากมาย  สิ่งหนึ่งที่ได้สัมผัส คือ “โกไข่เป็นคนที่ยึดมั่นศรัทธาในสิ่งที่ตนเองทำ เป็นคนที่กล้าคิดกล้าทำนอกกรอบ เป็นคนที่กล้าลุกขึ้นมาลงมือทำในสิ่งที่ตนเองรัก แม้จะสวนกระแสสังคมก็ตาม” พร้อมกับย้ำว่า เชื่อว่าโกไข่จะเป็นหนึ่งในตำนานดีๆ ของเมืองเบตงลำดับต่อไป ภาพเก่าๆ หลายร้อยภาพที่สะสมไว้ กลายเป็นเครื่องมือในการบอกเล่าเรื่องราวเก่าๆ ของเมืองเบตง ในมิติต่างๆ โดยมีภาพที่ภูมิใจที่สุด คือ ภาพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ครั้งเสด็จเมืองเบตงครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 กันยายน พ.ศ.2519 นอกจากนี้ยังมีภาพที่ประทับใจมากมาย เช่น ภาพตู้ไปรษณีย์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ถ่ายไว้ในปี พ.ศ.2467 ภาพวงเวียนหอนาฬิกาใจกลางเมืองเบตง ปี พ.ศ.2488 หรือภาพศาลจังหวัดเบตง ภาพบุคคลรุ่นแรกๆ ที่เข้ามาบุกเบิกเบตง ภาพเหตุการณ์สำคัญต่างๆ โดยภาพเก่าที่สุดที่มีคือภาพที่บันทึกไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2450 เป็นภาพคนไทยยุคแรกที่เป็นข้าราชการ ประกอบด้วย นายเลี่ยม ตะลุงคะปุตคร์ พนักงานที่ดินประจำกิ่งอำเภอโกร๊ะ สมัยที่ไทยยังไม่เสียดินแดนให้มาเลเซียปี พ.ศ.2452 นายประพันธ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ข้าราชการส่วนกลางที่ถูกส่งมาปฏิบัติงานในเบตงยุคแรก หมื่นประพันธ์เภสัช แพทย์แผนโบราณคนไทยคนแรกของเบตง และ นายจงฟุก ฟ้าอรุณ ผู้มีจิตใจโอบอ้อมอารี ชอบช่วยเหลือผู้คน และนับเป็นคนแรกที่ผลิตเหรียญใช้ในเบตงในปี พ.ศ.2485-2488 “ภาพคนจีนคนแรกที่มาเบตง ผมยังมีเลย นายหลีซัง ปี 2443 เป็นคนจีนจากมณฑลกวางตุ้ง เข้ามาเบตงตอนอายุ 19 ปี ผมได้ภาพนี้จากลูกสาวเขาที่อายุ 85 ปี ผมไปตื้อเขา กว่าจะได้เรื่อง เขาเขียนโน้ตเป็นภาษาจีน แล้วผมก็เอาไปให้เขาแปล ตอนนี้ลูกหลานเขาก็ยังอยู่ เขาเป็นคนมีน้ำใจ สร้างความเจริญให้เบตงเยอะมาก” โกไข่ให้สัมภาษณ์ไว้กับสื่อฉบับหนึ่ง นอกจากนี้ข้อมูลเอกสารชิ้นหนึ่งที่เขาภูมิใจมากที่ได้ครอบครองอย่างไม่คาดหมายมาก่อน นั่นก็คือเอกสารของ นายสงวน จิรจินดา เรื่อง “บันทึกโจรจีนปล้นสถานีตำรวจเบตง” ซึ่งเขียนไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2467 “เบตงเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในหุบเขา ประกอบไปด้วยคนไทยหลากหลายเชื้อชาติ ศาสนา ทั้งมุสลิม ไทย จีน ซึ่งอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข จุดเด่นประการแรกของเบตง ประชากรจะรู้จักกันและคุ้นหน้าคุ้นตากันดี มีความสามัคคี มีการศึกษา มีความเป็นอยู่ในระดับกลาง ทั้งเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมคนเบตง อำเพอเบตงเป็นเมืองที่พิเศษกว่าอำเพออื่นๆ ในประเทศไทย เช่น มีป้ายทะเบียนรถเบตง มีศาลจังหวัดเบตง มีคลังอำเภอเบตง และหน่วยงานทุกหน่วย มีเกือบทั้งหมดเหมือนกับจังหวัด เป็นอำเภอเดียวที่มีภาษาที่ใช้กันในชีวิตประจำวัน คือ ภาษาจีน กวางตุ้ง กวางไส แต้จิ๋ว แคะ ฮกเกี้ยน มลายูถิ่น (ยาวี) ไทย กลาง” สิ่งที่กล่าวมานี้เป็นสิ่งยืนยันว่า “เป็นเสน่ห์ของเบตงโดยเฉพาะ” และเสน่ห์เหล่านี้ถูกซ่อนอยู่ในภาพถ่ายเก่าๆ มากมายที่ทำหน้าที่สะท้อน “เอกลักษณ์ของเมืองเบตง” ผ่านการอนุรักษ์สืบสานของคนชื่อ “โกไข่” แทนที่จะสูญหายไปเพราะไร้คนสนใจใยดี หรือไม่แม้แต่จะเหลียวแลถึงคุณค่าที่มีอยู่
สยามรัฐออนไลน์ |

มลายูจีนอ (2)

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ ตอนที่แล้ว ผู้เขียนทิ้งท้ายเรื่องราวเกี่ยวกับชาวจีนที่มาตั้งรกรากในปัตตานีที่น่าสนใจ เช่น เรื่องของชาวจีนชื่อ “หลินหยิ่นหลิน” และ “หลี่กุ้ย” ในบันทึกของญี่ปุ่นที่บอกว่า เป็นตัวแทนการค้าและการทูตของกษัตริย์ปาตานี (ปัตตานี) ติดต่อกับ โชกุนโทกุกาวะ อิเอยะสึ หรือกระทั่งการที่คนจีนมีตำแหน่งเป็น “หน่าเต๋อ” หรือ “ดาโต๊ะ” ซึ่งเป็นตำแหน่งรัฐมนตรีหรือขุนนางในปัตตานีและรัฐมลายูอื่นๆ ซึ่งสะท้อนถึง “การอยู่ร่วมกัน” ของคนต่างชาติพันธุ์ ศาสนา ในพื้นที่ปลายแหลมมลายู รากความสัมพันธ์เหล่านี้ดำรงมาต่อเนื่องอย่างน่าสนใจ นับตั้งแต่ยุคสุโขทัย อยุธยา รัตนโกสินทร์ กลายเป็นพลังสำคัญร่วมพัฒนาพื้นที่ทั้งเชิงสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ฯลฯ ร่วมกับชาวมลายูทั้งมวล ชาวจีนที่เข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดนใต้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีเงื่อนไขปัจจัยแตกต่างกันตามยุคสมัย