“การศึกษา” คือหัวใจ จชต.

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ “จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจ สังคมจิตวิทยา และความมั่นคง มีอัตลักษณ์ทางด้านภาษา ศาสนา และวัฒนธรรม แตกต่างจากภูมิภาคอื่นของประเทศ ดังนั้นการจัดการศึกษาจึงต้องคำนึงถึงความลงตัวและสอดคล้องกับอัตลักษณ์ดังกล่าว เพื่อสนองตอบต่อความต้องการตามวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่และบริบทของการพัฒนาประเทศ” ประโยคข้างต้น คือสิ่งที่ พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานแถลงการประชุม สรุปผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2560 รอบ 6 เดือน และ (ร่าง) แผนยุทธศาสตร์การศึกษาเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) ของกระทรวงศึกษาธิการ (ส่วนหน้า) หรือ ศปบ.จชต. ณ หอประชุมค่ายสมเด็จพระสุริโยทัย กองพลทหารราบที่ 15 อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ด้วยความเป็น “พื้นที่พิเศษ” ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ กระทรวงศึกษาธิการ จึงได้กำหนดให้พื้นที่ 44 อำเภอ ใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส สตูล และสงขลา (4 อำเภอ คือ เทพา จะนะ นาทวี และสะบ้าย้อย) เป็นการจัดการศึกษา “เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้” โดยมีศูนย์ประสานงานและบริหารการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศปบ.จชต.) หรือกระทรวงศึกษาธิการ (ส่วนหน้า) ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานเชื่อมโยงและบูรณาการงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ชุมชนและประชาชน ในฐานะที่ “การศึกษา” คือหัวใจสำคัญของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามแผนยุทธศาสตร์การศึกษาเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) ของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งว่ากันว่าได้จัดทำขึ้นโดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ยึดตามยุทธศาสตร์พระราชทาน คือ “การเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา” ให้บรรลุตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) คือ ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และสอดคล้องกับแผนการศึกษาแห่งชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2579) นโยบายการบริหารและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2560-2562 เพื่อวางกรอบเป้าหมายและทิศทางการจัดการศึกษา ให้ประชาชนในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้รับบริการการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมกัน พัฒนากำลังคนให้มีสมรรถนะในการทำงานที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดงาน และการพัฒนาประเทศเป็นไปตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs 2030) ภายใต้แนวคิดการจัดการศึกษาเพื่อคนทุกคน และทุกคนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งนี้ วิสัยทัศน์ของแผนดังกล่าว คือ “ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้รับการศึกษาและเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ ดำรงชีวิตอย่างเป็นสุขในสังคมพหุวัฒนธรรม สอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21” โดยมี 6 ยุทธศาสตร์ในการดำเนินงานขับเคลื่อน คือ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การศึกษาเพื่อเสริมสร้างความมั่นคง ยุทธศาสตร์ที่ 2 การพัฒนาศักยภาพคนทุกช่วงวัยและการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ยุทธศาสตร์ที่ 3 การผลิตและพัฒนากำลังคนให้มีสมรรถนะในการแข่งขัน ยุทธศาสตร์ที่ 4 การสร้างโอกาสความเสมอภาคและเท่าเทียมกันทางการศึกษา ยุทธศาสตร์ที่ 5 การจัดการศึกษาเพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ยุทธศาสตร์ที่ 6 การพัฒนาระบบการบริหารจัดการศึกษา เดิมนั้น ศูนย์ประสานงานและบริหารการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศปบ.จชต.) หรือกระทรวงศึกษาธิการ (ส่วนหน้า) มีที่ตั้งอยู่ที่สำนักงานศึกษาธิการภาค 8 อ.เมืองยะลา จ.ยะลา แต่ปัจจุบันได้ย้ายสำนักงานมาจัดตั้งอยู่ในค่ายสมเด็จพระสุริโยทัย จ.ปัตตานี และจะมีการทำพิธีเปิดอาคาร ศปบ.จชต. อย่างเป็นทางการเร็วๆ นี้ โดย บุญรักษ์ ยอดเพชร ผอ.ศปบ.จชต. กล่าวว่า ศปบ.จชต. มีภารกิจเพื่อยกระดับการบริหารงานให้มีเอกภาพและประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การดำเนินงานของกระทรวงศึกษาธิการ (ส่วนหน้า) ที่ผ่านมา ดำเนินการภายใต้โครงการทั้งหมด 127 โครงการ งบประมาณ 2,777.737 ล้านบาท มีผลการดำเนินงานภายใต้ 7 จุดเน้น ได้แก่ จุดเน้นที่ 1 การเสริมสร้างความปลอดภัยครู บุคลากรทางการศึกษา นักเรียน และสถานศึกษา จุดเน้นที่ 2 การพัฒนาคุณภาพการศึกษา จุดเน้นที่ 3 การเสริมสร้างโอกาสทางการศึกษา จุดเน้นที่ 4 การผลิตคนและพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการในพื้นที่และการมีงานทำ จุดเน้นที่ 5 การศึกษาเพื่อความมั่นคง จุดเน้นที่ 6 การสร้างความรับรู้ความเข้าใจ จุดเน้นที่ 7 การบริหารจัดการ กลไกสำคัญ ในการขับเคลื่อนตามแผนยุทธศาสตร์การศึกษาเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) มี 2 ระดับ คือ ระดับอำนวยการ มี พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ เป็นประธาน และระดับการขับเคลื่อนแผนการปฏิบัติงาน มี บุญรักษ์ ยอดเพชร เป็นประธาน จะมีการติดตามการทำงานตามแผนงานของแต่ละจังหวัดอย่างต่อเนื่อง มีการเชิญคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ทั้ง 5 จังหวัดในพื้นที่ นำเสนอแผนงานเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ให้แผนจัดการศึกษามีความสมบูรณ์ที่สุดก่อนจะประกาศใช้ ครอบคลุมไปถึงสถาบันและสถานศึกษาในพื้นที่มีจำนวนทั้งสิ้น 5,747 แห่ง ผู้เรียน 946,746 คน และครูผู้สอน 75,744 คน ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้เขียนหวนคิดถึงเรื่องราวของ “ศาสตร์พระราชา” ว่าด้วยการศึกษาชายแดนใต้ นับตั้งแต่ “หลักรัฐประศาสโนบาย 6 ประการ” สำหรับปฏิบัติราชการในมณฑลปัตตานี เพื่อให้สอดคล้องกับท้องถิ่นมากขึ้น ในฐานะที่เป็น “ท้องที่พิเศษด้วยภูมิประเทศแลบุคคล” ตามพระราชหัตถเลขาของ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธฯ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ต่อเนื่องถึงรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ซึ่งได้ทรงแสดงให้เห็นถึงพระราชปณิธานด้านการศึกษาที่เด่นชัด และลุมาถึงรัชสมัย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ทรงมีพระบรมราโชบายด้านการศึกษา ให้สืบสานพระราชปณิธานของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ปัจจุบัน สิ่งที่ พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก คือ การขอให้ทุกหน่วยงานให้ความสำคัญสิ่งที่นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำมาโดยตลอดเกี่ยวกับการทำงานด้วยว่า ควรสร้างการรับรู้และความเข้าใจให้เกิดขึ้นในหน่วยงานและสถานศึกษาของตนเอง ตลอดจนผู้ปกครอง พี่น้องประชาชน องค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จำนวน 521 องค์กร ด้วยเมื่อมีความเข้าใจเกิดขึ้น ทุกคนจะมีส่วนเข้าถึง และร่วมพัฒนา ย่อมส่งผลให้ความสำเร็จตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้เกิดขึ้นโดยเร็ว หากทว่าแม้จัดวาง “ยุทธศาสตร์” ที่ดีไว้ แต่หากการนำนโยบายไป “ปฏิบัติ” มีความหละหลวม ไม่สอดคล้อง เกิดช่องว่าง โดยเฉพาะกับปัญหาเรื่อง “คน” ผู้เขียนเชื่อว่า ก็ไม่แน่นักว่ายุทธศาสตร์นั้นๆ จะนำไปสู่ความสำเร็จได้
สยามรัฐออนไลน์ |

