ปรากฏการณ์ที่ ศอ.บต.

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ นับเป็นเหตุการณ์ที่เรียกได้ว่าเป็น “ปรากฏการณ์” หลังจากผู้เขียนได้นำเสนอเรื่องการขับเคลื่อนโมเดลใหม่ในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผ่านบทบาทของ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ดังที่ พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ ผู้แทนพิเศษของรัฐบาล ในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (คปต.)  ซึ่งรับผิดชอบภารกิจที่ 7 ของ คปต. คือ งานแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งโดยสันติวิธี กับ นายไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ รองเลขาธิการ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ร่วมกันขับเคลื่อน การนำพลังภาคประชาสังคมเข้ามาเป็นกลไกเคลื่อนงานสร้างสันติภาพจึงต้องถือเป็นกระบวนทัศน์ใหม่ โมเดลใหม่ ที่มีการเปลี่ยนแปลงในการทำงานระดับนโยบายรัฐ โดยหลังจากการเปิดตัวโครงการขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม ในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนใต้ งบประมาณรวม 50 ล้านบาท เมื่อวันที่ 14-15 สิงหาคมที่ผ่านมา ปรากฏว่า มีองค์กรภาคประชาสังคมเสนอโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณจำนวนมากถึง 488 องค์กร 492 โครงการ ซึ่งอาจนับเป็นเรื่องเหนือความคาดหมายของใครหลายคน นายไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เปิดเผยว่าขั้นตอนจากนี้ต่อไป คือ การตรวจความถูกต้องของเอกสาร และกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการ 15 คน ซึ่งประกอบด้วย ตัวแทนจากภาคส่วนต่างๆ อาทิ กอ.รมน.ภาค 4 ศอ.บต. คปต.ส่วนหน้า ศชต.เดิม และภาคประชาสังคม อนุมัติงบประมาณให้แต่ละองค์กรที่ได้รับเลือก เพื่อให้องค์กรเหล่านั้นได้ลงพื้นที่ ทำกิจกรรมตามวัตถุประสงค์เป้าหมายให้เป็นรูปธรรม ตามที่รัฐบาลคาดหวังให้เกิดการขับเคลื่อนโดยภาคประชาสังคม เพื่อการแก้ปัญหาในพื้นที่ในหลากมิติและการพัฒนาพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งนี้ ประเด็นการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมจะขับเคลื่อนงานรวม 10 ประเด็น คือ 1) การรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 2) การอำนวยความยุติธรรมและเยียวยา 3) การสร้างความเข้าใจทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งเรื่องสิทธิมนุษยชน 4) การศึกษา ศาสนา และศิลปวัฒนธรรม 5) การพัฒนาตามศักยภาพของพื้นที่ และคุณภาพชีวิตประชาชน 6) งานขับเคลื่อนนโยบายการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ปี 60-61 7) การแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งโดยสันติวิธี 8) งานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด 9) งานขับเคลื่อนการพัฒนาโครงการเมืองต้นแบบสามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และ 10) งานพัฒนาศักยภาพขององค์กรภาคประชาสังคม “งบประมาณ 50 ล้านบาท เราจะอุดหนุนใน 3 ลักษณะให้กับโครงการขนาดเล็ก ประมาณ 500,000 – 600,000 แสนบาท โครงการขนาดกลาง 800,000 บาท และโครงการขนาดใหญ่ไม่เกิน 1,200,000 บาท เราคาดหวังไม่น้อยกว่า 80 องค์กรภาคประชาสังคมที่จะเข้ามาร่วมทำงานตรงนี้โดยโครงการดังกล่าวทำให้เราเห็นถึงการมีส่วนรวมของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เคยมีประเด็นมองกันคนละมุมที่รัฐบอกว่าพัฒนาแต่ชาวบ้านบอกว่า ยังไม่พัฒนา ที่รัฐบอกว่าเข้าใจ แต่ชาวบ้านมองว่ายังไม่เข้าใจ เราคาดหวัง การขับเคลื่อนโครงการตรงนี้จะสร้างความเข้าใจให้ทั่วถึง