แต่ส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องของการอพยพหนีภัยจากแผ่นดินเดิม มาแสวงหาโอกาสที่ดีกว่า หรือตั้งใจทำการค้าขายก่อร่างสร้างชีวิตใหม่ ใช้ความชำนาญเฉพาะตนที่มี ส่วนใหญ่แล้วช่วงแรกมักมาเป็นกุลีกรรมกรรับจ้างตามเหมืองต่างๆ ทั้งฝั่งไทยและมาเลเซีย เพราะพื้นที่แถบนี้อยู่ในแนวสายแร่ดีบุกสายใหญ่ที่สุดของโลก ต่อมาเมื่อคนจีนรู้ว่าที่ใดมีแหล่งแร่ดีบุกซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดมากในสมัยนั้น ก็จะทำการยื่นเรื่องขออนุญาตทำเหมืองแร่ ชาวจีนจึงเป็นทั้งเจ้าของเหมือง ผู้ควบคุมดูแล กุลีจีนกรรมกร ฯลฯ ต่อเมื่อสมัยยางพารากลายเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของโลก ชาวจีนจึงพากันอพยพบุกเบิกมาทำสวนยางพารากันมากขึ้น ประกอบกับเมื่อนักธุรกิจชาวจีนแคะมีโอกาสรับเหมาก่อสร้างทางรถไฟสายใต้-กรุงเทพฯ (พ.ศ.2452-2467) ชาวจีนโพ้นทะเลจึงหนุนเนื่องสู่พื้นที่มากยิ่งขึ้น ทั้งจีนแคะ จีนแต้จิ๋ว หรือจีนกวางตุ้ง โดยมักอาศัยอยู่ตามสถานีรถไฟจนกลายเป็นชุมชนชาวจีนบุกเบิกรอบสถานี “มลายูจีนอ” พื้นที่ชายแดนใต้ ที่อพยพโยกย้ายเข้ามาอยู่อาศัยในฐานะ “อาคันตุกะ” มีทั้งลักษณะที่สามารถดำรงความเป็นจีนไว้อย่างเข้มข้น หรือการค่อยๆ ปรับตัวเปลี่ยนแปลงสถานภาพให้สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมใหม่ หรือขั้นแต่งงานมีลูกหลานกับชาวมลายูพื้นเมืองเดิม และต่างนำภูมิปัญญาและเทคโนโลยีจีน มาใช้ในดินแดนแห่งใหม่เช่นเดียวกับชาวจีนโพ้นทะเลกลุ่มอื่น นอกจากนี้ยังค่อยๆ ก่อร่างสร้างตัวจนมีฐานะมั่นคง ส่วนใหญ่มักอาศัยอยู่ในเมืองหรือชุมชนใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางทางธุรกิจ ทุกวันนี้บรรดาลูกหลานทายาทรุ่นต่อๆ มา ต่างก็สามารถสานต่อธุรกิจของครอบครัว หรือไม่ก็หาแนวทางใหม่ของชีวิต รวมถึงการดำรงความสัมพันธ์ดีงามในฐานะ “มลายูจีนอ” ที่สามารถสื่อสาร “ภาษามลายูถิ่น” ได้อย่างคล่องปากสะดวกใจ ในหนังสือ “จีนทักษิณ วิถีและพลัง” โดย อ.สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ และคณะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สะท้อนภาพวิถีและพลังการสร้างบ้านแปลงเมืองไว้ว่า “เนื่องจากชาวจีนส่วนใหญ่ที่อพยพมาตั้งรกรากในภาคใต้ มีนิสัยรักทางการค้าและการจัดการ จึงมักเลือกทำเลสำหรับตั้งบ้านเรือนในพื้นที่ที่เหมาะแก่การประกอบอาชีพค้าขาย มองด้วยสายตาที่กว้างไกล ว่าสถานที่ใดเหมาะที่จะเติบโตและเจริญมั่นคงในอนาคต มีปัจจัยต่างๆ เอื้อทั้งระยะแรกเริ่มและระยะยาว เช่น ทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ มีปัจจัยเสี่ยงน้อย มีสิ่งรองรับอยู่แล้ว หรือเอื้อที่จะสร้างสิ่งใหม่ที่ให้ประโยชน์จากการจัดการคุ้มค่าและ/หรือเกินคุ้ม ความสามารถด้านการสร้างวิสัยทัศน์ และกล้าสู้กับปัจจัยเสี่ยงเพื่อริเริ่มสร้างสรรค์ตามลักษณ์นี้ คนจีนที่อพยพเข้ามาอยู่ในภาคใต้ กล้าเสี่ยง และกล้าสู้ มากกว่าคนพื้นเพเดิม ผลจากการศึกษาพบว่า ที่ล้มลุกคลุกคลานก็มาก ที่กระทำได้สำเร็จให้เห็นวิถีและพลังในการสร้างบ้านแปลงเมืองอย่างเด่นชัดก็มี” ความจริงแล้วทุกวันนี้ ทายาทของคนจีนโพ้นทะเลที่กลายเป็น “คนไทยเชื้อสายจีน” หรือ “มลายูจีนอ” ยังคงมีบทบาทสำคัญมากมายในพื้นที่ ทั้งในฐานะบุคคลธรรมดา นักธุรกิจ นักการเมือง ข้าราชการ หรือภาคประชาสังคม ผู้เขียนขอใช้พื้นที่นี้ยกตัวอย่างเพื่อสะท้อนภาพให้เห็นอย่างชัดเจนขึ้น พื้นที่แรก คือในเขตเมืองเบตง ซึ่งผู้เขียนเคยเขียนถึงหลายครั้งในฐานะ “ต้นแบบเมืองสมานฉันท์” อ.สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ และคณะ สะท้อนว่า ย้อนหลังไปเมื่อประมาณ พ.ศ.2343 เบตงเคยมีสภาพเป็นป่าทึบเต็มไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิด ชาวจีนกลุ่มแรกที่เดินทางมาจากมณฑลกว่างซี โดยสารเรือมาขึ้นฝั่งที่ประเทศมาเลเซีย แล้วเดินทางเข้ามายังเบตงเพื่อรับจ้างหักร้างถางป่า แปลงป่าเป็นสวนยางพารา โดยมี จีนเฝ๋อเชิง แซ่เจิ้น (ฟูศักดิ์ จันทโรทัย) เป็นคนแรกที่เข้ามาตั้งรกรากทำการค้าขายจนกิจการเจริญก้าวหน้า ส่วนนอกเมืองเบตงก็มีชาวจีนเข้าจับจองบุกเบิกเป็นสวนยางพารา ทั้งจีนกวางไส (กว่างซี) จีนแคะ กวางตุ้ง แต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน “ในปี พ.