ตำนานสามัคคีของยุวชนทหารปัตตานี

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ ผ่านมา 10 ปีแล้ว นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2550 เมื่อผู้เขียนกับเพื่อนนักเขียนหนุ่ม “ชรินทร์ แช่มสาคร” เคยไปตามรอยตำนาน “ยุวชนทหารปัตตานีคนสุดท้าย” เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของมิตรภาพระหว่างผู้คนที่เกิดขึ้นบนผืนแผ่นดินไทยมาช้านาน แม้กระทั่งช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกที่ปัตตานีชายแดนใต้ ย้อนไปช่วงเวลา 03.00 น. ของวันที่ 8 ธันวาคม 2484 เป็นวันที่กองทัพญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกที่จังหวัดปัตตานี ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า นายยุนุ (ไม่ทราบนามสกุล) ชาวบ้านรูสะมิแล เป็นคนแรกที่เห็นทหารญี่ปุ่นก้าวเท้ารุกรานแผ่นดินไทย หลังจากนั้นจึงรีบวิ่งไปแจ้งข่าวต่อ นายละมุน เจริญอักษร ปลัดอำเภอเมืองปัตตานี ซึ่งส่งข่าวต่อไปยัง น.อ.หลวงสุนาวิวัฒน์ (กิมเหลียง สุนาวิน) ผู้ว่าราชการจังหวัดสมัยนั้น ประสานงานกับตำรวจ ทหาร พลเรือน ยุวชนทหาร นำมาซึ่งการต่อสู้อันดุเดือดเช่นที่ ชรินทร์ แช่มสาคร บันทึกไว้ใน “ยุวชนทหารปัตตานีคนสุดท้าย.. ตำนานสามัคคี.. ที่ใกล้ปิดฉาก” ว่า เวลาแห่งความโกลาหลนั้น ใครมีปืนหยิบปืน ใครมีมีดหยิบมีด ประธาน เลขะกุล เจ้าของร้านปืนกุ้นเซียะบราเดอร์ และ สมเกียรติ เวียงอุโฆษ สองเจ้าของร้านปืนในปัตตานี เอาปืนและกระสุนที่มีทั้งหมดในร้าน ให้กำลังฝ่ายไทยไปสู้กับทหารญี่ปุ่น พ.ต.ขุนอิงคยุทธบริหาร ผบ.พัน กองพันทหารราบที่ 42 กรมผสมที่ 5 ซึ่งนำกำลังทหารเข้าสู้ ถูกซุ่มยิงด้วยปืนกลบริเวณสะพานเดชานุชิต จนได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิต ถึงวันนี้ผู้คนยังเล่าขานว่า แม้ถูกยิง แต่ พ.ต.ขุนอิงคยุทธบริหาร ก็ยังตะโกนให้ทหารสู้ต่อไป กาลครั้งนั้นมีวีรบุรุษผู้กล้า 40 ชีวิต พลีชีพเพื่อปกป้องแผ่นดิน  ตราบกระทั่งผ่านมาหลายปีจากเหตุการณ์ครั้งนั้น วันที่ 24 กันยายน 2550 ลมหายใจสุดท้ายของยุวชนทหารที่ชื่อ “สนั่น อาลีอิสเฮาะ” ก็สูญสิ้น ขณะที่ย้อนไปไม่ถึงเดือน สนั่น อาลีอิสเฮาะ กับ เนียน ศรีสุวรรณ ยุวชนทหารชาวไทยพุทธ ซึ่งเป็นเพื่อนกอดคอกันมาในวัยเด็ก และเป็นสหายร่วมรบกับกองกำลังทหารญี่ปุ่นเมื่อ 66 ปีที่แล้ว พยายามทำภารกิจเพื่อมาตุภูมิอีกครั้ง ด้วยการฟื้นวีรกรรมของยุวชนทหารจังหวัดปัตตานี มาเล่าขานกับผู้คนว่า “อดีต บรรพบุรุษเราร่วมรักษาผืนแผ่นดินไทยแห่งนี้ ปัจจุบันเรายังคงร่วมกันสร้างความสามัคคี” อย่างไรก็ตาม ความมุ่งหวังเดินไปได้ไม่กี่ก้าว สนั่นอาลีอิสเฮาะ ซึ่งเป็นคนสุขภาพแข็งแรง เกิดล้มป่วยด้วยอาการเจ็บกระดูกสันหลังจนต้องเข้าโรงพยาบาล ไม่มีใครคิดว่าจะเกิดโรคแทรกซ้อนจนยากต่อการเยียวยา สนั่น อาลีอิสเฮาะ หรือ อายีเจะยามาลูดิน อาลีอิสเฮาะ เกิดเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2466 เป็นลูกคนโตในบรรดาพี่น้อง 4 คน เจะฮะ อาลีอิสเฮาะ พ่อของสนั่น เป็นกำนันตำบลจะบังติกอ ส่วนแม่ คือ เจะฆอตีเยาะ อาลีอิสเฮาะ เป็นแม่บ้านและช่วยกิจการค้าขายของครอบครัว สนั่น เรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนจะบังติกอ พอจบ ป.4 ก็ย้ายไปเรียนต่อที่โรงเรียนเบญจมราชูทิศ ที่นี่เขาจึงได้คบหากับ เนียน ศรีสุวรรณ ซึ่งเป็นเพื่อนเรียนร่วมชั้น และเป็นเพื่อนยุวชนทหารร่วมรบ ทั้งความรัก ทั้งประวัติชีวิตของตระกูลที่ผูกพันกับแผ่นดินเกิด ทำให้เมื่อเกิดปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้รอบใหม่ช่วงเริ่มต้น จึงเหมือนได้ปลุกเลือดรักชาติของชายชราวัย 84 ปี ขึ้นมาอีกครั้ง เวลานั้นเรามีโอกาสได้สนทนากับ อะดิลัน อาลีอิสเฮาะ ลูกชายของ สนั่น ซึ่งบอกเล่าว่า “คุณพ่อเคยพูดว่า อยู่มาจนอายุ 84 ปี ก็ไม่เคยเห็นว่าเหตุการณ์จะหนักหนาขนาดนี้ พ่อบอกเสียดาย การที่พ่อพยายามหยิบเรื่องยุวชนทหารขึ้นมาพูด เพื่อสะท้อนให้เห็นประวัติศาสตร์ที่คนปัตตานีต่อสู้กันมา ซึ่งก็คือความพยายามหาทางจะทำยังไงให้บ้านเมืองสงบโดยไม่มีการเลือกฝ่าย” สำหรับ “เนียน ศรีสุวรรณ” เขาเกิดวันที่ 1 เมษายน 2468 ที่อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี พ่อชื่อ มาก แม่ชื่อ นัย มีอาชีพทำนา เนียนเป็นลูกคนสุดท้องจากพี่น้อง 7 คน หลังเรียนจบ ป.4 จากโรงเรียนเทศบาล 2 (วัตตานีนรสโมสร) ก็เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนเบญจมราชูทิศ เขาเป็นเด็กวัด อาศัยวัดตานีนรสโมสรเป็นที่อยู่หลับนอน มีข้าวก้นบาตรสำหรับประทังชีวิต เวลานั้นเขามีเพื่อนเรียนรุ่นเดียวกันที่เป็นมุสลิมไม่กี่คน และหนึ่งในนั้นคือ สนั่น อาลีอิสเฮาะ  “เรียน ม.1 จนจบ ม.6 มาด้วยกัน กอดคอกัน เป็นนักกีฬามาด้วยกัน เป็นนักวิ่งผลัด ในทีมเราจะมีไทยพุทธ 2 คน มุสลิม 3 คน ก็ให้สนั่นเป็นหัวหน้าทีม เพราะเขามีฐานะทางบ้านดี เวลากินข้าวด้วยกันจะไปหาร้านอาหารอิสลาม เราไทยพุทธไม่มีปัญหา บางครั้งผมก็ไปนอนค้างบ้านเพื่อนมุสลิม” เขายังเล่าย้อนอดีตอีกว่า เวลานั้นเวลามีงานบุญ คนพุทธทำบุญเดือนสิบ จะนำข้าวต้มมัดไปให้เพื่อนมุสลิม งานวันฮารีรายอ เพื่อนมุสลิมก็เอา “ตูปะ” (ข้าวต้มมัด) มาให้กิน ก็เตะบอล แอบสูบบุหรี่มาด้วยกัน และยอมรับด้วยว่า ในยุคนั้น จอมพล ป.พิบูลสงคราม ประกาศนโยบายรัฐนิยม สร้างความอึดอัดให้กับทั้งชาวไทยพุทธและมุสลิม ชีวิตดำเนินไปอย่างเรียบง่าย กระทั่งญี่ปุ่นบุก ขณะที่ทั้งคู่มีอายุเพียงประมาณ 16 ปี จึงได้กลายเป็นหนึ่งใน “ยุวชนทหารปัตตานี” สร้างวีรกรรมปกป้องแผ่นดินของชาวปัตตานี ใช้เวลาต่อสู้โรมรันราว 5 ชั่วโมง มีทั้งชาวบ้านธรรมดาและทหารเสียชีวิตรวมกันหลายคน ในที่สุด จอมพล ป.พิบูลสงคราม ประกาศยอมให้ญี่ปุ่นใช้เส้นทางผ่านประเทศเพื่อเคลื่อนทัพไปยังประเทศมาเลเซีย การต่อต้านกองทัพญี่ปุ่นจึงยุติลง ทุกคนจึงนำอาวุธไปคืนที่โรงพัก เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย สนั่น เนียน และเพื่อนๆ หวนกลับคืนสู่ชีวิตนักเรียนอีกครั้ง กระทั่งจบการศึกษา จึงต่างดำเนินชีวิตกันไปตามวิถี ขณะที่ “มิตรภาพ” ที่ก่อร่างกันมาไม่เคยจางหาย ถึงเวลานี้ ผู้คนต่างลับล่วงหล่นหายไปตามกาลเวลา ผู้ที่ยังอยู่ก็ยืนหยัดต่อสู้กับปัญหาอุปสรรคชีวิตกันคนละแบบ ภายใต้ปัญหาสังคมที่ซับซ้อนมากขึ้น ปัญหาเศรษฐกิจรุมเร้า ปัญหาความรุนแรงและความสูญเสียที่หนุนเนื่องหมุนวนกันเป็นวงรอบ และภาพตัดความสวยงามของมิตรภาพระหว่างคนต่างศาสนาที่ยังดำรงอยู่ ท่ามกลางปัญหาไฟใต้ที่ยังสุมรุมคลุมเครือในปัจจุบัน ผู้เขียนขออนุญาตหยิบยกเรื่องราวเกี่ยวกับ “ยุวชนทหารปัตตานี” มาบอกเล่าอีกครั้ง เพื่อสะท้อนเรื่องราวในอดีตที่อาจสามารถบอกเล่าปัจจุบันได้ในหลายมิติ
สยามรัฐออนไลน์ |

ถอดบทเรียนจากอเมริกา :จุดจบของหนังสือพิมพ์และทีวี

พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์ ทราบกันดีว่า ความเปลี่ยนแปลงในวงการการสื่อสารทั่วโลก เป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่ง จนแม้ผู้คนในวงการสื่อมวลชนเองก็ตามแทบไม่ทันเอาด้วยซ้ำ โดยเฉพาะตั้งแต่เกิดปรากฎการณ์โซเชียลมีเดียขึ้น ทำให้การวางตนและวางองค์กรของสื่อมวลชนกระแสหลักเป็นไปอย่างอิหลักอิเหลื่ออย่างยิ่ง โซเชียลมีเดียที่ทำให้มนุษย์ทุกคนบนโลกสามารถสื่อสารแนวปัจเจก ได้อย่างไม่ยากเย็นอะไรเลยนั้น ถ้าจะนับให้คนเหล่านั้นเป็นสื่อมวลชนไปด้วยก็อาจย่อมได้ด้วยซ้ำ เพราะพวกเขาเหล่านี้มีการสื่อสารออกไปยังกลุ่มคนจำนวนหนึ่ง แม้ว่า คนกลุ่มเป้าหมายดังกล่าว จะเป็นเพื่อนของเขาก็ตาม บางคนที่สื่อสารแนวนี้ออกไป ยังมีทักษะการสื่อสารมวลชนมากกว่าสื่อมวลชนอาชีพเสียอีก โดยที่วิธีการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียแบบที่ว่านี้ กลับเป็นที่นิยมอย่างยิ่งของคนทั่วโลก ปัจจุบันแทบไม่มีใครที่ไม่รู้จักไลน์ เฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ หรืออินสตาแกรม และผู้คนต่างก็ใช้เวลาหมดไปกับสื่อเหล่านี้เป็นส่วนใหญ่หลายชั่วโมงในแต่ละวัน โดยที่สื่อเหล่านี้เป็นแหล่งข้อมูลที่มีความสดหรือมีความรวดเร็วในการนำเสนอหรือสื่อสารมากกว่าสื่อกระแสหลักแบบเดิมๆ แหละนี่คือจุดเปลี่ยนความน่ากลัวและผลกระทบของความเปลี่ยนแปลงของสื่อออนไลน์ดังกล่าวในครั้งนี้อยู่ตรงที่ การ“การหลอมรวมสื่อทุกประเภทเข้าด้วยกัน”ลงบนสื่อออนไลน์ ทั้งสื่อทีวี สื่อหนังสือพิมพ์ (สื่อกระดาษ)หรือสื่อแขนงอื่นๆ ทั้งหมด โดยสื่อทั้งหมดถูกรวบรวบเข้าไว้ในที่เดียวกัน แถมผู้บริโภคสื่อ จะชม จะอ่าน จะฟัง ตรงไหน เมื่อไหร่เวลาไหนก็ได้ เลือกเอาตามใจชอบอย่างอิสระแล้วแต่ความสะดวกของแต่ละคน เป็นเหตุให้วงการสื่อมวลชนเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่อาจเรียกได้ว่า เป็น“การปฏิวัติ”ของวงการสื่อมวลชนโลกเลยทีเดียว แน่นอนว่า สื่อมวลชนทุกประเทศได้รับผลกระทบ นับแต่สื่อมวลชนในอเมริกาซึ่งได้รับผลกระทบเป็นอันดับแรกๆ เป็นต้นมา สาเหตุที่สื่อมวลชนในอเมริกาได้รับผลกระทบเป็นอันดับแรกๆ ก็เนื่องจาก ระบบโซเชียลมีเดียซึ่งเป็นระบบการหลอมรวมสื่อที่สำคัญที่สุดนั้น เกิดขึ้นในประเทศนี้ก่อนประเทศใดในโลก การสื่อสารมวลชนแบบสองทางทำให้การเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมโหฬารบนโลกใบนี้ ด้วยเหตุนี้ ที่สื่อมวลชนแบบเก่าๆ กลายเป็นสื่อล้าหลัง สื่อมวลชนในโลกเก่าได้หายไปหรือกำลังจะหายไปในไม่เร็วก็ช้าเป็นสิ่งที่คาดหวังได้ที่เห็นกันแล้วในส่วนของสื่อที่หายไป คือ สื่อกระดาษ เช่น หนังสือพิมพ์และแมกกาซีนต่างๆ ที่ค่อยๆ ทยอย ปิดตัวทีละรายสองราย และค่อยๆหายหน้าหายตาไปเรื่อยๆ เหมือนที่ครั้งหนึ่งโลกเคยมีคาสเซ็ท เทป แต่ตอนนี้ไม่มีการใช้และหลงเหลือระบบเทคโนโลยีของสื่อประเภทนี้อีกต่อไป ไม่เพียงเท่านี้ ภาวะความน่าสะพรึงกลัวที่กำลังเกิดขึ้นกับสื่อแบบเก่าอย่างทีวีก็คือ พฤติกรรมของคนสมัยใหม่ที่นิยมดูทีวีน้อยลงอย่างฮวบฮาบ ทีวี(ที่ใช้ระบบการส่งสัญญาณแบบเดิมๆ) กำลังจะเจอประวัติศาสตร์ซ้ำรอย เหมือนการสูญพันธุ์ของคาสเซ็ทที่ในที่สุก็จะเหลือเพียงร่องรอยทางประวัติศาสตร์เท่านั้น สื่อเก่านั้น พยายามดิ้นเพื่อความอยู่รอด ไม่ว่าสื่อในอเมริกาหรือสื่อที่ใดในโลก รวมถึงสื่อมวลชนในประเทศไทยที่จะต้องเจอกับสถานการณ์เลวร้ายชนิดวิกฤต แม้หลังจากการประมูลทีวีดิจิตัล 20 กว่าช่อง ผ่านไปได้เพียงไม่กี่ปี ซึ่งความจริงก็ไม่ต่างอะไรกับการที่สื่อทีวีแบบเก่าเหล่านั้นต่างเดินไปติดกับดักของวัฒนธรรมสื่อยุคโลกาภิวัตน์ โดยเฉพาะในยามที่สื่อโซเชียลมีเดียขึ้นมาอยู่แถวหน้าเป็นเบอร์หนึ่ง หาใช่สื่อเป็นทีวีตามที่คาดหวังกันแต่อย่างใดไม่แถมสื่อออนไลน์ดังกล่าว ไม่ต้องประมูลให้เมื่อยตุ้ม ไม่แปลกที่สื่อทีวีดิจิตัลของไทย มีอาการซวนเซ จะล้มแหล่มิล้มแหล่อย่างเห็นได้ชัด แม้แค่ในช่วง 3 ปีแรกของสัญญากับกสทช.เท่านั้น ทำเอาผิดหวังกันทั้งสองฝ่าย คือ ฝ่ายรัฐ (กสทช.) ที่คาดกันว่า การประมูลทีวีดิจิตัลจะทำรายได้มหาศาลให้กับรัฐ และทำรายได้เป็นกอบเป็นกำให้ทางฝ่ายผู้ลงทุนคือสื่อทีวีเอง จนในปัจจุบันก็เห็นสภาพกันเป็นอย่างดีว่า เป็นไปตามที่คาดกันไว้หรือไม่ อเนจอนาถกันมากมายเพียงใด? สื่อทีวีในอเมริกาเองก็ใช่จะอยู่ในสถานการณ์ที่แตกต่างจากสื่อทีวีในเมืองไทย ทีวีช่องหลักทุกช่องในอเมริกาปรับตัวลงไปอยู่ในภาคออนไลน์ทั้งหมด รวมถึงการพยายามเน้นจุดขายที่จำเพาะเจาะจงไปยังกลุ่มเป้าหมายหรือลูกค้ามากขึ้น ในขณะที่สื่ออเมริกันเองโดนท้าทายจากคู่แข่งเฉพาะด้านมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น ช่องทีวีด้านข่าวนานาชาติ สื่อทีวีอเมริกันโดนท้าทายจากทีวีช่องนานาชาติของจีน ของญี่ปุ่นหรือทีวีนานาชาติของอาหรับ ในด้านบันเทิงเองเวลานี้ฮอลลีวูดไม่จำเป็นต้องพึ่งทีวีช่องกระแสหลักหรือต้องตั้งบริษัททีวีเป็นของตนเองเหมือนเมื่อก่อน ที่เลวร้ายไปกว่านั้นดูเหมือนธุรกิจทีวีในอเมริกาเองก็ยังไม่มีทางออกใหม่ๆ นอกจากนำธุรกิจลงสู่สื่อออนไลน์ทุกทางเท่าที่จะทำได้ นอกนั้นก็คือการพยายามเซฟค่าใช้จ่ายหรือการลงทุนด้วยการให้พนักงานหรือลูกจ้าง ทำทุกอย่างเท่าที่สามารถทำได้ เช่น นักข่าวต้องทำงานเป็นช่างภาพในเวลาเดียวกัน ซึ่งระบบการทำงานในอเมริกาที่ว่านี้มีมานานกว่า 10 ปีแล้ว ทุกช่องทีวีต่างดิ้นรนเหมือนกันหมด เพราะทีวีในอเมริกาไม่อิงระบบอุปถัมภ์ เหมือนทีวีบางช่องในไทย พีบีเอสของอเมริกานั้น นับว่ายืนอยู่บนลำแข้งลำขาของตนเองโดยแท้ เพราะต้องอาศัยศรัทธาจากมหาชนอเมริกันเป็นหลักในการระดมทุน (Fund Raising) เพื่อกิจการ หาได้อาศัยทุนง่ายๆ จากภาครัฐเหมือนไทยพีบีเอสแต่อย่างใดไม่ การปรับตัวของสื่อมวลชนอเมริกันเอง ผู้ที่เป็นสื่อมวลชนต้องรอบจัดมากขึ้น กล่าวคือนอกจากสื่อมวลชนต้องมีความรู้เรื่องงานข่าวหรืองานข้อมูลแล้ว ยังจำเป็นต้องรู้ในเรื่องเทคโนโลยีในด้านการสื่อสารควบคู่กันไปด้วย โดยเฉพาะช่องทางการสื่อสารผ่านระบบออนไลน์และอื่นๆ เพื่อนอเมริกันที่ทำงานเป็นนักข่าวที่ลอสแองเจลิส ไทม์ เล่าให้ฟังว่า กรอบการทำงานของเขาที่บริษัทกำหนดให้ทำนั้น ละเอียดและรัดกุม มีความยุบยิบมากขึ้น เขาไม่เพียงแต่เป็นผู้รายงานข่าวหรือเหตุการณ์หรือข่าวสารทั่วไปเท่านั้น หากยังต้องเขียนบทความหรือบทวิเคราะห์ข่าว ส่งสำนักงานแอล.เอ.ไทม์ อย่างน้อยสัปดาห์ละเรื่องอีกด้วย นับเป็นการบ้าน “ภาคบังคับ” ที่นักข่าวที่นั่นทุกคนต้องทำส่ง ไม่นับรวมถึงการให้ความเห็น (comments) เกี่ยวกับเหตุการณ์ข่าวที่เกิดขึ้น ในโซเชียลมีเดียและทีวีช่องต่างๆ เพื่อเรียกน้ำย่อยจากแฟนข่าวของเขาเองหรือแฟนของหนังสือพิมพ์เป็นงานภาคบังคับที่ต้องทำให้ได้ มิใช่แต่เขียนข่าวส่งเพียงอย่างเดียว ระบบเขียนข่าวส่งอย่างเดียวนั้นล้าหลังแล้ว พูดกันว่า ใครๆ ก็ทำได้ แม้แต่คนนอกวงการฯ ก็เพราะมีคนทำหน้าที่นี้กันในสื่อออนไลน์เป็นจำนวนมากแล้ว และที่สำคัญ พวกเขาทำได้ดีมากกว่าคนที่ทำสื่ออาชีพเสียอีก
สยามรัฐออนไลน์ |