และสร้างความรู้สึกเป็นธรรม เข้าถึงความเสมอภาคและเข้าถึงงบประมาณของภาครัฐ ที่สำคัญคือ เข้ามามีส่วนรวมในการแก้ไขปัญหาภาคใต้ด้วย” นายไกรศรกล่าว นอกจากนี้ กล่าวได้ว่า งานขับเคลื่อนภาคประชาสังคมยังถือเป็นงานด้านสร้างความเข้าใจ 1 ใน 3 โรดแมป คือด้านความมั่นคง และด้านการพัฒนางานของผู้แทนพิเศษของรัฐบาลฯ ด้วย ซึ่งโครงการดังกล่าวจะต้องบรรลุผลสำเร็จและเกิดเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยเชื่อมั่นว่า สามารถสร้างความเข้าใจให้กับคนในพื้นที่ให้เข้าใจนโยบายของรัฐมากขึ้น และเข้ามามีส่วนรวมมากขึ้น โดยงานสำคัญที่ต้องการ นอกจากชาวบ้านเข้าใจ มีส่วนร่วมแล้วนั้น หัวใจสำคัญคือ สนองตอบความต้องการของประชาชนในพื้นที่ด้วย สิ่งที่น่าจับตามอง ณ เวลานี้ คือ การขับเคลื่อนภารกิจตามนโยบายของคณะกรรมการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้และคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาล ในส่วนความรับผิดชอบของ ศอ.บต. มี 2 โครงการ คือ 1.โครงการพัฒนาหมู่บ้านชุมชนเข้มแข็งมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาคณะกรรมการหมู่บ้านให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาจัดทำแผนพัฒนาชุมชน ที่สอดรับกับแผนของท้องถิ่น แผนยุทธศาสตร์จังหวัด และแผนพัฒนาเมืองต้นแบบสามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งสอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยศอ.บต.สนับสนุนงบประมาณหมู่บ้านละ 4 แสนบาท รวมงบประมาณทั้งหมด 23 ล้านบาทเศษ ดำเนินการใน 40 หมู่บ้านนำร่อง และ 2.โครงการขับเคลื่อนภาคประชาสังคมมีส่วนรวมในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งริเริ่มโดย พลเอกอุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ ผู้แทนพิเศษของรัฐบาล ในทัศนะของผู้เขียนเห็นว่า ตัวเลของค์กรที่สนใจเข้าร่วมจำนวนมากเช่นนี้ ย่อมเป็นดัชนีชี้วัดหนึ่งที่สะท้อนว่า โครงการฯ นี้ประชาชนในพื้นที่ให้การยอมรับ เพราะรัฐอยู่ในบทบาทแค่ผู้สนับสนุน ขณะที่องค์กรประชาสังคมคือผู้ขับเคลื่อนกิจกรรมด้วยตนเอง คำกล่าวของ พล.อ.อุดมชัย ต่อที่ประชุมเปิดตัวโครงการเมื่อวันที่ 14-15 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า “อีก 5 ปี เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่” จึงเป็นเป้าหมายที่รอการพิสูจน์ สิ่งสำคัญที่ต้องติดตามกัน คงเป็นดังเช่นที่เคยบอกเล่าให้ฟังไปแล้วว่า ก็คือ ความต่อเนื่องของแนวทางนี้จะมีโรดแมปให้เดินกันไปจนถึงเป้าหมายหรือไม่ แน่นอนว่า การริเริ่มโครงการในลักษณะปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ ผู้ริเริ่มอย่าง พล.อ.อุดมชัย และคนขับเคลื่อนอย่าง นายไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ รองเลขาธิการ ศอ.บต. ก็ต้องทำงานหนัก และถือเป็นเดิมพันที่จะต้องให้การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์นี้เปลี่ยนกันทั้งโครงสร้างการทำงานของระบบราชการ เช่นเดียวกับองค์กรภาคประชาสังคม ซึ่งก็ต้องพิสูจน์ตนเองด้วยเช่นกันว่า เมื่อเกิด “ปรากฏการณ์” เช่นนี้ ย่อมแสดงให้เห็นว่า พวกเขาคือพลังการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง หาใช้กลุ่มบุคคลหรือกลุ่มก้อนใด ที่ลงมือทำงานเพียงเพื่อ “สร้างภาพ” หรือ “แสวงหาผลประโยชน์” จากโครงการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่
สยามรัฐออนไลน์ |

เริ่มเคลื่อนโมเดลใหม่!ประชาสังคมร่วมแก้ปัญหาชายแดนใต้