ศ.2541 ในเขตเทศบาลมีประชากร 24,014 คน ในจำนวนนี้ร้อยละ 90 เป็นคนไทยเชื้อสายจีน จึงนับได้ว่า ชาวจีนเป็นกลุ่มสำคัญในการสร้างบ้านแปลงเมืองของเมืองนี้” นอกจากนี้ นายประมุข เลขะกุล ทายาทของ นายจ๊าบ แซ่เล่ ซึ่งเป็นต้นตระกูลเลขะกุล เป็นผู้ริเริ่มใช้แพขนาดใหญ่ที่บังคับการใช้แพด้วยลวดสลิงขึ้น ณ บริเวณสะพานหงสกุลในปัจจุบัน (ที่ถนนสายยะลา-เบตง บริเวณกิโลเมตรที่ 35) จึงนับเป็นคนไทยเชื้อสายจีนที่มีบทบาทสำคัญในการใช้ภูมิปัญญาเชื่อมต่อการคมนาคมระหว่างตัวจังหวัดยะลา กับพื้นที่บริเวณ อ.บันนังสตา อ.ธารโต และ อ.เบตง ซึ่งมีบทบาทสำคัญทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ในระยะต่อมา อีกพื้นที่หนึ่งคือ ปัตตานี-ยะลา กับความสัมพันธ์ผ่าน “ตระกูลคณานุรักษ์” ซึ่งต้นตระกูลคือ นายปุ่ย แซ่ตัน ซึ่งได้รับพระราชทานตำแหน่งจากรัชกาลที่ 3 ให้เป็น “หลวงสำเร็จกิจกรจางวาง” ได้มาตั้งรกรากอยู่เมืองปัตตานีบริเวณ “หัวตลาดจีน” ในปัจจุบัน เป็นผู้ขอสิทธิ์สัมปทานเหมืองแร่ดีบุกในเมืองปัตตานี ยะลา และเมืองใกล้เคียงหลายแปลง หลายตำบล ทายาทของหลวงสำเร็จกิจกรจางวาง ได้รับพระราชทานนามสกุล “ต้นธนวัฒน์” ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น “คณานุรักษ์” จนเป็นหนึ่งในตระกูลที่มีบทบาทสำคัญร่วมสร้างบ้านสร้างเมืองปัตตานี โดยยึดหลัก “คุณภาพและคุณธรรม” สร้างผลงานดีๆ ไว้มากมายจนเป็นที่ประจักษ์ สำหรับจังหวัดนราธิวาส พื้นที่ อ.สุไหงโก-ลก ติดชายแดนมาเลเซียซึ่งเดิมก็มีสภาพเป็นป่าดงดิบรกร้างว่างเปล่า ก่อนที่ นายวงศ์ ไชยสุวรรณ ผู้นำคนสำคัญในพื้นที่ จะได้อาศัยที่ดินทั้งของคนจีน คนไทย คนมุสลิม มาร่วมกันพัฒนาเมืองจนกลายเป็นต้นแบบของ “สังคมพหุลักษณ์” อีกพื้นที่หนึ่ง ที่ยกตัวอย่างมาข้างต้น เป็นเพียงเศษเสี้ยวของเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับ “มลายูจีนอ” ซึ่งมีสถานภาพและวิถีที่เป็นอิสระ มีแนวทาง มีอัตลักษณ์ชัดเจนในพื้นที่พิเศษ ที่สำคัญยังคงมีบทบาทสำคัญมากมายร่วมกับคนมลายู เชื้อสายหรือศาสนาอื่นๆ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กลายเป็น “วิถีและพลัง” เปี่ยมสีสันชวนติดตามในสังคมที่ยึดโยงด้วยความหลากวัฒนธรรม ขณะที่ยังคงมีความพยายามจากใครบางคนที่จะตอกลิ่มให้เกิดความแตกแยก บาดหมาง ชิงชัง นำไปสู่การเป็นศัตรูกันโดยไม่รู้ตัว ทั้งที่ในร่างกายทุกคนต่างถูกหลอมรวมด้วยกันผ่านอิทธิพลและสายเลือดหลากหลายชาติพันธุ์ศาสนาจากสารพัดที่มาเนิ่นนาน
สยามรัฐออนไลน์ |

มลายูจีนอ (1)

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ เพิ่งกลับจากประเทศญี่ปุ่น ด้วยมีโอกาสติดตามไปกับทีมงานผลิตสารคดีชุด “130 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต ไทย-ญี่ปุ่น” โดย บริษัท ไทย ดอคคิวเมนทารี่ จำกัด ทำให้ได้สัมผัสเรียนรู้อะไรมากมาย มีเรื่องราวที่คล้ายหรือเกี่ยวเนื่องถึงไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ญี่ปุ่นนั้นเป็นประเทศหมู่เกาะเช่นเดียวกันกับ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มีเกาะอยู่ราว 6,800 เกาะ จึงเป็นประเทศที่มีความหลากหลายมาก เกาะตอนเหนือสุด คือ ฮอกไกโด มี “ชนเผ่าไอนุ” ชนเผ่าพื้นเมืองดั้งเดิมของญี่ปุ่น และเกาะทางตะวันออกของประเทศรัสเซีย รูปร่างหน้าตาการแต่งกายจะต่างกับชาวญี่ปุ่นโดยทั่วไป ลักษณะออกไปทางมองโกลอยด์ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านชาติพันธุ์จัดให้เป็นกลุ่ม “ออสตราลอยด์ตอนเหนือ” ปรากฏหลักฐานว่าชาวไอนุเคยทำการค้าขายกับประเทศไทย โดยมี “โอ่งโบราณ” เป็นประจักษ์พยาน รวมถึงของเล่นสำหรับเด็กๆ ที่คล้ายกัน นั่นคือการละเล่นเดินกะลาโดยใช้เปลือกหอยแทนกะลา สิ่งที่เจ็บปวดสำหรับชาวไอนุ คือ ครั้งหนึ่งเคยถูกกีดกันจากชาวญี่ปุ่น ถูกจำกัดเรื่องที่อยู่อาศัยและสิทธิต่างๆ กระทั่งต้องออกมาเดินขบวนเรียกร้องให้ยอมรับชาวไอนุเป็นชาวญี่ปุ่นด้วย กระทั่งในที่สุด รัฐบาลญี่ปุ่นจึงให้การยอมรับว่าชาวไอนุเป็นชนพื้นเมืองญี่ปุ่นที่มีภาษา ศาสนา และวัฒนธรรม เป็นของตัวเอง ในปี พ.ศ.2551 (ค.