อัยเยอร์เวงโมเดล (2)

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ หลังจุดชมทะเลหมอกได้รับการพัฒนาในปี 2558 กระแสหลั่งไหลของนักท่องเที่ยวที่มาท่องเที่ยวใน ต.อัยเยอร์เวง อ.เบตง จ.ยะลา ก็เพิ่มมากขึ้นเป็นประวัติการณ์ จากสถิติของเจ้าหน้าที่อาสาสมัครช่วยเหลือนักท่องเที่ยวทะเลหมอกที่ได้ทำการบันทึกไว้ ตั้งแต่เดือนมกราคม-กันยายน 2559 มีปริมาณนักท่องเที่ยวมาเยือนทะเลหมอกกว่า 180,000 คน คำนวณรายได้ขั้นต่ำจากการจาหน่ายอาหารเช้า จำหน่ายของที่ระลึก เช่ารถ บริการนำเที่ยว ล่องแก่งล้อยาง ล่องแก่งแคนนูคายัค ที่มีรวมมากกว่า 150 ลำ อยู่ระหว่าง 18-24 ล้านบาท นับเป็นผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นโดยตรงต่อประชาชนในพื้นที่ ส่งผลให้เกิดความเชื่อมั่นในด้านความปลอดภัย อันเป็นปัญหาด้านความมั่นคง ในภาพรวมของ อ.เบตง จ.ยะลา สิ่งที่น่าสนใจติดตามคือ การที่ องค์การบริหารส่วนตำบลอัยเยอร์เวง ได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา มีเป้าหมายให้ ต.อัยเยอร์เวง เป็นแหล่งเรียนรู้ศึกษาธรรมชาติ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในระดับภูมิภาคอาเซียน ภายใต้ความร่วมมือกับ สำนักงานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมจังหวัดยะลา สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 13 สาขานราธิวาส และสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดยะลา โดยจัดจ้างออกแบบโครงการพัฒนาศูนย์เรียนรู้ธรรมชาติและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ จุดชมวิวทะเลหมอกตำบลอัยเยอร์เวง ตั้งเป้าไว้ว่า โครงการก่อสร้างสกายวอล์คจุดชมวิวทะเลหมอก เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญที่จะสามารถผลักดันให้ศูนย์การเรียนรู้ธรรมชาติและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ได้รับความสนใจผู้คนในระดับอาเซียน และเกิดผลสัมฤทธิ์ในเชิงอนุรักษ์ทรัพยากรและป่าไม้ ควบคู่ไปกับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ที่สามารถเสริมสร้างความมั่นคงทางสังคม มั่งคั่งทางเศรษฐกิจใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อย่างยั่งยืน ในที่สุด สำนักงานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมจังหวัดยะลา ได้เสนอโครงการก่อสร้างสกายวอล์คจุดชมวิวทะเลหมอกอัยเยอร์เวง ซึ่งเป็นระเบียงกระจกที่ยาวที่สุดในโลก ตามแบบที่ อบต.อัยเยอร์เวง ได้ศึกษาออกแบบ เพื่อให้สอดคล้องตามนโยบายสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ของรัฐบาล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อก่อสร้างสกายวอล์คสำหรับไว้บริการนักท่องเที่ยว และสังเกตการณ์สภาพนิเวศน์ของป่าในพื้นที่ ให้มีศูนย์เรียนรู้ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในจังหวัดยะลา และระดับภูมิภาค ส่งเสริมอาชีพและกระจายรายได้ของประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ส่งเสริมศักยภาพการท่องเที่ยวในกลุ่มจังหวัดชายแดนใต้ และเพื่อส่งเสริมบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์สูงสุด สำหรับแผนการพัฒนาและแนวปฏิบัติดาเนินงาน เริ่มตั้งแต่ ปี พ.ศ.2558-2561 แบ่งระยะของแผนการพัฒนาออกเป็น 3 ระยะ คือ ขั้นศึกษาเตรียมการ ปี 2558-2559 ทาง อบต.อัยเยอร์เวง ได้สำรวจพื้นที่ เก็บรายละเอียดสภาพ แวดล้อมเชิงภูมิศาสตร์ ศึกษาขนบธรรมเนียมประเพณีของชุมชน วิถีชีวิต และประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชุมชนในพื้นที่ จัดประชุมประชาคมชาวบ้าน หาแนวทางพัฒนาและสรุปแนวทางร่วมกัน รวมทั้งข้อเสนอแนะในการร่วมกันบริหารจัดการหากมีการดำเนินโครงการ โดย อบต.อัยเยอร์เวง สำนักงานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมจังหวัดยะลา สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 13 สาขานราธิวาส และสานักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดยะลา วางแผน แนวพัฒนา นำวาระเข้าประชุมผ่านมติสภาองค์การบริหารส่วนตำบลขอความเห็นชอบ และบรรจุเข้าแผนฯ ตำบล เสนอข้อมูลให้ สำนักงานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมจังหวัดยะลา สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 13 สาขานราธิวาส และสานักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดยะลา ทราบ เพื่อจัดทำแผนงานโครงการ โดยให้มีโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เช่น ถนน ไฟฟ้า เป็นต้น รวมถึงการจัดจ้างสถาปนิกเพื่อออกแบบ เขียนแบบ รูปแบบโครงการตามความต้องการของท้องถิ่น และความเหมาะสมความเป็นไปได้ของโครงการ ก่อนจะนำรูปแบบโครงการเข้าประชุมเวทีประชาคม และผ่านสภาองค์การบริหารส่วนตำบลอีกครั้ง จัดทำโครงการเป็นรูปเล่ม เพื่อดาเนินการเสนอขอความเห็นชอบโครงการต่อผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เสนอโครงการ เพื่อของบประมาณในการดาเนินการ จากนั้นคือแผนพัฒนาระยะที่ 2 ขั้นดำเนินการก่อสร้างหลังได้รับอนุมัติงบ สถานที่ดำเนินการ คือ หมู่ที่ 4 บ้านธารมะลิ หมู่ที่ 3 บ้าน กม.36 และ หมู่ที่ 6 บ้านกม. 38 ต.อัยเยอร์เวง ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อระหว่างหมู่บ้าน รวมงบประมาณ 91,000,000 บาท หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 13 สาขานราธิวาส หน่วยงานหลักพื้นที่ดำเนินการ สำนักงานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมจังหวัดยะลา หน่วยงานหลักพื้นที่ดำเนินการ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดยะลา หน่วยงานหลักพื้นที่ดำเนินการ อบต.ตำบลอัยเยอร์เวง ผู้ออกแบบโครงการ ที่ทำการปกครองอำเภอเบตง สนับสนุนการจัดทำโครงการ และมี กำนันผู้ใหญ่บ้าน ร่วมวางแผนโครงการ ผลที่คาดว่าจะได้รับ คือ การเกิดศูนย์เรียนรู้ศึกดูงานธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ได้มาตรฐานในจังหวัดยะลา สามารถรองรับการศึกษาดูงานขั้นต่ำวันละ 3,000 คน ประชาชนมีความตระหนักถึงประโยชน์ส่วนรวม และร่วมมือในการปกป้องรักษาทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่มากยิ่งขึ้น เกิดการกระจายรายได้ในระดับพื้นที่ในธุรกิจแขนงต่างๆ ทั้ง อาหาร เสื้อผ้า ของที่ระลึก รถเช่า รถรับจ้าง ฝากรถ ล่องแก่ง แพยาง แพโดนัด โฮมสเตย์ เต้นท์ ที่พัก 300 ห้อง การขายผลิตภัณฑ์ชุมชน ฯลฯ โดยคาดว่า จำนวนนักท่องเที่ยวอำเภอเบตง จะเพิ่มขึ้นจาก 400,000 คน ต่อปี เป็น 1,000,000 คนต่อปี ภายในปี พ.ศ.2562 เกิดการกระจายรายได้ไปในพื้นที่ใกล้เคียง ได้แก่ แรงงานในการก่อสร้าง ธุรกิจที่พัก โรงแรม สถานบันเทิง บริษัททัวร์ ภัตตาคาร ร้านอาหาร และระบบโลจิสติกส์ ส่วนราชการในอำเภอเบตง สามารถเก็บค่าธรรมเนียมภาษีต่างๆ มากขึ้น มีการรวมตัวของชุมชนในการประกอบธุรกิจและกิจกรรมมากยิ่งขึ้น ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง ส่งผลให้เกิดความมั่นคงในท้องถิ่น ทำให้ชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เป็นผลให้การพัฒนาด้านต่างๆ เช่น การศึกษา การสาธารณสุข การเมืองท้องถิ่น การนันทนาการ ดำเนินงานเกิดประสิทธิผลมากขึ้น ทำให้ศักยภาพการท่องเที่ยวของจังหวัดยะลาและอำเภอเบตงมีมากขึ้น และที่สำคัญ จะเป็นรูปแบบและกระแสในการพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่อื่นๆ ได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ ในส่วนดัชนีชี้วัด มีการประมาณการรายได้ของผู้ได้ผลประโยชน์โดยตรงจากโครงการ ผลการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูล จำนวนนักท่องเที่ยวที่คาดว่าจะมาใช้บริการ จำนวนห้องพักของที่พักในโครงการและนอกโครงการ และรายได้ที่คาดว่าจะได้รับ แผนการพัฒนาระยะที่ 1 ปี 2561-2565 ระยะการพัฒนา 5 ปี จำนวนนักท่องเที่ยวที่คาดว่าจะมาใช้บริการเฉลี่ย 670,100 คน/ปี ครอบคลุมทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทั้งไป-กลับ หรือค้างคืน รายได้เฉลี่ยจากการท่องเที่ยวนักท่องเที่ยวชาวไทย 163,800,000 บาท/ปี นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ 124,100,000 บาท/ปี รวม 287,900,000 บาท/ปี ซึ่งตัวเลขนี้เฉพาะนักท่องเที่ยวทะเลหมอก ไม่รวมที่เที่ยวเบตงแต่ไม่ไปเที่ยวทะเลหมอก โดยสรุปแล้ว รูปแบบที่เกิดขึ้นของ “อัยเยอร์เวงโมเดล” จึงมีความน่าสนใจ ไม่ว่าจะผลักดันให้ถึงเป้าหมายได้มากน้อยเพียงใดก็ตาม แต่อย่างน้อยก็ถือเป็นปรากฏการณ์หนึ่งที่สะท้อนแง่มุมต่างๆ ที่สอดรับกันได้เป็นอย่างดี
สยามรัฐออนไลน์ |