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ หลายหน่วยงานภาครัฐที่ลงไปทำงานในพื้นที่ แม้จะมีการน้อมนำยุทธศาสตร์พระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง และร่วมพัฒนา” แต่ในทางปฏิบัติจริง ทำกันได้มากน้อยแค่ไหนประเด็นนี้ประชาชนในพื้นที่สามารถตอบคำถามได้ดี โดยรูปธรรมการตอบรับของประชาชนในพื้นที่ ดูได้จากดัชนี “ความร่วมมือหรือไม่ให้ความร่วมมือ” ก่อนหน้าในปี พ.ศ. 2554 องค์กรภาคประชาสังคมมีบทบาทที่อาจถูกมองอย่างไม่ให้ความสำคัญจากภาครัฐ แต่เมื่อการทำงานขององค์กรเหล่านี้เปรียบเทียบกับหน่วยงานภาครัฐ การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของระดับนโยบายรัฐจึงต้องถือเป็นพัฒนาการที่ก้าวหน้า ปฏิเสธไม่ได้ว่า บทบาทขององค์กรภาคประชาสังคม มีเป้าหมายสุดท้ายปลายทางคือการสร้างสันติสุขท่ามกลางความเป็นพหุวัฒนธรรมของพื้นที่ ไม่ว่ากิจกรรมของพวกเขาเหล่านั้นจะดำเนินในมิติใด ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมอาชีพ การส่งเสริมพลังของชุมชน การดำรงรักษาอัตลักษณ์ในมิติวัฒนธรรม สื่อเพื่อสันติภาพ แต่กระนั้นการจะขยายบทบาทขององค์กรประชาสังคมให้ครอบคลุมเป็นพลังต่อรองเพื่อไปสู่เป้าหมายก็ยังมีข้อจำกัดในการขยายฐานอาทิ การเพิ่มฐานสมาชิกที่เป็นเยาวชนคนรุ่นใหม่ ทุนสนับสนุน การสร้างเชื่อมองค์กรให้เป็นพลังเครือข่าย ดังนั้นการที่ พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ ผู้แทนพิเศษของรัฐบาล ในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้(คปต.)  ซึ่งรับผิดชอบภารกิจที่ 7 ของ คปต.คือ งานแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งโดยสันติวิธี กับ นายไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ รองเลขาธิการ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ร่วมกันขับเคลื่อน การนำพลังภาคประชาสังคมเข้ามาเป็นกลไกเคลื่อนงานสร้างสันติภาพจึงต้องถือเป็นกระบวนทัศน์ใหม่ โมเดลใหม่ ที่มีการเปลี่ยนแปลงในการทำงานระดับนโยบายรัฐ “โครงการขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนใต้”นำร่องด้วยงบประมาณ 50 ล้านบาท ที่จะจัดสรรให้กับองค์กรภาคประชาสังคมที่เสนอโครงการเข้ามาขอสนับสนุนการทำงาน “ความเห็นต่างในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ใช่ปัญหา เพราะทุกคนล้วนมีความปรารถนาดีในการพัฒนาพื้นที่ แม้จะมีความเห็นต่างในทิศทางและแนวทางก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญเพราะความเห็นต่างนำไปสู่การพัฒนาที่ดีกว่า  เสรีภาพในการคิด พูดที่ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนจะทำให้เกิดการพัฒนา ซึ่งภาพรวมเป้าหมายของภาคประชาสังคมในการเคลื่อนไหวก็เพื่อให้สังคมเกิดความมั่งคั่ง ยั่งยืน ดังนั้นการสนับสนุนจากภาครัฐในเรื่องนี้ จะทำให้ภาคประชาสังคมสามารถขับเคลื่อนได้มากกว่าเดิม”  พล.อ.อุดมชัยกล่าว           พล.อ.อุดมชัย กล่าวว่า การสนับสนุนที่ให้ภาคประชาสังคมเคลื่อนตัว เพื่อให้ยุทธศาสตร์ทั้งระดับชุมชน ท้องถิ่น เดินไปตามเป้าหมายสู่ยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งองค์ประกอบจะเกิดขึ้นได้ จะต้องมีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน โปร่งใส ตรวจสอบได้ นายไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ กล่าวว่า โครงการจะดำเนินการระหว่างเดือนกันยายน-ธันวาคม 2560 ในวงเงิน 50,000-250,000 บาทต่อองค์กร ซึ่งมีองค์กรประชาสังคมให้ความสนใจเบื้องต้นถึง 420 องค์กร นายไกรศร กล่าวว่า กรอบการทำงานสำหรับองค์กรภาคประชาชนที่ต้องการของบสนับสนุนงบประมาณจำแนกเป็น งานการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน  งานอำนวยความยุติธรรม งานการสร้างความเข้าใจทั้งในและนอกพื้นที่และต่างประเทศ งานการศึกษา ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม งานการพัฒนาตามศักยภาพของพื้นที่ และคุณภาพชีวิตของประชาชน  งานการแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งโดยสันติวิธี งานการขับเคลื่อนการพัฒนาโครงการเมืองต้นแบบสามเหลี่ยม มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน การขับเคลื่อนนโยบายการแก้ไขปัญหา จังหวัดชายแดนภาคใต้ปี 2560-2562 งานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด และ งานพัฒนาสร้างศักยภาพองค์กรภาคประชาสังคม ตัวเลของค์กรที่สนใจเข้าร่วม 420 องค์กรสะท้อนว่า โครงการฯนี้ประชาชนในพื้นที่ให้การยอมรับ เพราะรัฐอยู่ในบทบาทแค่ผู้สนับสนุน ขณะที่องค์กรประชาสังคมคือผู้ขับเคลื่อนกิจกรรมด้วยตนเอง คำกล่าวของ พล.อ.อุดมชัย ต่อที่ประชุมเปิดตัวโครงการเมื่อวันที่ 14-15 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า “อีก 5 ปี เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่” จึงเป็นเป้าหมายที่รอการพิสูจน์ สิ่งที่ต้องติดตามกันก็คือ ความต่อเนื่องของแนวทางนี้จะมีโรดแมปให้เดินกันไปจนถึงเป้าหมายหรือไม่ แน่นอนว่า การริเริ่มโครงการในลักษณะปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ ผู้ริเริ่มอย่าง พล.อ.อุดมชัยและคนขับเคลื่อนอย่าง นายไกศร ก็ต้องทำงานหนักและถือเป็นเดิมพันที่จะต้องให้การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์นี้เปลี่ยนกันทั้งโครงสร้างการทำงานของระบบราชการ เช่นเดียวกับองค์กรภาคประชาสังคมก็ต้องพิสูจน์ตนเองเช่นกันว่า พวกเขาคือพลังการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง โปรย- “ความเห็นต่างในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ใช่ปัญหา เพราะทุกคนล้วนมีความปรารถนาดีในการพัฒนาพื้นที่”
สยามรัฐออนไลน์ |

รู้จักประเทศเพื่อนบ้านผ่านแง่มุมประวัติศาสตร์ : อินโดนีเซีย มาเลเซีย บรูไนดารุสซาราม (3)

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ พุฒิพงศ์ เพชรรัตน์ นักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาคณิตศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (วิทยาเขตปัตตานี) สะท้อนความรู้สึกว่า รู้สึกดีใจที่ได้มาฝึกอบรมและปฏิบัติงาน ณ กระทรวงการต่างประในครั้งนี้ เพราะทำให้ได้รับประสบการณ์จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้สังคมพหุวัฒนธรรมในหลากหลายด้าน “สำหรับทัศนะเกี่ยวกับแง่มุมความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์กับประเทศเพื่อนบ้าน อินโดนีเซีย มาเลเซีย และบรูไน ผมมองว่าประชาชนกลุ่มเหล่านี้มีวัฒนธรรมร่วมกัน ประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ดังกล่าวใช้ภาษามลายูในการสื่อสาร นับถือศาสนาอิสลามเป็นหลัก มีวิถีการดำรงชีวิตที่ใกล้เคียงกัน เช่น อาหาร ความเชื่อ เป็นต้น” รุสมีนา อูมะ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาวิชาภาษาอังกฤษ ศิลปศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยราชภัฎยะลา บอกเล่าถึงความรู้สึกของนักศึกษาจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ได้เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความเป็นอยู่ในรูปแบบของสังคมพหุวัฒนธรรม มีโอกาสไปเยือนกระทรวงการต่างประเทศ และเยี่ยมชมสถานที่สำคัญต่างๆ พร้อมรับฟังบรรยายเรื่องราวที่น่าสนใจหลายๆ หัวข้อ หนึ่งในนั้นเป็นหัวข้อเรื่อง “รู้จักประเทศเพื่อนบ้านผ่านแง่มุมประวัติศาสตร์ : ประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย บรูไนดารุสสาลาม” (ร่วมกับหลักสูตรนักการทูตแรกเข้าฯ) ทำให้ได้ความรู้ใหม่หลายเรื่อง