ศ.2008) ปัจจุบันคาดการกันว่ามีชาวไอนุอาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่นประมาณ 25,000-200,000 คน และในรัสเซีย 100-1,000 คน อีกหมู่เกาะหนึ่งที่น่าสนใจคือ “โอกินาวา” หรือ “อาณาจักรริวกิว” (หมู่เกาะนันเซโชโตะ) ในอดีต ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะคิวชู มีเกาะรวมกันกว่า 70 เกาะ อยู่ห่างจากไต้หวันเพียง 200 กิโลเมตร โอกินาวา เคยปกครองตนเอง เปิดรับชาวต่างชาติมานานนับเป็นร้อยๆ ปี ก่อนจะถูกรวบรวมกลายเป็นประเทศญี่ปุ่นในปลายศตวรรษที่ 19 ประเทศจีนยุคราชวงศ์หมิงเรียกหมู่เกาะแห่งนี้ว่า “หลิวจิ่ว” แต่ญี่ปุ่นออกเสียงเป็น “ริวกิว” โดย “ริวกิว” หรือ “โอกินาวา” มีภูมิประเทศตั้งอยู่บนแนวกึ่งเขตร้อน อุณหภูมิเฉลี่ย 23 องศาเซลเซียส มีหมู่เกาะรอบนอกที่น่าสนใจอยู่หลายแห่ง และเป็นที่มาของการถูกตั้งเป็นข้อสังเกตว่า คนพื้นเมืองดั้งเดิมที่นี่มีสายเลือด “มลายู” อยู่ด้วย เช่น เกาะอิริโอะโมเตะ เป็นเกาะใหญ่แห่งหนึ่งที่มีลักษณะต่างจากเกาะอื่นๆ ของญี่ปุ่น มีกลิ่นอายแบบ “นิวกินี” หรือ เกาะอิชิงากิ มี “เรือแคนนูขุด” สีสันสดใส ที่ทำให้ถูกมองว่ามีความเป็น “โพลินีเซีย” มากกว่าความเป็นญี่ปุ่น รวมถึง เกาะฮาเตรุมะ ทางตอนใต้สุด เป็นแผ่นดินผืนสุดท้ายของญี่ปุ่น พ้นจากนี้ไปก็คือ ประเทศฟิลิปปินส์ ความน่าสนใจอยู่ที่ว่า ช่วงหลังนี้มีความพยายามจากนักวิชาการหลายสำนัก ลงมือศึกษาวิจัยเอกสารต่างชาติที่กล่าวถึงประเทศไทย นั่นหมายรวมถึงเอกสารจีน ริวกิว และญี่ปุ่น โดยเอกสารของริวกิว สะท้อนว่า พ่อค้าริวกิวเดินเรือไปทำการค้าที่ปัตตานีตั้งแต่ช่วง พ.ศ.2033 (ค.ศ.1490) และได้บันทึกการเดินเรือไว้ ส่วนญี่ปุ่นมีการติดต่อทางการค้าและการทูตกับปัตตานีในช่วงต้นศตวรรษที่ 17 เอกสารเหล่านี้นี่เองที่ฉายภาพให้เห็น “ชาวจีนและชุมชนจีนในปัตตานี” ดังในหนังสือ “ประวัติศาสตร์ปัตตานี ในคริสต์ศตวรรษที่ 16-18 จากบันทึกของ จีน ริวกิว และญี่ปุ่น” โดย อ.ปิยดา ชลวร ซึ่งสะท้อนบทบาทของ “จีนอ” หรือ “คนจีน” ที่มีบทบาททางการค้าในปัตตานีเป็นอย่างมาก ในฐานะ “คนกลาง” ในการติดต่อค้าขาย “ช่วงศตวรรษที่ 16-17 มีชาวจีนจากฮกเกี้ยนและกวางตุ้งเป็นจำนวนมาก เข้ามาในปัตตานี บ้างก็มาทำการค้าเป็นครั้งคราว บ้างก็มาตั้งรกรากจนได้ยศตำแหน่งในราชสำนัก เช่น ดาโต๊ะ และ เซรีนารา ชาวจีนเหล่านี้ทำการค้ากับพ่อค้าชาติอื่นที่เข้ามาในปัตตานี โดยนำสินค้าจากจีน เช่น ผ้าไหมและเครื่องถ้วยมาขาย ด้วยความที่สินค้าจีนเป็นที่ต้องการมากในขณะนั้น พ่อค้าชาวยุโรปจึงเข้ามาซื้อสินค้าจีนในปัตตานี ทำให้การค้าปัตตานีรุ่งเรืองถึงขีดสุดในช่วงปี 1550-1630 ปัตตานีขณะนั้นเป็นที่รู้จักของชาวฮอลันดาในฐานะประตูสู่จีนและญี่ปุ่น” (“ประวัติศาสตร์ปัตตานี ในคริสต์ศตวรรษที่ 16-18 จากบันทึกของ จีน ริวกิว และญี่ปุ่น”, น.94) ในข้อเท็จจริงแล้ว ชุมชนชาวจีนยุคนั้นปรากฏอยู่แล้วหลายที่ เช่น เวียดนาม กัมพูชา อยุธยา สงขลา ปัตตานี ไปจนถึงเมืองท่าในแถบหมู่เกาะ เช่น สุมาตรา ชวา บอร์เนียว และ ฟิลิปปินส์ แต่ไม่มีเอกสารระบุชัดเจนว่า ชาวจีนเริ่มเข้ามาที่ปัตตานีเมื่อไร เพียงมีหลักฐานว่า การค้าระหว่างริวกิวกับปัตตานีในช่วงปี 1498-1543 ทำให้ทราบว่าน่าจะมี “ชุมชนชาวจีน” ในปัตตานี เกิดขึ้นแล้ว “และน่าจะกลายเป็นชุมชนใหญ่ขึ้นเมื่อชาวจีนชื่อ ลิ้มโต๊ะเคี่ยม เข้ามาในปัตตานีช่วงทศวรรษ 1570” อ.ปิยดา ชลวร ตั้งข้อสังเกตไว้อย่างน่าสนใจว่า โดยปกติแล้วเรื่องราวเกี่ยวกับชาวจีนที่ไปตั้งรกรากในต่างแดนมักไม่ค่อยได้รับการบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์เท่าใดนัก ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ไทย หรือประวัติศาสตร์ปัตตานี ฮิกายัต ปัตตานี แทบไม่ได้พูดถึงชาวจีนเลย มีเพียงตอนที่กัปตันชาวจีนถวายลูกปืนทำด้วยหินแด่กษัตริย์ปัตตานี อันเป็นจุดกำเนิดของการหล่อปืนพญาตานี คนหล่อปืนที่บันทึกใน ฮิกายัต ก็ไม่ใช่ชาวจีนเหมือนที่พงศาวดารเมืองปัตตานีฉบับของไทยบอก แต่เป็นคนมาจาก “เมืองรุม” หรืออาณาจักรออตโตมัน สะท้อนให้เห็นว่า ผู้แต่ง ฮิกายัต เน้นความสัมพันธ์กับดินแดนแถบตะวันออกกลางมากกว่าจะพูดถึงความสัมพันธ์กับจีน ซึ่งการเล่าเรื่องเช่นนี้น่าจะมีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มความชอบธรรมของผู้ปกครองที่รับศาสนาอิสลามเข้ามา ตำนานของรัฐมลายูอื่นๆ ก็มักจะพูดถึงความสัมพันธ์กับประเทศมุสลิมในตะวันออกกลางเช่นกัน “พงศาวดารจีนเองก็ไม่ค่อยพูดถึงคนจีนเหล่านี้เท่าใดนัก เพราะทางการจีนมองว่าพวกเขาเป็นพวกทรยศประเทศ อย่างไรก็ตาม ตงซี หยังเข่า หมิงสื่อ และเอกสารท้องถิ่นของจีนหลายฉบับพูดถึงชาวจีน (หรือในสายตาของทางการจีนคือโจรสลัด” ในปัตตานี” (น.96) อย่างไรก็ตาม แอนโทนี รีด (Anthony Reid) นักวิชาการชาวนิวซีแลนด์ ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สันนิษฐานว่า ประชากรของปัตตานีในคริสต์ศตวรรษที่ 17 น่าจะอยู่ระหว่าง 20,000-50,000 คน จำนวนพอๆ กับยะไข่ เวียงจันทน์ และพนมเปญ จำนวนคนจีนในสมัยนั้นจึงน่าจะมีไม่ต่ำกว่า 5,000 คน วันเน็คบอกว่า “ในเมืองและนอกเมืองปัตตานี