อัยเยอร์เวงโมเดล (1)

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ จนถึงขณะนี้ ดูเหมือนกระแสทะเลหมอกยังไม่มีทีท่าว่าจะสร่างซา แถมมีแต่จะเพิ่มปริมาณความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวทั้งในและนอกพื้นที่ชายแดนใต้ รวมถึงนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผู้เขียนจึงสนใจกรณี “อัยเยอร์เวงโมเดล” เป็นพิเศษ เพราะได้ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ที่มี “นัยสำคัญ” ต่อทิศทางการท่องเที่ยวในพื้นที่ชายแดนใต้ ทั้งระบบ และส่งผลต่อเนื่องถึงปัจจัยอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม เศรษฐกิจ หรือความมั่นคง ข้อมูลจากแผนพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทะเลหมอกอัยเยอร์เวง สะท้อนว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลายมาเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบเศรษฐกิจของโลกไปแล้ว เป็นที่ยอมรับว่าเกือบทุกประเทศในโลกนี้ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้เจริญเติบโตจนกลายเป็นสินค้าหลักในระบบการค้าระหว่างประเทศอย่างรวดเร็ว และในหลายประเทศ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญอยู่ในอันดับที่ 1–3 ของ 10 อันดับแรกในอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศนั้นๆ อีกด้วย สำหรับประเทศไทย มีชื่อเสียงในเรื่องการท่องเที่ยวมาก ด้วยสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยและเหมาะสมกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งประกอบด้วยสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามและหลากหลาย มีทั้งแบบเชิงธรรมชาติ ทะเล ภูเขา น้ำตก เชิงศิลปวัฒนธรรม มีทั้งวัดวาอาราม พระราชวังโบราณ สถานที่สำคัญต่างๆ รวมไปถึงแหล่งท่องเที่ยวที่ตอบสนองวิถีชีวิตคนเมือง อย่างบรรดาแหล่งช็อปปิ้ง สถานบันเทิง เป็นต้น ประกอบกับการบริการที่เป็นมิตรเอกลักษณ์ของคนไทยที่มีความอ่อนโยน ทำให้ชาวต่างชาติประทับใจ โรงแรมรีสอร์ทไทยหลายๆ แห่งมีชื่อเสียงระดับโลก ทั้งค่าครองชีพที่หากเทียบกับประเทศอื่นแล้วถือว่าไม่สูงมากนัก และยังมีระบบการสื่อสารและสาธารณูปโภคที่ค่อนข้างมีความพร้อมหากเทียบกับประเทศใกล้เคียง ทำให้ประเทศไทยมีรายได้จากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกว่า 1 ล้านล้านบาทหรือคิดเป็นร้อยละ 8 ของ GDP ของประเทศเลยทีเดียว จนถึงขณะนี้ มีนักท่องเที่ยวทั่วโลกให้ความสนใจ เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย และประเทศในแถบอาเซียนมากขึ้น นั่นแสดงให้เห็นว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในแถบอาเซียนยังมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอีกมาก ทำให้แต่ละประเทศสมาชิกเริ่มตื่นตัว ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และสถานการณ์แข่งขันที่มีแนวโน้มว่าจะรุนแรงมากขึ้นในอนาคต ซึ่งเป็นความท้าทายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มีหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในพื้นที่ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ต้องเร่งพัฒนาบุคลากรและผู้ประกอบการและการบริหารจัดการอย่างเร่งด่วน เพื่อให้มีศักยภาพเพียงพอที่จะอยู่รอดในภาวะที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีแนวโน้มว่าจะมีการแข่งขันสูงต่อไป “บ้านป่าฮาลา สายน้ำปัตตานี น้ำตกมากมี บ่อน้ำร้อนนากอ” “ทะเลสาบภูเขา ทะเลหมอกแดนใต้ ผักน้ำสมุนไพร ซาไกดั่งเดิม” คือคำขวัญประจำตำบล ที่บ่งบอกถึงความสมบูรณ์ในแหล่งทรัพยากรธรรมชาติด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะป่าฮาลา-บาลา ป่าสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปเอเชีย ที่นับเป็นความภูมิใจของชาวตำบลอัยเยอร์เวง และชาวจังหวัดยะลา ในทางการเมืองการปกครองนั้น ตำบลอัยเยอร์เวง แบ่งเป็น 11 หมู่บ้าน มีพื้นที่ทั้งสิ้น 818.72 ตารางกิโลเมตร ประชากรรวมทั้ง 11,400 คน มีชายแดนติดกับประเทศมาเลเซีย ทั้งทิศตะวันออกและทิศตะวันตก โดยทิศตะวันออกจดอำเภอฮูลูเปรัค (กริ๊ก) รัฐเปรัค ประเทศมาเลเซีย และทิศตะวันตก จดอาเภอบาลิ่งรัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย ทั้งนี้ ระหว่างปี 2542-2546 องค์การบริหารส่วนตำบลอัยเยอร์เวง ได้ทำการสำรวจบุกเบิก จัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ หนึ่งในโครงการพัฒนา คือ “จุดชมทะเลหมอกไมโครเวฟฯ” หรือ “จุดชมทะเลหมอกอัยเยอร์เวง” ซึ่งเดิมชาวบ้านเรียกว่า “บูเก๊ะเฉง” หรือ “ภูเขาเจ๊ง” เพราะกว่าจะเดินทางถึงก็หมดแรง ต้องทิ้งข้าวของจึงจะไปต่อได้ ต่อมา เมื่อ อบต.อัยเยอร์เวง มีการสำรวจบุกเบิกอย่างเป็นทางการ จึงได้ตั้งชื่อเป็น “เขาไมโครฯ” เพื่อให้เป็นสากลและจดจำได้ง่าย ท้ายที่สุดชื่อกลายเป็น “จุดชมทะเลหมอกอัยเยอร์เวง” ก็เพราะต้องการประชาสัมพันธ์ตำบลอัยเยอร์เวงให้เป็นที่รู้จักในสังคมไทย กระทั่งปี 2557 อบต.อัยเยอร์เวง จึงว่าจ้าง อ.อุสมาน เจ๊ะซู อาจารย์แผนกสถาปัตย์ วิทยาลัยเทคนิคยะลา เพื่อเขียนแบบโครงการฯ และโครงการนี้ได้การบรรจุเข้าในยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวเชิงนิเวศของจังหวัดยะลา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เนื่องเพราะเป็นยุคสังคมออนไลน์ จึงทำให้กระแสทะเลหมอกอัยเยอร์เวง เป็นที่รู้จักในฐานะแหล่งท่องเที่ยวอันซีนอย่างรวดเร็ว นั่นจึงเป็นที่มาที่ อบต.อัยเยอร์เวง ได้เสนอโครงการ พร้อมแบบแปลนสมบูรณ์ เพื่อขออนุมัติงบประมาณจากกลุ่มจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในวงเงินงบประมาณ 5 ล้าน (ปีงบประมาณ 2558) และโครงการดังกล่าวก็ได้รับการอนุมัติงบประมาณจานวน 5 ล้านบาทตามเป้าหมาย ตามด้วยโครงการพัฒนาซ่อมแซมแหล่งท่องเที่ยวน้ำตกเฉลิมพระเกียรติ ร.9 เป็นเงินงบประมาณ 2 ล้านบาท ซึ่งทั้ง 2 โครงการล้วนอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนเบตง อยู่ในความรับผิดชอบของ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดยะลา ด้วยเหตุผลที่กล่าวถึงข้างต้น ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา จึงมอบหมายให้ สำนักงานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมจังหวัดยะลา เป็นผู้รับผิดชอบในการทำสัญญาก่อสร้างตามแบบแปลนโครงการของ อบต.อัยเยอร์เวง ตามระเบียบพัสดุฯ แทนสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดยะลา ช่วงเวลาปลายปี 2557 ตั้งแต่ตุลาคม – ธันวาคม 2557 นักท่องเที่ยวเริ่มชักชวนกันมาท่องเที่ยวจำนวนมากขึ้น ทำให้เกิดปัญหาการบริหารจัดการตามมา โดยเฉพาะระบบการจัดการขยะ ความสะอาด ระบบจราจร การจำหน่ายอาหาร และระบบรักษาความปลอดภัย อบต.อัยเยอร์เวง โดยสภาสันติสุขตำบลอัยเยอร์เวง เวทีกลางของทุกภาคส่วน ซึ่งประกอบด้วย ฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร อบต. ส่วนราชการ องค์กร กลุ่มอาชีพ สตรี เยาวชน และผู้นำศาสนา จึงประชุมเพื่อป้องกันเหตุการณ์อันไม่พึงประสงค์ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ และทำให้กระทบกับความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว ผลสรุปปรากฏว่า ในที่ประชุมมอบหมายให้อาสาสมัครตำรวจท่องเที่ยวเป็นผู้รับผิดชอบรักษาความปลอดภัยนักท่องเที่ยว มีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาเป็นพี่เลี้ยง และรับผิดชอบรักษาความปลอดภัยตามแนวถนน ส่วนทหารพราน ดูแลรักษาความปลอดภัยรอบนอก โดย อบต.อัยเยอร์เวง สนับสนุนงบประมาณจ้างเหมายามท้องถิ่น หรือ อส.ทท. (อาสาสมัครช่วยเหลือนักท่องเที่ยว) สมทบ และเจ้าหน้าที่รักษาความสะอาด ล้วนเป็นมาตรการชั่วคราวที่ออกมาเพื่ออำนวยความสะดวกแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าแก่นักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่ ก่อนที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการบริหารจัดการตามระบบมาตรฐานของอุทยานแห่งชาติ ต่อไป อย่างไรก็ตาม เมื่อได้เปิดจุดชมทะเลหมอกอย่างเป็นทางการ ก็เกิดกระแสหลั่งไหลมาท่องเที่ยวในตำบลอัยเยอร์เวง-เบตง เป็นจำนวนมาก จึงนำไปสู่การกำหนดทิศทางและวางแผนการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ไว้ตอนหน้ามาติดตามดูกันว่าเกิดปรากฏการณ์ใหม่ๆ อะไรบ้าง และแผนการเตรียมพร้อมในอนาคตจาก “อัยเยอร์เวงโมเดล”
สยามรัฐออนไลน์ |

ฝันของคนบ้านๆ

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ ดูเหมือนเรื่องราวของกีฬาอย่าง “วัวชน” กับ “บทเพลง” และ “ภาพยนตร์” จะเดินทางมาบรรจบลงตัวอย่างได้จังหวะเหมาะพอดีในภาพยนตร์ไทยเรื่อง “มหาลัยวัวชน : Song from Phatthalung” โดย บุญส่ง นาคภู่ ภาพยนตร์ชีวิตคนหนุ่มบนเส้นทางความคิด ความรัก ความฝัน ของคนบ้านๆ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนหนุ่มสาว จนกลายเป็นกระแสที่ได้รับการกล่าวขานกันพอสมควร และผลพวงจากภาพยนตร์เรื่องนี้ ทำให้เกิดปรากฏการณ์และเรื่องเล่าใหม่ๆ ที่น่าสนใจตามมามากมาย สร้างความคึกคักให้แก่วงการภาพยนตร์ไทยอย่างเกินความคาดหมาย หลังจากหนังเข้าฉายและลาโรงไปแล้ว เรื่องราวเกี่ยวกับ “มหาลัยวัวชน” ก็ค่อยๆ เงียบหายไปด้วย แต่ผู้เขียนเชื่อว่า เส้นทางชีวิตของคนหนุ่มสาวแบบบ้านๆ บนเส้นทางความรัก ความฝัน ย่อมยังคงโลดแล่นกันต่อไป แม้เส้นทางของเสรีชนทวนกระแสที่สามารถเลือกวิถีชีวิตแบบที่ใจตนเองต้องการได้ จะไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อีกต่อไปแล้วในโลกยุคนี้ แต่ก็ใช่ว่าจะยากเกินไขว่คว้า หากคำว่า “ฝัน” เป็นคำที่ไม่เชยเกินไปที่จะกล่าวอ้างหรือตอกย้ำให้ติดตรึง ด้วยที่ผ่านมา เคยมีภาพยนตร์ที่มีเรื่องราวและใช้ฉากถ่ายทำในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้บางเรื่อง ที่สร้างอิทธิพลหรือเป็นแรงบันดาลใจให้คนหนุ่มสาวยุคนั้น ได้เดินตามฝันของตนเองไปคลุกคลีในแวดวงภาพยนตร์ บันเทิง หรือการแสดงต่างๆ เช่นเรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้ บทประพันธ์ของ “นิพพานฯ” (มกุฏ อรฤดี) ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ไทยออกฉายเมื่อปี พ.ศ.2528 ผลงานการกำกับโดย ยุทธนา มุกดาสนิท ได้รับคำชื่นชมมากมาย นั่นทำให้ผู้เขียนนึกถึงชีวิตของ “ติณ” เด็กหนุ่มบ้านๆ คนหนึ่งที่รุ่มรวยความฝันจากสุราษฎร์ธานี และตัดสินใจมุ่งไปเรียนรู้ตักตวงเก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้านการภาพยนตร์และละครไกลบ้านไกลเมืองถึง “อเมริกา” “ก่อนอื่นต้องบอกว่าผมใช้ชีวิตอยู่เมืองนอกมากกว่าเมืองไทย ซึ่งอาจทำให้มีมุมมองที่แตกต่างไป สำหรับหนังเรื่องมหาลัยวัวชน ผมได้ดูตัวอย่างสั้นๆ จาก youtube แต่เคยเปิดเพลงมหาลัยวัวชนฟัง รู้สึกว่าเป็นเพลงที่ไพเราะ เนื้อหาตรงไปตรงมาเข้าใจง่าย เพราะผมเองก็เป็นคนใต้เหมือนกัน ทำให้อินมากขึ้น หนังเรื่องนี้สะท้อนให้ผู้ชมเข้าใจถึงวิถีชีวิตแบบพื้นบ้านได้ดี ให้แง่คิด ให้ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมท้องถิ่น และสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนมีฝันทุกคน” ติณ - ภูริภพ ศรีจันทร์ หรือชื่อในวงการคือ Tin Tin บอกเล่าถึงความรู้สึกในฐานะเด็กหนุ่มชาวใต้คนหนึ่ง เขามีความเชื่อมั่นเสมอมาว่า ทุกคนมีโอกาสที่จะตามหาฝันของตัวเอง และมีโอกาสทำฝันให้เป็นจริงได้ “โดยส่วนตัวแล้วผมก็ชอบหนังแนวแบบมหาลัยวัวชน แต่หากมีโอกาสจริงๆ ในอนาคต ผมอาจนำเสนอในรูปแบบที่ปรุงแต่งบ้างในแบบของผม โดยคงความเป็นวิถีชาวบ้านและเรื่องจริงเอาไว้ เพื่อจะได้เข้าถึงผู้ชมมากขึ้น” นั่นคือสิ่งที่เขาคิด เขาฝัน และที่สำคัญ กำลังลงมือเรียนรู้อยู่ในชีวิตจริง... เด็กชายติณ หรือ “ภูริภพ ศรีจันทร์” เกิดเมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๖ (ค.ศ.๑๙๙๓) ณ จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีน้องสาวหนึ่งคน พ่อแม่ทำธุรกิจส่วนตัวแบบครอบครัวเล็กๆ อยู่ในถิ่นกำเนิด ใช้ชีวิตวัยเยาว์เล่าเรียนในถิ่นเกิด กระทั่งเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากโรงเรียนราษฎร์วิทยา หรือ “กวงตง” ชีวิตก็เริ่มโบยบินสู่โลกกว้าง โดยมีโอกาสย้ายไปศึกษาต่อในระดับ High School ถึงระดับปริญญาตรี ที่ Fujian, Xiamen City ประเทศจีน จนจบหลักสูตรปริญญาตรี ในวัย 19 ปี ก่อนที่จะเดินทางไปศึกษาต่อด้านภาษาที่แวนคูเวอร์ (Vancouver) ประเทศแคนาดา อีก 3 ปี จากนั้นจึงตัดสินใจกลับมาเมืองไทยอีกครั้งเพื่อบวชทดแทนคุณบิดามารดา เมื่อละจากสมณเพศแล้ว ได้เดินทางไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท ที่นครซานฟรานซิสโก (San Francisco) ประเทศสหรัฐอเมริกา จนถึงปัจจุบัน ห้วงเวลานี้เองที่ทำให้เด็กหนุ่มค้นพบตัวเองว่า รักที่จะเป็นนักแสดง หรือทำงานด้าน Entertainment เมื่อมีโอกาสไปเรียนการแสดงกับอาจารย์ที่มีชื่อเสียง ได้เริ่มต้นเส้นทางชีวิตสายบันเทิงจากการแสดงหนังสั้น และ Music เพื่อสะสมประสบการณ์ ด้วยหวังว่าวันหนึ่งจะได้ก้าวขึ้นมาเป็นนักแสดง Hollywood อย่างเต็มตัว ตัวอย่างผลงานการแสดงที่ผ่านมาของเขา เช่น Films : Nostradamus Mission 3 (2020) Nostradamus Mission 2 (2019) Beyond the Void (2018) Nostradamus Mission 1 (2018) The Valley (2017) What’s in a Name (2016) The Age Of Adaline (2015), Short Films : Don’t Leave (2017) Hotel Bar (2016), Television : Still in Hollywood (2017) Supernatural (2014) และ Music Video : Ride or Die (2016) Save Laura (2016) “ผมอยากเป็นนักแสดงเพราะเป็นอาชีพที่ท้าทายมาก การเป็นนักแสดงจะต้องมีความรู้หลากหลายด้าน ทั้ง เศรษฐกิจ สังคม การเมือง และต้อง update ตัวเองตลอดเวลา อาชีพนักแสดงทำให้ผมได้แสดงบทบาทสมมุติในหลายสถานะ ซึ่งในที่สุดทำให้ค้นพบตัวเองว่าชอบที่จะทำอาชีพนี้ มันทำให้ผมมีความสุข” เขาสะท้อนความรู้สึกผ่านการค้นหาตนตนของคนวัยหนุ่ม ขณะที่ยังคงต่อสู้กับชีวิตจริงบนเวทีชีวิตในต่างแดน พร้อมกันนี้ยังเผยถึงปณิธานในใจว่า ความฝันในอาชีพนักแสดงคือการยึดมั่นอย่างเด็ดเดี่ยวว่า “ไม่มีฝันใดสูงเกินที่จะใฝ่ฝัน, ถ้าใจเราสู้” เมื่อฝันแล้ว ก็ต้องทำความฝันให้เป็นจริง คือ การประสบความสำเร็จในอาชีพนี้ “แต่ความสำเร็จในความหมายของผม ไม่ใช่แค่ตัวผมหรือครอบครัวผม แต่หมายถึงคนไทยทุกคนที่จะสำเร็จไปด้วยกัน ในฐานะที่ผมคือคนไทย และที่สำคัญคือการพิสูจน์ให้ชาวโลกรู้ว่า คนไทยเราก็มีความสามารถในทุกสาขาอาชีพไม่ได้ด้อยไปกว่าคนชาติอื่นๆ เลย” และฝันสุดท้ายที่คนหนุ่มเช่น ติณ - ภูริภพ ศรีจันทร์ วาดหวังไว้ในอนาคตต่อไป คือ การหยิบยื่นโอกาสดีๆ ให้ผู้คนที่บ้านเกิดสุราษฎร์ธานี หรือที่อื่นๆ เช่น การเชิญครูมีชื่อเสียงระดับโลก ไปสอนให้ความรู้แก่เด็กหรือเยาวชนตามสถานที่ต่างๆ เป็นเด็กหรือเยาวชนที่มี “ฝัน” แต่ไม่มี “โอกาส” เพื่อจะได้เดินทางบนเส้นทางของความจริง ถามว่า แล้วเส้นทางชีวิตของคนบ้านๆ ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะมีใครสักกี่คนที่มี “ฝัน” แล้วสามารถมุ่งมั่นไขว่คว้าเดินไปตามคว้าความฝันได้ ในเมื่อเรื่องเล่ารายรอบตัวยังเต็มไปด้วยเรื่องราวความรุนแรง ความสูญเสีย ความโศกเศร้า หรือแม้กระทั่งการขาด “โอกาส” ที่แท้จริง ไม่ว่าจะเพื่อก้าวย่างออกไปสู่โลกกว้างภายนอก หรือก้าวเดินกลับมาสู่ถิ่นเกิดอย่างทระนง
สยามรัฐออนไลน์ |

“กุเลา” ที่ “ตันหยงเปาว์”