รวมทั้งอาณาเขตโดยรอบมีคนอาศัยอยู่ 10,000 คนขึ้นไป หนึ่งในสามเป็นคนมลายูหรือมุสลิม หนึ่งในสามเป็นคนจีน รวมทั้งพวกลูกครึ่ง อีกหนึ่งในสามเป็นคนสยาม” ทั้งนี้ มีเรื่องราวเกี่ยวกับชาวจีนที่มาตั้งรกรากในปัตตานีอีกมากมายที่น่าสนใจ เช่น เรื่องของชาวจีนชื่อ “หลินหยิ่นหลิน” และ “หลี่กุ้ย” ในบันทึกของญี่ปุ่นที่บอกว่า เป็นตัวแทนการค้าและการทูตของกษัตริย์ปัตตานี ติดต่อกับ โชกุนโทกุกาวะ อิเอยะสึ หรือกระทั่งการที่คนจีนมีตำแหน่งเป็น “หน่าเต๋อ” หรือ “ดาโต๊ะ” ซึ่งเป็นตำแหน่งรัฐมนตรีหรือขุนนางในปัตตานีและรัฐมลายูอื่นๆ ผู้เขียนเพียงยกเรื่องราวจากยุคริวกิว ญี่ปุ่น จีน ปาตานี (ปัตตานี) ไทย เพื่อสะท้อนบทบาทของชาวจีนในพื้นที่ต่างๆ รวมถึงจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งจนถึงปัจจุบันนี้มีประชากร “มลายูจีนอ” และ/หรือ “ชาวไทยเชื้อสายจีน” อยู่เป็นจำนวนมาก และกลายเป็นพลังสำคัญที่ร่วมพัฒนาพื้นที่ทั้งเชิงสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ฯลฯ รวมกับชาวมลายูทั้งมวล ไว้ตอนหน้ามาติดตามดูกันว่าบทบาทของชาวจีนที่เกิดขึ้นแล้ว และกำลังจะเกิดขึ้น เป็นเช่นใด
สยามรัฐออนไลน์ |

เรียนรู้ร่วมกัน หลากสีสันที่ปลายด้ามขวาน

ชุมศักดิ์ นิรารัตน์วงศ์ รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เขียนมีโอกาสเป็นวิทยากรบอกเล่าเรื่องราวความหลากหลายของผู้คนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในโครงการค่ายเยาวชนสมานฉันท์ จังหวัดนราธิวาส ประจำปี 2560 รวม 2 ครั้ง 2 รุ่น แต่ละรุ่นจะมีตัวแทนเยาวชนรวม 50 คนจากโรงเรียนหลายแห่งเข้าร่วม โครงการนี้ กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนราธิวาส เป็นผู้ดำเนินการ ณ โรงแรมอ่าวมะนาวรีสอร์ท อ.เมือง จ.นราธิวาส ซึ่งหลังมีการรับฟังการบรรยายในหลากหลายเรื่องราวจากวิทยากรหลายท่าน รวมถึงทำกิจกรรมร่วมกันแล้ว จะมีการนำเยาวชนลงพื้นที่ศึกษาแหล่งเรียนรู้ร่องรอยทางวัฒนธรรมในพื้นที่อำเภอเมืองนราธิวาส ยี่งอ บาเจาะ ตากใบ และอำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส เพื่อให้เยาวชนเกิดจิตสำนึกในเรื่อง “ความสมานฉันท์” เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การยอมรับในความแตกต่างหลากหลายของเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา วัฒนธรรม สิ่งที่ผู้เขียนบอกเล่าให้ตัวแทนเยาวชนฟัง คือการขยายความคำว่า “สมานฉันท์” ผ่าน “ความหลากหลาย” ของภูมิภาคจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีรากทางประวัติศาสตร์มายาวนาน จากจุดก่อเกิด พัฒนาการ การเปลี่ยนแปลง ภายใต้อิทธิพลหลายด้าน กระทั่งก่อให้เกิดการผสมผสานหรือการดำรงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ดั้งเดิม ทั้งเชิงวิถีชีวิต ศรัทธาความเชื่อ ประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี ที่ถักทอโยงใยจากอดีตสู่ปัจจุบัน จากจำนวนประชากรปัจจุบันทั้งหมดในจังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส (รวม 33 อำเภอ) จำนวนทั้งสิ้น 1,424,728 คน รวม 329,255 ครัวเรือน มีการนับถือศาสนาอิสลามมากที่สุด จำนวน 1,213,387 คน คิดเป็นร้อยละ 85.16 นับถือศาสนาพุทธ จำนวน 207,033 คน คิดเป็นร้อยละ 14.53 ส่วนภาษาพูด ใช้ภาษามลายูถิ่น (ยาวี) มากที่สุด จำนวน 204,922 ครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 62.21 รองลงมา ใช้ภาษาไทยผสมมลายูถิ่น 66,938 ครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 20.36 และใช้ภาษาไทย เพียง 57,395 ครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 17.43 (ที่มา : ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2547) กล่าวกันว่า ผู้คนในพื้นที่ชายแดนใต้ มีหลักยึดในการดำเนินชีวิตอยู่ 3 ประการสำคัญ คือ เป็นคนเชื้อสายมลายู เป็นศาสนิกชนของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง และเป็นคนไทย ทั้ง 3 วิถีนี้ถูกบูรณาการเข้าด้วยกันอย่างเป็นเอกภาพและลงตัว ผ่านศาสนาที่ประชาชนนับถือส่วนใหญ่ คือ ศาสนาอิสลาม ศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์ และศาสนาซิกข์ ตามลำดับ ทั้งนี้เอกลักษณ์โดดเด่นของผู้คนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ การมีวิวัฒนาการและการผสมผสานทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรมดั้งเดิมเป็นแบบ “คนมลายู” โดยคนมลายู และภาษามลายู เป็นชาติพันธุ์และภาษาหนึ่งในตระกูลออสโตรนีเซียน