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ เวลามีคนพูดถึง “ปลากุเลาเค็ม” ผู้คนมักนึกถึง “ตากใบ-นราธิวาส” ที่ราคาพุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 1,500-2,000 บาท และหากกล่าวถึงพื้นที่ที่เกิดสถานการณ์ความรุนแรง “ตันหยงเปาว์” มักเป็นหนึ่งในสถานที่ที่อยู่ในภาพจำ “ตันหยงเปาว์” เป็นสถานที่ที่ผู้เขียนเคยเดินทางลงพื้นที่ไปสัมผัสแล้ว เห็นทั้งด้านหม่นและสวยงามในฐานะที่ถูกตีตราว่าเป็น “พื้นที่สีแดง” พื้นที่ที่มีรอยแผลระหว่างทหารกับชุมชน การเข้าถึงชุมชนที่นี่ถือว่าเป็นไปได้ยาก ชาวบ้านยังฝังใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลายครั้งในชุมชน ถึงกับพยายามเรียกร้องให้บ้านตันหยงเปาว์เป็นพื้นที่ปลอดอาวุธโดยให้กลุ่มทหารที่จะเข้าไปในหมู่บ้านปลดอาวุธทุกชนิด แต่ก็ไม่สำเร็จ กระทั่งในที่สุด “สมาคมชาวประมงพื้นบ้าน” ได้ลุกขึ้นมาทำหน้าที่เป็นตัวกลางสร้างกิจกรรม ผ่านอาชีพและวิถีชีวิต เชิญชวนให้กลุ่มสตรีที่ได้รับผลกระทบมาทำงานแปรรูปอาหารทะเลกับทางสมาคมฯ ทำให้สถานการณ์เบาบางลงอย่างเห็นได้ชัด จนไม่นานมานี้เมื่อได้ติดตามชมสารคดีเรื่อง “กุเลา : ราชาปลาเค็ม” ในรายการภูมิภาค 3.0 “แลต๊ะ แลใต้” ของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ปรากฏว่าเรื่องเล่าดีๆ เรื่องนี้ได้สร้างมุมมองใหม่ที่เกี่ยวข้องกับ “ปลากุเลา” และ “ตันหยงเปาว์” เป็นอย่างยิ่ง บ้านตันหยงเปาว์ ต.ท่ากำชำ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี มีพื้นที่คล้ายเกาะ หน้าบ้านมีทะเลอ่าวไทยยาวออกไปส่วนหลังบ้านจะเป็นคลองโอบล้อมหมู่บ้านเอาไว้เหมือน “อ่าวใน” และที่นี่คือพื้นที่ของประมงพื้นบ้านซึ่งในอดีตที่ผ่านมาต้องประสบปัญหาเช่นเดียวกับชุมชนประมงอื่นๆ นั่นก็คือเครื่องมือทำลายล้างของเรือขนาดใหญ่ ทั้งอวนรุน อวนลาก ที่กวาดล้างทุกอย่าง แม้กระทั่งวิถีชีวิตผู้คน จึงต้องจับกลุ่มรวมตัวต่อสู้แบบ “สันติวิธี” กระทั่งได้ผลอย่างน่าพอใจ ทะเลฟื้นตัวและมอบความอุดมสมบูรณ์ให้พวกเขาอีกครั้ง ปลากุเลาคือตัวชี้วัดความสมบูรณ์ที่กลับมาใหม่ บริเวณปากอ่าวมีระบบนิเวศที่สำคัญสำหรับปลากุเลา หากพื้นที่ตรงนี้เปลี่ยนแปลง ย่อมส่งผลกระทบกับทุกชีวิตเช่นกัน จำนวนปลากุเลาที่มีมากขึ้นทำให้นำไปสู่วิธีการแปรรูปอาหารชั้นเลิศซึ่งถูกจัดว่าเป็น “ราชาแห่งปลาเค็ม” เพาซี ยะซิง และ รอฮานะ สิเดะ ผู้ผลิตอิสระ ในฐานะผู้ผลิตสารคดีชุดนี้เล่าถึงแนวคิดและประเด็นที่อยากนำเสนอว่า หลักประกันของสันติภาพที่ยั่งยืนประการหนึ่งคือ การที่ผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมนั้นๆ มีความอยู่ดีกินดี มีรายได้ที่แน่นอนมั่นคง มีความสามารถที่จะจัดการและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่ในท้องถิ่นได้อย่างสมดุล หากในพื้นที่มีความมั่นคงทางอาหารย่อมหมายถึงสันติภาพก็ได้เกิดขึ้นเช่นกัน ดังเช่นบ้านตันหยงเปาว์ ชาวบ้านที่นี่บอกว่า พวกเขาต้องต่อสู้กับนายทุนที่ทำการประมงแบบผิดกฎหมายอย่างอวนรุนมาตั้งแต่ปี 2532 จนถึงปัจจุบันผ่านมากว่า 30 ปีที่ชาวบ้านต้องต่อสู้กับปัญหาเหล่านี้ ก่อนหน้าที่จะมีอวนรุนเข้ามาในทะเลหน้าบ้านของพวกเขา ที่นี่มีความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมาก มีสัตว์น้ำมากมาย และชาวบ้านมีความเป็นอยู่ที่ดี หลังจากอวนรุนเข้ามาทรัพยากรทางทะเลถูกทำลายไปเกือบหมด ทำให้ชาวบ้านต้องต่อสู้อย่างเข้มข้น ปัจจุบันอวนลากมีปริมาณที่ลดลง ทรัพยากรเริ่มฟื้นตัวกลับมาอีกครั้ง ทำให้ปลาที่หายไปเริ่มกลับมาให้เห็นอย่างเช่น “ปลากุเลา” ปลากุเลาสามารถเป็นตัวบ่งชี้ถึงความอุดมสมบูรณ์ทางทะเลอย่างเห็นได้ชัด เพราะระบบนิเวศและวงจรชีวิตของปลากุเลา จะอาศัยอยู่บริเวณปากอ่าวที่มีแพลงตอน อาหารของปลากุเลาคือสัตว์น้ำที่กินแพลงตอนเป็นอาหารเช่น ปลาหลังเขียว ปลากระบอก ที่ใดมีแพลงตอนที่นั้นต้องมีปลากุเลาอยู่ด้วยเช่นกัน น้ำจืดที่มาจากธรรมชาติไหลลงสู่ทะเลช่วงบริเวณปากอ่าวนั้นถือว่าเป็นระบบนิเวศที่สำคัญสำหรับกลุ่มปลาเหล่านี้ ในปัตตานีเองมีแม่น้ำสายสำคัญๆ คือ แม่น้ำปัตตานี และแม่น้ำสายบุรี ตลอดจนแตกแขนงเป็นคลองต่างๆ ด้วยเช่นกัน ปัจจุบันมีการรวมกลุ่มชุมชนประมงพื้นบ้านจำนวน 52 หมู่บ้าน มีเรือกว่า 2,900 ลำ รองรับการประกอบธุรกิจชุมชน โดยได้รับความร่วมมือจากนักวิชาการท้องถิ่นและภาครัฐในการยกระดับสินค้าเพิ่มมูลค่าสร้างมาตรฐานในการผลิตสินค้าชุมชน ผลิตภัณฑ์ประมงแปรรูป เห็นได้จากผลิตภัณฑ์ปลากุเลาเค็มที่เป็นผลผลิตจากชุมชน จากเดิมที่บ้านตันหยงเปาว์แห่งนี้ชาวประมงจับปลาได้ก็นำไปขายเป็นปลาสด ส่งออกไปยังจังหวัดใกล้เคียง คือจังหวัดนราธิวาส ซึ่งขายได้เพียงกิโลกรัมละ 250 บาท ภายหลังเมื่อมีการรวมกลุ่มกันในลักษณะวิสาหกิจชุมชน จึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาและแปรรูปสินค้าด้วยตนเอง จนเกิดเป็นสินค้าโอรังปันตัยหรือชาวเล ที่เรียกกันว่า “ปลากุเลาเค็มกางมุ้ง” มีเรื่องราวความเป็นมาและสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบอาหารทะเลในพื้นที่ มีกระบวนการผลิตและแปรรูปที่เกิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่นนับตั้งแต่จุดเริ่มต้น การได้มาของวัตถุดิบปลากุเลาสดจากท้องทะเลสู่กระบวนการแปรรูป โดยแขวนปลาให้สะเด็ดน้ำ นวดเนื้อปลาเพื่อความนุ่ม อร่อย โดยการใช้อุปกรณ์นวดปลา ผู้คนในพื้นที่บ่มเพาะทักษะและความชำนาญจากรุ่นสู่รุ่น ปราศจากการใช้สารเคมีฉีดพ่นในกระบวนการผลิตทุกขั้นตอน “ปลากุเลากางมุ้ง” ของบ้านตันหยงเปาว์ มีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 1,500-1,700 บาท แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด และทางสมาคมชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดปัตตานี บ้านตันหยงเปาว์ ยังเป็นที่รับซื้ออาหารทะเลสดจากกลุ่มสมาชิกประมงเพื่อไปจำหน่ายยังพื้นที่ต่างๆ เช่น ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม ข้างทำเนียบรัฐบาลกรุงเทพฯ สมาคมชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดปัตตานี บ้านตันหยงเปาว์ ยังมีโรงเรียนชาวประมงพื้นบ้านที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นเวทีในการเรียนรู้โดยเน้นให้คนที่มากกว่าสอนคนที่รู้น้อยกว่าด้วยจิตแบ่งปัน โรงเรียนนี้ไม่มีอาคารที่ตั้ง แต่จะตระเวนไปในทุกพื้นที่ที่ต้องการความช่วยเหลือทางด้านการประมงต่างๆ ถ่ายทอดภูมิปัญญาพื้นบ้านการทำประมงผสมผสานองค์ความรู้สมัยใหม่ เพื่อความถูกต้อง ใช้เครื่องมือที่ถูกกฎหมาย และความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ “การได้มาซึ่งปลากุเลาเค็มแต่ละตัว ต้องผ่านการต่อสู้เพื่อสิทธิ์ของชาวประมงพื้นบ้าน และการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ สร้างระบบนิเวศใต้น้ำที่เอื้อต่อสิ่งแวดล้อม วันนี้ยังมีปลากุเลาให้บริโภคอย่างปลอดภัย นั้นหมายถึงพื้นที่แห่งนี้ยังคงความอุดมสมบูรณ์ และสามารถสร้างรายได้ให้” สารคดีทิ้งท้ายประเด็นสำคัญเอาไว้ พร้อมกับคำตอกย้ำว่า “ความมั่นคงทางอาหาร การอยู่ดีกินดี มีรายได้ที่มั่นคง และสามารถจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่ในท้องถิ่นได้อย่างสมดุล นั้นคือหลักประกันของสันติภาพที่ยั่งยืนประการหนึ่งเช่นกัน”
สยามรัฐออนไลน์ |

ปลุกจิตสำนึกรักษ์ป่า

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ องค์การบริหารส่วนตำบลอัยเยอร์เวง ได้ร่วมกับ กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 445 จัดทำโครงการอบรมเยาวชนเพื่อสร้างจิตสำนึกในการรักษ์ป่า ครั้งแรกเมื่อ ปี 2544 และจัดเรื่อยมาทุกปี จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2551 มีการปรับโครงการ โดยเพิ่มการอบรมทักษะการเขียนและการถ่ายภาพเบื้องต้น มี สำนักหัวใจเดียว องค์กรภาคประชาชน เข้ามาร่วม พร้อมกับเปลี่ยนชื่อโครงการเป็น “โครงการอบรมเยาวชนเพื่อสร้างนักเขียนและสร้างจิตสำนึกในการรักษ์ป่า” วัตถุประสงค์เพื่อจัดกิจกรรมส่งเสริมการรวมกลุ่มนำไปสู่การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นของเยาวชน การจัดกิจกรรมส่งเสริมเสริมเยาวชนให้รู้รักสามัคคี และมีวัตถุประสงค์ใหม่เพิ่มเข้ามา คือ เพื่อจัดกิจกรรมส่งเสริมทักษะในการเขียน การถ่ายภาพ ให้กับเยาวชน สำหรับเป็นพื้นฐานในการเป็นนักเขียนหรือสื่อมวลชลที่ดีในอนาคต ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ การอบรมทุกครั้งที่ผ่านมา ทาง อบต.อัยเยอร์เวง มีการติดตามประเมินผลสัมฤทธิ์โครงการฯ อยู่เสมอ โดยทราบว่าผลการประเมินอยู่ในระดับน่าพึงพอใจ เด็กและเยาวชนที่เข้าโครงการฯ มีจิตสำนึกในการรักษาป่าฮาลา-บาลา และมีความรู้สึกอยากจะรักษาสภาพแวดล้อมในพื้นที่ให้ดีมากขึ้น รวมไปถึงเยาวชนมีความต้องการที่จะเข้าไปศึกษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ความอุดมสมบูรณ์ ของป่าฮาลา-บาลา มากขึ้นทุกปี สำหรับโครงการอบรมเยาวชนเพื่อสร้างนักเขียนและสร้างจิตสำนึกในการรักษ์ป่าในปี 2560 มีกำหนดตั้งแต่ วันที่ 27-30 เมษายน 2560 ผู้ร่วมโครงการฯประกอบด้วย เด็กและเยาวชน (ภายในตำบลอัยเยอร์เวง อายุ 12-15 ปี) จำนวน 55 คน คณะวิทยากร ทีมพี่เลี้ยง กลุ่มเฌอบูโด กลุ่มฟ้าใส เทศบาลเมืองเบตง และสำนักหัวใจเดียวกัน รวม 20 คน เจ้าหน้าที่กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 445 จำนวน 18 คน เจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลอัยเยอร์เวง จำนวน 15 คน รวมผู้เข้ากิจกรรมทั้งสิ้น ประมาณ 108 คน การดำเนินงานแบ่งเป็นการอบรมสัมมนา ณ ห้องประชุมกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดน ที่ 445 อำเภอเบตง เป็นเวลา 1 วัน และเดินทางไป ณ หน่วยอนุรักษ์สวนป่าพระปรมาภิไธย ที่ 2 (ปากคลองฮาลา) เป็นเวลา 3 วัน โดยคณะผู้จัดการโครงการฯ หวังว่าเยาวชนผู้เข้าร่วมอบรมจะได้เรียนรู้ถึงทักษะเบื้องต้นในการเขียน ทักษะเบื้องต้นในการถ่ายภาพ และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบ้านเกิด โดยเฉพาะ “ผืนป่าฮาลา – บาลา” ตลอดไป งานเขียนเรื่อง “ฮาลา-บาลา ไง จะใครล่ะ?” ของ “นดา” หนึ่งในเยาวชนที่มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ ดูเหมือนจะสะท้อนอะไรหลายๆ อย่าง ซึ่งเป็นผลจากการดำเนินโครงการนี้อย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีมาแล้ว เธอเขียนไว้ว่า สำหรับครั้งแรกที่มาฮาลา-บาลา ได้เดินทางมาทางเรือกจากวัดตาพะเยา ล่องจนมาถึงฮาลา-บาลา จากตรงนี้นับแล้วใช้เวลาทั้งหมดโดยประมาณ 3 ชั่วโมงกว่าๆ ในระหว่างล่องเรือก็ได้เห็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับหนู เป็นแม่น้ำสายกว้างๆ ป่าสุดลูกหูลูกตา ไม่เหมือนกับป่าที่มีต้นยางที่เราเห็นทุกวัน ป่าตรงนี้เหมือนป่าจริง พอมาถึงค่ายที่ฮาลา เห็น “โอรังอัสลี” ต้อนรับพวกเราอยู่นับ 10 คน หนูตื่นเต้นมาก เพราะนี้คือครั้งแรกที่ได้เห็นโอรังอัสลีจริงๆ ได้เห็นป่าจริงๆ วันแรกเป็นกิจกรรมในค่าย ส่วนวันที่ 2 นั้น มีการสำรวจป่าในภาคเช้า “ตอนนั้นรู้สึกเหนื่อยมากๆ รู้สึกอยากแกล้งเป็นลมตรงนั้นเลยก็ว่าได้ แต่พอถึงจุดที่ต้องล่องแม่น้ำกลับค่าย รู้สึกความเหนื่อยหายพลันทันที เหลือแต่ความสนุกตื่นเต้น มีความสุขจริงๆ ลืมไปเลยด้วยซ้ำว่าว่ายน้ำไม่เป็น” นอกจากนี้ เธอยังเล่าถึงความสัมพันธ์กับเพื่อนใหม่ที่ได้รู้จักในค่ายฯ ว่า ตอนกลับถึงค่าย รู้สึกความสัมพันธ์กับเพื่อนในค่ายยิ่งแน่นแฟ้นขึ้น อาจเป็นเพราะการที่เรามาลำบากด้วยกัน มาทำกิจกรรมด้วยกัน ทำอะไรหลายๆ อย่างด้วยกัน ก็เป็นได้ พอมาถึงจุดนี้ จุดที่จะต้องส่งงาน ทั้งการถ่ายภาพ การวาดภาพ และการเขียนเรียงความ รู้สึกไม่กังวลสักเท่าไหร่แล้ว อาจเพราะการได้ลงพื้นที่ ได้เรียนรู้จากครูทั้งหลาย ทำให้ได้ประสบการณ์มากขึ้น “สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณค่ายฮาลา-บาลา จริงๆ ที่ทำให้ครั้งหนึ่งในชีวิต ได้มาลองฝึกฝนพัฒนาตัวเอง ได้เห็น ได้เรียนรู้หลายๆ อย่าง ได้ความรู้จากค่ายนี้ และหนูจะนำไปใช้ในชีวิตค่ะ” ข้อเขียนของเยาวชนอีกคนหนึ่ง คือ “อาทิตยา เจ๊ะแว” เรื่อง “การผจญภัยของฉันในป่าฮาลา-บาลา” เล่าเรื่องราวด้วยความใสซื่อว่า วันแรกที่ฉันได้เข้ามาเรียนรู้ในป่าฮาลา-บาลา ฉันมีความสุขมาก ได้มาเจอเพื่อนใหม่ ได้มาเจอพี่เลี้ยงสุดน่ารัก เจอพี่ๆ อาจารย์ที่แสนดี ได้ลงหาความรู้เกี่ยวกับป่า จากการที่พวกเรานั่งเรือลำใหญ่นั้น ได้มองไปรอบๆ ฉันเห็นบรรยากาศที่สดใสมีชีวิตชีวา บรรยากาศดีมาก มีแม่น้ำรอบๆ มีภูเขาที่มีท้องฟ้าที่สวยมาก และฉันได้สังเกตเห็นมีเหมือนหมู่บ้านที่อยู่ติดฝั่ง เขาโบกมือมาให้พวกเราด้วย “พวกเราดีใจมาก เหมือนได้รับความอบอุ่นจากพวกเขา จากนั้นพวกเราก็ได้เดินทางมาถึงจุดมุ่งหมาย นั้นก็คือ ป่าฮาลา-บาลา พวกเรามีความสามัคคีมาก พอลงจากเรือ พวกเราก็ได้ตั้งแถวเพื่อที่จะขนของลงจากเรือ” เมื่อมีโอกาสเดินสำรวจทัศนศึกษาในป่าฮาลา-บาลา เธอสะท้อนถึงอารมณ์ที่ได้เจอทากประมาณ 20 ตัว การได้ถ่ายภาพหมู่กับเพื่อนๆ เยาวชนร่วมค่ายฯ ณ ต้นสมพงยักษ์กลางป่าใหญ่ และที่สำคัญคือ การได้สัมผัสกับร่องรอยของสัตว์ป่าด้วยตาตนเองจริงๆ ระหว่างการเดินเท้า “เดินไปเรื่อยๆ ก็ได้เห็นรอยเท้าช้างป่า เห็นรอยหมูป่า จากนั้นเมื่อพวกเราไปถึงจุดหมาย พวกเราได้ถ่ายรูปอีกครั้ง ถ่ายเสร็จ พี่ๆ พาพวกเรากลับทางน้ำจนถึงที่พัก” ส่วนเรียงความเรื่อง “ฉันรักฮาลา-บาลา” ของ เด็กหญิง นูรฮายาตี ยูกง ตอนหนึ่งเล่าถึงความรู้สึกเมื่อถูกพี่ๆ วิทยากรจับแยกกลุ่มว่า รู้สึกเสียใจมาก เพราะอยากอยู่กับเพื่อนๆ ที่มาด้วยกัน “แต่หนูคิดว่าหนูคิดผิดไปมาก เพราะเมื่อเราได้เจอเพื่อนใหม่ เราก็มีประสบการณ์เข้ามาในชีวิตเพิ่มอีก และหนูก็รู้สึกมีความสุขมาก” เธอสรุปความจากประสบการณ์ที่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของค่ายเยาวชนในครั้งนี้ว่า การที่ได้เพื่อนใหม่ เป็นสิ่งดีสำหรับพวกเรามาก นอกจากนี้ยังได้เจอประสบการณ์หลายๆ อย่างเพิ่มอีก “หนูอยากขอบคุณพี่ๆ ที่ได้ดำเนินโครงการอบรมเยาวชนรักษ์ป่าฮาลา-บาลา ขึ้นมา ทำให้หนูได้เจอเพื่อใหม่ และได้เจอประสบการณ์ใหม่ๆ มาก ปีหน้าถ้ามีโอกาส หนูจะเข้าร่วมโครงการฯ อีกครั้งค่ะ” ผู้เขียนหวังว่าตัวอย่างเสียงของเด็กๆ ที่บอกเล่าถึงความสัมพันธ์ของคำว่า “เพื่อน” ทั้งที่นับถือศาสนาเดียวกัน และต่างศาสนา รวมถึงประสบการณ์จากการได้สัมผัสผืนป่ามหัศจรรย์ “ฮาลา-บาลา” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสะท้อนถึง “ความอุดมสมบูรณ์” ของทรัพยากรธรรมชาติ น่าจะสื่อสะท้อนไปถึงผู้ใหญ่หลายๆ คน ที่คิดแต่จะ “ตัดไม้ทำลายป่า” หรือกลุ่มที่พยายาม “ตอกลิ่มให้เกิดความแตกแยก” ในพื้นที่ชายแดนใต้ ให้หวนรำลึกถึงอนาคตของลูกหลานตาดำๆ เหล่านี้บ้าง ว่าเขาจะใช้ชีวิตอย่างไรต่อไป หากป่าถูกทำลาย หรือสถานการณ์ความไม่สงบยังคงยืดเยื้อ คอยแต่สร้างสม “บาดแผล” ให้แก่กัน
สยามรัฐออนไลน์ |

ระเบิด บีอาร์เอ็น และการเจรจาสันติภาพ

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เกิดเหตุต่อเนื่องที่มี “รหัสนัย” น่าสนใจหลายประการ เพราะดูเหมือนจะส่งผลสัมพันธ์กันอย่างมี “นัยสำคัญ” ต่อทิศทาง “ดับปัญหาไฟใต้” เหตุการณ์แรก เป็นการวางระเบิดสถานที่ เสาไฟฟ้า เผายางรถยนต์ก่อกวน ฯลฯ เมื่อค่ำคืนวันพฤหัสบดีที่ 6 เมษายน ต่อเนื่องถึงวันศุกร์ที่ 7 เมษายน 2560 พร้อมกับการ “ปล่อยข่าวลือ” ว่ามีการเข้าตีฐานปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ ซึ่งภายหลัง พันเอกปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีเกิดเหตุคนร้ายก่อกวนด้วยการวางระเบิดแสวงเครื่องและเผายางรถยนต์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ว่า เหตุเกิดเมื่อ 7 เมษายน 2560 เวลาประมาณเที่ยงคืนเศษ กลุ่มคนร้ายได้ทำการก่อกวนด้วยการวางระเบิดเสาไฟฟ้าและเผายางรถยนต์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลารวมทั้งสิ้น 19 อำเภอ มีเสาไฟฟ้าได้รับความเสียหายจำนวน 52 ต้น ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี 6 อำเภอ 18 ต้น จังหวัดยะลา จำนวน 3 อำเภอ 8 ต้น จังหวัดนราธิวาส จำนวน 8 อำเภอ 20 ต้น จังหวัดสงขลา จำนวน 2 อำเภอ 6 ต้น จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พลโทปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4  ได้สั่งการให้หน่วยเฉพาะกิจจังหวัดและหน่วยเฉพาะกิจประจำพื้นที่ เข้าควบคุมพื้นที่ป้องกันไม่ให้พี่น้องประชาชนเข้าในพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อพี่น้องประชาชน และได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ารวบรวมหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และติดตามสถานการณ์ด้านการข่าวเพื่อนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ “จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นความพยายามในการก่อกวนสร้างความวุ่นวายในพื้นที่ ทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่พี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก แต่ขอยืนยันว่าไม่มีการเข้าตีฐานปฏิบัติการ ตลอดจนไม่มีการบาดเจ็บและเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่และพี่น้องประชาชนตามข่าวที่ได้ออกไป ซึ่งเป็นการแอบอ้างและก่อกวนทำให้เกิดความเข้าใจผิด จึงขอให้ผู้ที่จะให้ข่าวได้ทำการตรวจสอบข่าวสารจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดและเกิดความตื่นตระหนกต่อไป” พันเอกปราโมทย์ พรหมอินทร์ ยืนยันถึงข้อเท็จจริง ขณะเดียวกัน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ส่งข้อความชี้แจงเหตุการณ์ลอบวางระเบิดเสาไฟฟ้าในจังหวัดชายแดนภาคใต้จนทำให้ไฟฟ้าดับว่า เหตุการณ์เริ่มจากการก่อวินาศกรรมสายส่งไฟฟ้าแรงสูงที่จ่ายไฟจากสถานีไฟฟ้าแรงสูงหาดใหญ่ 2 ไปยังสถานีไฟฟ้าแรงสูงปัตตานีทั้ง 2 วงจร แต่จุดนี้ยังไม่ส่งผลกระทบให้ไฟฟ้าดับ เนื่องจากสถานีไฟฟ้าแรงสูงปัตตานียังสามารถรับกระแสไฟฟ้าจากสถานีไฟฟ้าแรงสูงยะลา 1 ได้ แต่ต่อมา เกิดเหตุวินาศกรรมสายส่งไฟฟ้าแรงสูงที่จ่ายไฟจากสถานีไฟฟ้าแรงสูงยะลา 1 ไปยังสถานีไฟฟ้าแรงสูงปัตตานีอีก 1 วงจร  ทำให้สายส่งที่จ่ายไฟไปให้สถานีไฟฟ้าแรงสูงปัตตานีขัดข้องทั้ง 3 วงจร จึงไม่สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าไปยังสถานีไฟฟ้าแรงสูงปัตตานีได้ตามปกติ ทำให้มีไฟฟ้าดับในพื้นที่ จ.ปัตตานีเกือบทั้งหมด ภายหลังเกิดเหตุการณ์ มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงรูปแบบ วิธีการ และเป้าหมาย การก่อเหตุครั้งนี้ เพราะนับเป็นอีกครั้งหนึ่งของการก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ที่สะท้อนถึง “ศักยภาพ” ของผู้ก่อเหตุที่สามารถก่อสถานการณ์แบบที่แทบจะเรียกได้ว่า “สั่งได้” และพยายามมีการถอดรหัสว่าเป้าหมายที่แท้จริงของผู้ลงมือ “ต้องการสื่ออะไร” ถัดจากนั้นเพียงไม่กี่วัน สื่อต่างๆ มีการเผยแพร่แถลงการณ์ที่อ้างว่าต้นทางมาจากฝ่ายสารสนเทศของ “กลุ่มขบวนการบีอาร์เอ็น” ซึ่งแทบไม่ปรากฏว่ามีการสื่อสารกับสังคมมาระยะหนึ่ง โดยมีชื่อต้นตอที่สื่อได้ทำการแปลเป็นภาษาไทยว่า “ขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี” ลงวันที่ 10 เมษายน 2560 ระบุข้อความหรือจุดมุ่งหมายสำคัญเกี่ยวกับการเจรจาสันติภาพในปาตานีซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการว่า ควรมีตัวแทนที่ได้รับมอบอำนาจจากทั้งสองฝ่าย และต้องปฏิบัติตามมาตรฐานสากล ทั้งนี้ กระบวนการเจรจาไม่ควรออกแบบโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนอกเหนือไปจากคู่เจรจา และควรเป็นความพยายามสร้างความไว้วางใจและความมั่นใจในศักดิ์ศรีของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาสันติภาพด้วย           ทั้งนี้สิ่งที่ถูกเน้นย้ำก็คือ การต่อสู้ของบีอาร์เอ็นเป็นการต่อสู้ของมนุษยชาติและเพื่อสันติภาพ ต่อต้านการกดขี่ทุกรูปแบบ รวมถึงการตั้งอาณานิคม ทั้งหมดเพื่อปกป้องฟื้นฟูสิทธิรวมทั้งอำนาจอธิปไตย ดังนั้นการเรียกร้องและความพยายามใดๆ ในการหาทางแก้ปัญหาที่อาจนำไปสู่การยุติการประหัตประหารเพื่อสร้างสันติภาพ แท้จริงแล้วเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าการเจรจาสันติภาพเป็นวิธีการแก้ปัญหาความขัดแย้ง นอกจากนี้ ความหมายสำคัญที่ถูกสื่อออกมา คือ การที่บีอาร์เอ็นสะท้อนท่าทีเกี่ยวกับเรื่องนี้ เช่นเดียวกับที่ได้อธิบายไว้ก่อนหน้านี้ว่า ความพยายามใดๆ ในการหาแนวทางสร้างสันติภาพ ต้องสอดคล้องกับค่านิยมและบรรทัดฐานที่ได้รับการยอมรับจากประชาคมระหว่างประเทศ ดังนั้น หลายแง่มุมที่สามารถนำความสำเร็จมาสู่กระบวนการเจรจาสันติภาพ และเป็นข้อกังวลของบีอาร์เอ็น ประกอบด้วย 1.ทั้งสองฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องมีความจริงใจ และมีส่วนร่วมของภาคีฝ่ายที่สาม ซึ่งหมายถึงองค์กรหรือชุมชนระหว่างประเทศ ในฐานะพยานและผู้สังเกตการณ์ 2.คนกลางในการเจรจาควรมีความน่าเชื่อถือ และต้องมีหลักปฏิบัติตรงตามมาตรฐานสากล เช่น มีความเป็นธรรม ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เป็นต้น และ 3.กระบวนการเจรจาควรถูกออกแบบให้มีความชัดเจนจากคู่เจรจา ทั้งสองฝ่ายต้องเห็นพ้องร่วมกันก่อนเริ่มต้นการเจรจา           ตอนท้ายของแถลงการณ์ย้ำว่า บีอาร์เอ็นเชื่อว่าหากสันติภาพดำเนินไปตามบรรทัดฐานข้างต้น ย่อมไม่มีเหตุผลว่าทำไมการเจรจาจึงไม่ควรเป็นแนวทางที่เป็นไปได้ซึ่งนำไปสู่การแก้ปัญหาความขัดแย้งในปาตานี และในการเจรจาสันติภาพใดๆ ต้องได้รับมอบอำนาจอย่างสมบูรณ์จากการเลือกตั้งและประชาชน จากความต่อเนื่องของสถานการณ์ โดยเฉพาะกับท่าทีของบีอาร์เอ็นที่ถูกสื่อสารผ่านแถลงการณ์ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงประเมินจากรูปแบบเอกสารและภาษาที่ใช้เห็นว่าน่าจะเป็น “ของจริง” ก่อแรงกระเพื่อมหรือ “ส่งสัญญาณ” อีกหลายระลอกตามมาต่อ “กระบวนการพูดคุย” ที่ “กลุ่มมารา ปาตานี” มีบทบาทนำอยู่ อย่างไรก็ตาม ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งแถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 11 เมษายน ที่ว่า “ไม่ต้องไปขยายความให้เขา เพราะต้องอยู่ในกระบวนการการพูดคุยสันติสุข ไม่ว่าใครก็ตามที่จะมาพูดคุยกับเรา ในเมื่อประเทศมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวกก็ต้องไปยื่นความประสงค์กันตรงโน้น รัฐบาลไม่สามารถพูดคุยกับผู้ที่มีรายชื่อเป็นกลุ่มผู้ก่อการร้ายในดินแดนประเทศไทยได้ ก็ไปหาทางออกกันตรงนั้น และเราก็ไม่ได้เรียกเป็นผู้ก่อการร้ายในประเทศของเรา แม้เขาจะมีกี่ชื่อก็ตาม เราถึงใช้คำว่าพูดคุยสันติสุข ซึ่งกลุ่มพวกนี้เป็นกลุ่มผู้เห็นต่างที่มีส่วนน้อย” ส่งรหัสนัยต่อทิศทางการพูดคุยในระยะยาวต่อไปอย่างชัดเจน
สยามรัฐออนไลน์ |