ใช้ภาษามลายูเป็นภาษาในการสื่อสารในชีวิตประจำวัน มีการผสมผสานกันทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรมมานานนับพันปี เช่น ชาวมลายูกับชาวชมพูทวีป (อินเดีย ปากีสถาน บังคลาเทศ) ชาวมลายูกับชาวอาหรับ (ซาอุดีอาระเบีย อิหร่าน เยเมน) ชาวมลายูกับชาวจีน ฯลฯ กระทั่งกล่าวกันว่า การผสมผสานทางชาติพันธุ์ ทำให้คนมลายูในภูมิภาคนี้กลายเป็นคนที่มีชาติพันธุ์ร่วมหรือผสมผสาน “ไม่มีใครเป็นมลายูดั้งเดิม” เว้นไว้แต่กลุ่มคนที่ถูกเรียกขานว่า “โอรังอัสลี” หรือคนพื้นเมืองดั้งเดิม ซึ่งปรากฏอยู่ในผืนป่าฮาลา-บาลา ในเขตอำเภอบันนังสตา และอำเภอธารโต จังหวัดยะลา และในเขตพื้นที่อำเภอจะแนะ ศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส มีหลักฐานการอยู่อาศัยของชนพื้นเมืองในพื้นที่มาตั้งแต่ 3,000 ปีที่ผ่านมา เรียกโดยรวมว่าพวกโอรังอัสลี (Orang Asli) ได้แก่กลุ่มนิกริโต (Nigrito) เช่น ซาไกและเซมัง นอกจากนี้ยังมีกลุ่มซีนอย (Senoi) เผ่ามองโกลอยด์ใต้ ได้แก่ บรรพบุรุษของชาวสยามและชาวมลายูอยู่อาศัยมานานนับพันปีเช่นกัน ดังหลักฐานภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่ถ้ำศิลป์ จังหวัดยะลา และเครื่องมือเครื่องใช้ เช่น ขวานหิน ซึ่งพบหลายแห่งตามถ้ำและที่ราบทั่วไป หากย้อนประวัติศาสตร์ไปในเชิงภูมิศาสตร์ ภาคใต้ของประเทศไทยที่มีลักษณะเป็นเหมือนปลายด้ามขวาน เป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติตั้งแต่ช่วงพุทธศตวรรษที่ 5-11 ในนามส่วนหนึ่งของ “แผ่นดินสุวรรณภูมิ” มีลักษณะเป็นคาบสมุทรตั้งอยู่ระหว่างประเทศที่เป็นอู่อารยธรรมสำคัญ คือ จีนกับอินเดีย อาหรับ-เปอร์เซียน และ ชวา-มลายู เหตุที่ภาคใต้เป็นดินแดนที่อุดมด้วยของป่า ทรัพยากร และเครื่องเทศ ชาวต่างชาติจึงรู้จักพื้นที่ภาคใต้ที่ถูกโอบล้อมด้วย 2 คาบสมุทรว่า “คาบสมุทรทอง” (Chryes Chrasonese, Gold khersomese) หรือ “สุวรรณภูมิ” ราวพุทธศตวรรษที่ 5 ถึงพุทธศักราช 621 ชาวอินเดียจากแคว้นกุชรัศ ได้อพยพเข้าสู่ชวา-มลายู และภาคใต้ตอนล่างมากขึ้น จนบริเวณสุวรรณภูมิทวีปกลายเป็นอาณาจักรฮินดูและพุทธเกษตร ทำให้วัฒนธรรมฮินดูแพร่หลายเข้าสู่บริเวณนี้อย่างต่อเนื่อง ก่อนจะตามมาด้วย พุทธศาสนานิกายมหายาน และตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 9-10 ชาวสยามได้เคลื่อนย้ายเข้าสู่ดินแดนส่วนปลายแหลมมลายู และเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ มีการผสมผสานกันระหว่างสายเลือด เป็นผลให้มีอำนาจเหนือฮินดู นำความเจริญก้าวหน้าสู่บ้านเมืองทางตอนใต้ของมลายู จนถึงพุทธศตวรรษที่ 13 อำนาจของสยามที่มีอยู่เหนือดินแดนแหลมมลายู ตกอยู่ในอำนาจหรือเครือข่ายของ “อาณาจักรศรีวิชัย” จากสุมาตรา สำหรับชาวจีน ช่วงพุทธศตวรรษที่ 15 จีนตอนใต้ เช่น ฝูเจี๋ยน ได้เปิดศักราชทางการค้าด้วยการทำการค้าขายและเป็นเครือข่ายกับหลากหลายอาณาจักร ไม่ว่าจะเป็น เขมร เมืองท่าของศรีวิชัย สุมาตรา คาบสมุทรมลายู และบรรดาเมืองต่างๆ ที่อยู่ในอำนาจของอาณาจักรมัชฌปาหิตของชวา เชื่อมโยงถึงบอร์เนียว หมู่เกาะฟิลิปปินส์ กระทั่งตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 18 ศาสนาอิสลามเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กษัตริย์ชาวมลายูฮินดู เข้ารีตนับถือศาสนาอิสลาม แต่ศาสนาอิสลามเข้าสู่เมืองเคดะห์ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 15 โดยมีชาวเปอร์เซียมุสลิมและชาวอินเดียอาศัยอยู่มาก ต่อมาจึงถึงยุคของชาติตะวันตก เมื่อต้นพุทธศตวรรษที่ 19 ชาวโปรตุเกสเริ่มเดินทางเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อทำการค้า ก่อนจะยึดเมืองกัว (โค) ของอินเดีย และต่อมาเข้ายึดเมืองมะละกา และในที่สุดได้เข้าสู่ปาตานี (ปัตตานี) โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินการค้าขายกับปัตตานี ก่อนจะมีชาติอื่นๆ เข้ามาทำการค้ากับปัตตานีเพิ่มขึ้น เช่น ฮอลันดา สยาม จีน ญี่ปุ่น สเปน ฯลฯ โดยช่วงเวลาเดียวกันนั้น “ชาวจีนอพยพ” เข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่ภาคใต้จำนวนมาก เพื่อเป็นแรงงาน ช่างฝีมือ พ่อค้าเร่ และพ่อค้าส่งออก สรุปภาพโดยรวมแล้วจะเห็นได้ว่า ประวัติศาสตร์พื้นที่ภาคใต้ เกี่ยวพันและมีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับชนชาติต่างๆ มากมายที่หลั่งไหลเข้ามายังดินแดนแห่งนี้ หนังสือ “จีนทักษิณ : วิถีและพลัง” โดย อ.