สมาน อู่งามสิน : ห้องสมุดหนังสือโลกมลายู

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 45 วันที่ 29 มีนาคม – 9 เมษายน 2560 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เป็นอีกครั้งที่ผู้เขียนมีโอกาสได้พบปะพูดคุยกับ “สมาน อู่งามสิน” เจ้าของสำนักพิมพ์อัล-อีหม่าน ผู้จัดทำหนังสือ “เปิดโลกมุสลิมและมลายูสู่การเรียนรู้” และที่สำคัญ เขาคือหนึ่งในผู้สะสมหนังสือเก่าโลกมลายู-มุสลิมชายแดนใต้ มานานกว่า 20 ปี ด้วยความตั้งใจว่าจะใช้หนังสือเก่ามาทำประโยชน์ กระตุ้นให้ผู้คนหันมาสนใจอ่านหนังสือมากขึ้น อ.สมาน อู่งามสิน มีต้นตระกูลมาจากตำบลปูยุด จังหวัดปัตตานี แม่พูดภาษามลายู ตนเองเคยเรียนในโรงเรียนวัด ต่อมาจึงเข้าศึกษาที่โรงเรียนอัสสัมชัญซึ่งเป็นโรงเรียนคริสต์ จบออกมาแล้ว ตัดสินใจทำธุรกิจส่วนตัว ก่อนจะก่อตั้งสำนักพิมพ์เล็กๆ พร้อมกับค่อยๆ เก็บสะสมหนังสือเก่ามาเรื่อยๆ ล่าสุดคือการตระเวนทั่วกรุงจาการ์ต้า ประเทศอินโดนีเซีย นั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์ของคนท้องถิ่น ไปเยี่ยมเยือนพิพิธภัณฑ์ต่างๆ นับสิบแห่ง พร้อมกับไล่ล่าหาซื้อทั้งหนังสือเก่าและใหม่ที่มีคุณค่าจำนวนมากจากที่นั่น “ถ้าต้องการหาความยุติธรรมก็ต้องมีความรู้ ถ้าอยากรู้ก็ต้องอ่านหนังสือ” นี่คือแนวคิดสำคัญที่เขาได้รับจากผลึกประสบการณ์ที่ครั้งหนึ่งเคยมีโอกาสเข้าร่วมเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 ทำให้เริ่มต้นผลักดันแนวคิดให้เป็นรูปธรรมด้วยการเปิด "ห้องสมุดชุมชน” ไว้เป็นพื้นที่พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเพื่อนนักคิด จำได้ว่า ในฐานะคอลัมนิสต์คอลัมน์ “ภูมิปัญญาจากหนังสือเก่า” ในนิตยสารหัวใจเดียวกัน เพื่อความรักและสันติสุขชายแดนใต้ เขาเคยเขียนงานชิ้นหนึ่งที่ผู้เขียนประทับใจมากชื่อว่า “กลับสู่ชนบท” กล่าวถึง “ดุษณี ศรีบุตร” ซึ่งเป็นนามปากกาของ อ.อับดุลเลาะห์ ลออแมน ปราชญ์ชาวบ้านผู้ล่วงลับแห่งลุ่มน้ำบางนรา จังหวัดนราธิวาส โดยอรรถาธิบายว่า ท่านเป็นนักคิดนักเขียนคนสำคัญของมุสลิมไทยที่ได้รังสรรค์งานเขียนไว้เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวกับตำนานและเรื่องเล่าปาตานี เขาเล่าว่า สำนักพิมพ์ดวงกมลในยุคของคุณสุข สูงสว่าง ผู้อำนวยการ และ อ.สุชาติ สวัสดิ์ศรี บรรณาธิการ ได้จัดพิมพ์หนังสือชื่อ “กลับสู่ชนบท” เรื่องสั้นมาเลเซีย ในชุดวรรณกรรมเอเชีย เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.2552 อ.อับดุลเลาะห์ ลออแมน แปลเรื่องสั้นทั้งหมดจากภาษามาเลย์ โดยที่เรื่องกลับสู่ชนบทถูกเลือกให้เป็นเรื่องเด่นของเล่ม ท่านได้พรรณนาไว้ว่า “กลับสู่ชนบทเป็นเรื่องที่ข้าพเจ้าเลือกให้เป็นเรื่องเด่นที่สุดในหนังสือเล่มนี้ และตั้งเป็นชื่อของหนังสือ เนื้อเรื่องพูดถึงคนหนุ่มที่ยอมละทิ้งแม่ที่มีอายุมากแล้ว และยอมละทิ้งหมู่บ้านอันสวยงามของตน เพื่อไปหางานทำในกรุง ถึงแม้สภาพความเป็นอยู่ในกรุงจะเลวร้ายยิ่งกว่าในชนบท แต่เมื่อไปถึงเมืองกรุงแล้ว จะย้อนกลับไปสู่ชนบทอีกนั้น เป็นเรื่องยากลำบาก และมักเกิดปัญหาทางความคิดเสมอ ถึงแม้ว่า “เมืองกรุง” จะมิใช่นรกของคนชนบทไปทั้งหมด แต่ก็มีชาวชนบทอยู่น้อยมากที่ได้รับความสำเร็จเมื่อย้ายไปอยู่ในตัวเมืองหรือในกรุง...” ที่สำคัญไปกว่าเรื่องสั้นในหนังสือเล่มนี้ก็คือ อ.อับดุลเลาะห์ ลออแมน ได้นำเสนอความเรียงสองเรื่องในบทกล่าวนำ คือ “วรรณกรรมมลายูสมัยเก่า” และ “วรรณกรรมมลายูสมัยใหม่” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิต ความรู้สึกนึกคิด ความเชื่อ และความศรัทธาของคนมลายู ในดินแดนที่ครอบคลุมประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน บางส่วนของฟิลิปปินส์ และ 3 จังหวัดภาคใต้ของประเทศไทย ความเรียงเรื่อง “วรรณกรรมมลายูสมัยเก่า” อ.อับดุลเลาะห์ ลออแมน ได้ชี้ให้เห็นว่า วรรณกรรมประเภทร้อยแก้วของมลายูสามารถแบ่งประเภทออกเป็น 1.เรื่องราวของมลายูดั้งเดิม 2.นิยายที่มาจากชาติอื่น 3.นิยายของมลายู 4.นิยายเกี่ยวกับอิสลาม 5.ตำรา อ.สมาน อู่งามสิน ขยายความว่า ถ้าจะเจาะจงเฉพาะ ประเภทที่ 4 คือ นิยายเกี่ยวกับอิสลาม วรรณกรรมมลายูสมัยเก่าประเภทนี้จะมีเนื้อเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ คัมภีร์อัลกุรอาน ท่านศาสดามุหัมมัดและสาวก นักรบ คำสอนของอิสลาม และ ความลึกลับ ตรงนี้จึงเป็นจุดที่สามารถทำความเข้าใจได้ว่า วรรณกรรมมลายูสมัยเก่าผูกพันอยู่กับบริบทของความเชื่อและความศรัทธาในศาสนาอิสลาม ดังนั้นการทำความเข้าใจกับจิตวิญญาณของมุสลิมใน 3 จังหวัดภาคใต้ จึงมิอาจละเลยที่จะต้องศึกษาเนื้อหาของวรรณกรรมมลายูสมัยเก่าให้ถ่องแท้ถี่ถ้วน เช่นกัน ในความเรียงเรื่องวรรณกรรมมลายูสมัยใหม่ อ.อับดุลเลาะห์ ลออแมน ได้ชี้ให้เห็นถึงสภาพการณ์จิตสำนึกของชาวมลายูที่มีต่อวรรณกรรมสมัยใหม่ซึ่งแพร่หลายหลังปีทศวรรษที่ 1970 ไว้ดังนี้ “ถึงแม้ว่าอิทธิพลตะวันตก ได้มาครอบงำชาวมลายูเป็นเวลานานแล้วก็ตาม แต่เนื่องจากชาวมลายูเป็นพวกอนุรักษ์นิยม ประกอบกับพวกเขานับถือศาสนาอิสลาม จึงทำให้อิทธิพลทางด้านวรรณกรรมของพวกตะวันตกซึ่งเข้ามาในสังคมของมลายูเป็นไปอย่างเชื่องช้ามาก” “สังคมมลายูในสมัยนั้นถือว่าหนังสือนวนิยายของพวกตะวันตกนั้น เป็นหนังสือของพวก “กาฟิร” (คนนอกศาสนา) โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเภทรักๆ ใคร่ๆ เป็นหนังสือลามกอนาจารที่ต้องห้าม สำหรับสังคมมลายู” เขาจบข้อเขียนด้วยการให้แง่คิดอย่างคมคายว่า เราคงต้องช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรให้วรรณกรรมมลายู ทั้งสมัยเก่าและสมัยใหม่ แสดงบทบาทเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งใน 3 จังหวัดภาคใต้ที่เรากำลังเผชิญหน้าอยู่ แต่ทั้งนี้การปฏิบัติทุกขั้นตอนต้องใช้สติปัญญาและจิตใจ ที่สอดรับและสอดคล้องกับประวัติศาสตร์ของชาวมลายูในท้องถิ่น อีกครั้งหนึ่ง เขาเขียนเรื่อง “พ่อครัวอิสลาม” อย่างชวนให้เห็นภาพและสัมผัสกลิ่นว่า ถ้าลองเดินเข้าไปในร้านหนังสือสมัยใหม่ขนาดใหญ่หลายๆ แห่งในเขต กทม. และภูมิภาค สิ่งที่จะได้พบคือ ตำราเกี่ยวกับอาหารและสุขภาพจากสำนักพิมพ์ต่างๆ เป็นจำนวนมาก ในลีลาที่หลากหลายแตกต่างกันออกไป มีทั้งอาหารไทย จีน ญี่ปุ่น อิตาลี ฝรั่งเศส เวียดนาม ฯลฯ แต่ค่อนข้างยากที่จะเจอตำราอาหารอิสลามเป็นการเฉพาะสักเล่มหนึ่ง เท่าที่พยายามสืบเสาะดูพบว่า มีตำราชื่อ “พ่อครัวอิสลาม” พิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ๒๔๗๒ และพิมพ์ครั้งที่สองเมื่อปี ๒๔๗๘ หนังสือเล่มนี้น่าจะเป็นตำราอาหารอิสลามเล่มแรกของเมืองไทยเท่าที่เคยมีการจัดพิมพ์ ผู้เขียนคือ ฮิบรอเฮม (น่าจะเป็นอิบรอเฮม-ผู้เขียน) หะยี รอซิดีบินตวน บ้านอยู่หลังวัดพิไชยญาติ จังหวัดธนบุรี “ผู้เขียนตำราเล่มนี้ยังขายเครื่องแกงกะหรี่สำเร็จรูปบรรจุใส่ขวด ไว้สำหรับใช้ในเวลาเร่งด่วน หรือเดินทางไกลไปยังถิ่นทุรกันดาร ในตำราเล่มนี้มีทั้งของคาวและของหวาน จึงขอยกตัวอย่างชื่ออาหารที่ไม่ค่อยคุ้นหูนักในปัจจุบัน เช่น แกงดูลระยา, ใส้สะโบซัก, ดุลต๊ะ, อาจาดเตอรกี, น้ำพริกซามาคารำ, แกงกุดี, แกงฟองเป็ด, จัดตรี, ห้าเหล่ามะกะหรี่, แป้งกัสรุยีกวน, น้ำซาระบัด เป็นต้น” ปัจจุบัน “สมาน อู่งามสิน” เปรียบประหนึ่ง “ห้องสมุดหนังสือโลกมลายู” เขามีแนวคิดอยากจะนำหนังสือที่ได้เก็บสะสมไว้ มาจัดเป็นนิทรรศการในพื้นที่ชายแดนใต้ เพื่อกระตุ้นวงการอ่าน-เขียน เพราะหลายครั้งที่มีโอกาสลงไปสัมผัสพื้นที่ เขาเห็นว่าผู้คนให้ความสนใจกับการเลือกซื้อเลือกอ่านหนังสือมากขึ้น เพียงแต่ยังขาดโอกาสเพราะไม่ค่อยมีทางเลือกหรือมีร้านหนังสือให้เลือกซื้อ เชื่อว่าหากมีใครหรือหน่วยงานไหนสนใจให้การสนับสนุนเรื่องการจัดนิทรรศการหนังสือเก่า ย่อมจะสร้างคุณประโยชน์ให้พื้นที่และสังคมการอ่าน-การเขียนโดยรวมได้เป็นอย่างมาก
สยามรัฐออนไลน์ |