สุทธิวงษ์ พงษ์ไพบูลย์ และคณะสะท้อนว่า ในอดีต แรงจูงใจพิเศษที่เป็นปัจจัยทำให้ชาวจีนและแขกมัวร์ (อินเดีย อาหรับ เปอร์เซีย) มุ่งมั่นฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ เข้ามายังภาคใต้ และพยายามเป็นคนกลางในการขนส่งสินค้าในบริเวณนี้ คือ ของป่าและเครื่องเทศ เครื่องหอมและแร่ กระทั่งสิ่งเหล่านี้ถูกผสมผสานสะท้อนผ่านมิติต่างๆ ของผู้คนแต่ละชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ สืบเนื่องจากดินแดนภาคใต้เคยเป็นศูนย์กลางการเดินเรือค้าขายของพ่อค้าจากอินเดีย จีน และชวา ทำให้วัฒนธรรมของชาวต่างชาติ เข้ามาและดำรงอย่างผสมผสานอยู่ในพื้นที่เช่นทุกวันนี้ การได้หวนกลับมา “เรียนรู้ร่วมกัน” เพื่อให้เข้าใจ “รากเหง้า” เดิม และพัฒนาการความเข้าใจประวัติศาสตร์แต่ละช่วงเวลา จึงเป็นสิ่งสำคัญประการหนึ่งที่จะทำให้เราเข้าใจเรื่องราวในปัจจุบัน
สยามรัฐออนไลน์ |

สายฝนรับปีใหม่ 2560

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ ช่วงรอยต่อปีเก่า-ปีใหม่ พ.ศ.2559-2560 หลังเดินทางไปร่วมประชุม ณ ที่ว่าการอำเภอเบตง ร่วมกับภาคส่วนต่างๆ ผู้เขียนถือโอกาสเดินทางกลับนราธิวาส และใช้เวลาหลายวันอยู่ที่สุไหงปาดี อำเภอเล็กๆ แห่งหนึ่งในจำนวน 13 อำเภอของ จ.นราธิวาส มีโอกาสได้เฝ้าดูวิถีชีวิตของผู้คนอย่างเงียบๆ ในชุมชนสุไหงปาดียังมีคนไทยเชื้อสายจีนอาศัยอยู่กันมาก มีตลาดใหญ่ตั้งอยู่กลางชุมชน จึงไม่แปลกที่เช้าเย็นจะเห็นพี่น้องทั้งพุทธ-มุสลิม-จีน ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างปกติสุขและเรียบง่าย เจอหน้าก็ทักทายด้วยอัธยาศัยไมตรี ถามสารทุกข์สุกดิบ ซื้อขายแลกเปลี่ยนค้าขายระหว่างกันเช่นในอดีตที่ผ่านมาหลายสิบหลายร้อยปี ระหว่างช่วงพักผ่อนหยุดยาวของประชาชนคนไทยในช่วงเทศกาลปีใหม่ ผู้คนส่วนใหญ่มักทอดสายตาไปยังภาคเหนือ เพราะตั้งใจไปสัมผัสอากาศหนาวเย็น โดยเฉพาะตามยอดดอยป่าเขา ส่วนภาคใต้ผู้คนมักท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคใต้ตอนบนและตอนกลาง ส่วนภาคใต้ตอนล่างเช่น “ชายแดนใต้” ยังคงเป็นพื้นที่ “ต้องห้าม” ในความรู้สึกสำหรับใครหลายคน บรรยากาศในฤดูท่องเที่ยวจึงเงียบเหงาไม่เหมือนเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ แถมช่วงนี้ภาคใต้ตอนล่างเป็นช่วงฤดูฝน ฟ้าฝนจึงเป็นใจตกต่อเนื่องข้ามปีหลายค่ำคืน กระทั่งในที่สุดชาวบ้านก็เดือดร้อน มีรายงานตามสื่อต่างๆ ว่า ฝนที่เทตกลงมาอย่างต่อเนื่องช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ทำให้หลายพื้นที่ของ จ.ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส มีน้ำท่วมสูง บางตำบลเจอสถานการณ์น้ำป่าไหลหลากทำให้ถนนขาด เจ้าหน้าที่ทหารและหน่วยงานต่างๆ ต้องระดมกำลังเข้าให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ขณะเดียวกัน ช่วงฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวันที่ทำให้หลายพื้นเผชิญปัญหาน้ำท่วมอย่างหนัก พร้อมกันนั้นปรากฏข่าวลือว่า กำลังจะมีการปล่อยน้ำที่ล้นทะลักจากเขื่อนบางลางออกมา ซึ่งจะส่งผลห้ประชาชนยิ่งประสบความเดือดร้อนมากขึ้น ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) จึงได้ร่วมกับ การไฟฟ้าเขื่อนบางลาง เร่งแถลงข่าวให้ประชาชนรับทราบข้อเท็จจริง โดย ไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ รองเลขาธิการ ศอ.บต. เปิดเผยในนามของศูนย์วิทยุโทรศัพท์ สายด่วนอุ่นใจ ศอ.บต.1880 ว่า ได้เตรียมตั้งหลักเพื่อรับสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับภาวะฝนตกตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งเบื้องต้นว่าจะมีฝนตกต่อเนื่องไปอีกประมาณหนึ่งสัปดาห์ และจำเป็นต้องติดตามในเรื่องของสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด ในการติดตามครั้งนี้ ศอ.บต. ได้เปิดสายด่วนอุ่นใจ 1880 โทรฟรีตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อรับฟังข่าวสารและประสานงานกัน หากประชาชนมีความสงสัยเกี่ยวกับสภาวะน้ำท่วม การเดินทาง และเรื่องน้ำในเขื่อนบางลาง ให้ติดต่อสอบถามได้ทันที โดยทางเจ้าหน้าที่จะประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย เขต 12 สงขลา และ ปภ.จังหวัด ทุกจังหวัด ส่วนข่าวลือตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา ยืนยันได้ว่าเขื่อนบางลางยังไม่เคยปล่อยน้ำ เนื่องจากน้ำในเขื่อนบางลางยังมีจำนวนน้อยมาก ที่เห็นในปัจจุบันเรื่องของน้ำท่วมนั้น เป็นฝนตกท้ายเขื่อนส่วนใหญ่ เขื่อนบางลางสามารถจุน้ำได้ในปริมาณ 1,400 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะนี้มีน้ำอยู่ในประมาณครึ่งหนึ่งหรือประมาณ 47% เพราะฉะนั้นยังสามารถรับปริมาณน้ำได้อีกมากกว่าครึ่งในขณะนี้ จึงยังไม่มีมาตรการและนโยบายในการปล่อยน้ำ แต่ต้องการเก็บกักเก็บน้ำไว้ใช้มากกว่า สำหรับเหตุการณ์สำคัญในรอบปี 2560 ที่น่าจับตามอง คือ หากนับเนื่องจากวันที่ 4 มกราคม 2547 ที่เกิดเหตุการณ์ปล้นปืนครั้งใหญ่จากค่ายจากค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ก็นับเป็นวาระครบรอบ 13 ปีไฟใต้ ซึ่งในทัศนะของฝ่ายความมั่น ยืนยันว่าสถิติความรุนแรงในพื้นที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดย กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ได้สรุปสถิติเหตุรุนแรงและความสูญเสียจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้เอาไว้ว่า ในภาพรวม เหตุรุนแรงทุกประเภท ทั้งลอบยิง ลอบวางระเบิด วางเพลิง และอื่นๆ เกิดขึ้นทั้งสิ้น 15,541 เหตุการณ์ ในจำนวนนี้เป็นเหตุที่เกี่ยวกับความมั่นคง 9,483 เหตุการณ์ หรือคิดเป็นร้อยละ 61 ส่วนที่เหลือมาจากเหตุปัจจัยอื่น เช่น ความขัดแย้งส่วนตัว ความขัดแย้งทางการเมืองในระดับท้องถิ่น เป็นต้น ส่วนตัวเลขความสูญเสีย โดยเฉพาะการเสียชีวิต พบว่ามีจำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุรุนแรงทุกประเภทในจังหวัดชายแดนภาคใต้รวมทั้งสิ้น 7,248 คน เป็นการเสียชีวิตจากเหตุที่เกี่ยวกับความมั่นคง 4,543 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 62.67            กอ.รมน. ระบุว่า แม้ภาพรวมของสถานการณ์จะยังมีความพยายามก่อเหตุรุนแรงและมีความสูญเสียปรากฏอยู่ แต่จากสถิติตัวเลข 3 ปีย้อนหลัง พบว่าสถานการณ์ดีขึ้นตามลำดับ โดยเหตุปัจจัยที่ กอ.รมน.วิเคราะห์ว่าเป็นการแก้ไขปัญหาที่ถูกแนวทางจนทำให้ความรุนแรงและความสูญเสียลดลงตามลำดับ มี 3 ประการ คือ 1.ประสิทธิภาพของงานรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมีมากขึ้น ผ่านการควบคุมพื้นที่และการบังคับใช้กฎหมายที่มีเข้มข้น รวมทั้งงานเสริมนโยบายเร่งด่วน เช่น การทำเส้นทางปลอดภัย 24 ชั่วโมง การติดตั้งระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิดและการเชื่อมต่อระบบทั้งในระดับจังหวัดและอำเภอ 2.ความสำเร็จของการแก้ไขปัญหาภัยแทรกซ้อน ทั้งเรื่องน้ำมันเถื่อนและสินค้าหนีภาษี ตลอดจนการแก้ไขปัญหายาเสพติด ซึ่งมียอดจับกุมสูงมาก และ 3.ประสิทธิภาพงานการเมือง ผ่านโครงการประชารัฐร่วมใจ สร้างอำเภอสันติสุข และโครงการพาคนกลับบ้าน ทั้งนี้ “ทีมข่าวอิศรา” ซึ่งนำเสนอสกู๊ปพิเศษเรื่อง “13 ปีไฟใต้.. สถิติรุนแรงลด งบจ่อ 3แ สนล้าน ตั้ง "องค์กรพิเศษ"เพิ่ม” ได้ ตั้งเป็นข้อสังเกตว่า แม้ตัวเลขสถิติความรุนแรงจะดูดีขึ้น แต่ผู้ได้รับผลกระทบหนักที่สุดยังคงเป็น “ประชาชนผู้บริสุทธิ์” ใน พื้นที่ นอกจากนี้ได้ไล่เรียงตัวเลขงบดับไฟใต้ หากนับตั้งแต่ปี 2547 (นับเป็นปีงบประมาณ) ถึงสิ้นปีงบประมาณ 2559 ผ่านมา แล้ว 13 ปีงบประมาณ ทางหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงอย่างสำนักงบประมาณได้แยก “งบดับไฟใต้” ไว้เป็นหมวดหมู่ต่าง หาก มียอดรวมทั้งสิ้น 264,953 ล้านบาท หากพิจารณาข้อมูลจาก 13 ปีงบประมาณ จะพบว่างบดับไฟใต้ปี 2559 มียอดสูงที่สุด คือทะลุ 3 หมื่นล้านบาท โดยเป็นงบที่รัฐบาล คสช. จัดทำเองทั้งหมด รวมถึงงบประมาณปี 2560 ซึ่งเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา ปีใหม่ 2560 นี้ ปัญหาชายแดนใต้ยังคงถูกจับตามองจากหลายภาคส่วน ประชาชนก็เฝ้ารอความหวังว่าเมื่อไรเหตุการณ์จะยุติลงได้อย่างสมบูรณ์ ไม่เกิดเหตุร้ายใดๆ อีก ในมุมมองของนักวิชาการ มีเสียงเรียกร้องให้มีการจัดทำตัวชี้วัดเพื่อประเมินผลงานอย่างจริงจังของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม เพื่อประเมินผลและกำหนดทิศทางการดำเนินงานอย่างชัดเจน ให้เห็นภาพรวม “ไฟใต้” และเพิ่มความมั่นใจว่าต่างก็มา “ถูกทาง” จริงๆ จะอย่างไรก็ตาม ชีวิตยังคงดำเนินต่อไปพร้อมกับความหวังใหม่ๆ ผู้เขียนขอถือโอกาสนี้กล่าวคำ “สวัสดีปีใหม่ 2560” ผู้อ่านทุกท่าน ท่ามกลางสายฝนในพื้นที่ที่ยังคงตกอย่างต่อเนื่อง... “ขอให้ทุกคนจงมีแต่ความสุขความเจริญ สุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ มีความหวังกับสิ่งใหม่ๆ ในชีวิตร่วมกัน” และที่สำคัญ เชิญชวนให้ร่วมส่งกำลังใจให้เกิดสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยเร็ววัน
สยามรัฐออนไลน์ |