เนื่องจากพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศไทยมีวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกับประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย บรูไนดารุสสาลาม ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะความเป็นชาติพันธุ์มลายู ทำให้ได้เรียนรู้ว่าคนมลายูดั้งเดิมส่วนใหญ่มักอาศัยอยู่ตามพื้นที่ราบชายฝั่งมากกว่าอาศัยอยู่ตามป่าเขา เพราะมีความคุ้นเคยและชำนาญพื้นที่มากกว่า และผู้คนแต่ละพื้นที่ต่างล้วนมีพฤติกรรมที่แตกต่างกัน ตัวอย่างในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัจจุบันนี้มีประชากรคนพื้นเมืองดั้งเดิมเหลืออยู่ประมาณ 200 กว่าคน คนทั่วไปมักเรียกว่า “ซาไก” แต่คนพื้นเมืองเดิมเหล่านี้จะชอบเรียกตัวเองว่า “โอรังอัสลี” โดยที่จังหวัดนราธิวาส มีอยู่ 3 กลุ่มย่อย รวมประมาณ 100 คน และที่จังหวัดยะลามี 3 กลุ่มย่อย รวมประมาณ 100 คนเช่นเดียวกัน การได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ ทำให้เห็นภาพการเชื่อมต่อของผู้คนดั้งเดิมในประวัติศาสตร์ของเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียง 3-4 ประเทศทั้ง บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ซึ่งเคยมีความสัมพันธ์ต่อกัน ผ่านการอพยพ เรื่องของการค้าทำให้เกิดการเดินเรือ  เมื่อมีการเดินเรือ มีการติดต่อค้าขาย ก็จะนำวัฒนธรรมของตนเองมาเผยแพร่ด้วย จะเห็นได้ว่าภาคใต้ของประเทศไทยก็เป็นส่วนหนึ่งของคนพื้นเมืองเดิมแห่งโลกมลายูเช่นเดียวกัน “ในส่วนของการฝึกงาน ณ กรมการกงสุล พวกเราได้ฝึกงานเกี่ยวกับการทำหนังสือเดินทางกับเจ้าหน้าที่ที่เป็นกันเอง เป็นมิตร และพร้อมถ่ายทอดความรู้ให้กับพวกเราในทุกๆ ขั้นตอนของการปฏิบัติหน้าที่ ได้พบกับผู้ใหญ่ใจดีหลายท่าน ได้พูดคุยกับผู้หลักผู้ใหญ่ที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะได้เจอ เรียกได้ว่ามากล้นเกินคำบรรยาย ดิฉันดีใจที่เป็นคนที่ถูกเลือก ดีใจที่พระองค์ (เอกอัลลอฮ) มอบสิ่งที่ปรารถนา แต่คิดว่าสิ่งนี้ไม่ใช่ดิฉันคนเดียวที่ได้รับโอกาสอันทรงเกียรตินี้ เพื่อนๆ และชาวสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ได้รับโอกาสอันทรงเกียรตินี้เช่นเดียวกัน ดิฉันจะนำความรู้และประสบการณ์จากโครงการนี้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน อีกทั้งไปเผยแพร่ให้กับชาวบ้านในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้อีกด้วย (Insyaalloh” ซอบารียะห์ สามะ คณะศิลปศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาวิชาภาษาอังกฤษ ชั้นปีที่ 3 มหาวิทยลัยฟาฎอนี กล่าวว่า รู้สึกประทับใจมากที่ได้รับการคัดเลือกให้มาอบรมในโครงการฯ รวมไปถึงได้แลกเปลี่ยนความรู้และทัศนคติแง่มุมต่างๆ จากวิทยากร และพี่ๆ นักการทูตแรกเข้า การได้ฟังบรรยายจากวิทยากรหลายท่าน ทำให้รู้สึกได้ว่าแต่ล่ะท่านนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้ นำประสบการณ์มากมายมาบรรยายบอกเล่าเป็นการเปิดโลกทัศน์ของพวกเรา กูมัยยีซะห์ โต๊ะรายอ คณะทรัพยากรธรรมชาติ สาขาวิชาพืชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (วิทยาเขตหาดใหญ่) บอกว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการซึ่งได้มอบความรู้เป็นอย่างมาก ขอขอบคุณผู้จัดทำโครงการที่มอบโอกาสดีๆ ให้แก่พวกเราทุกคน และอยากให้มีโครงการดีๆ แบบนี้ในปีถัดไป “แง่มุมทางประวัติศาสตร์กับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย และบรูไน มองว่าเนื่องจากพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้มีลักษณะคล้ายคลึงกับประเทศเพื่อนบ้านหลายอย่าง โดยเฉพาะความเป็นชาติพันธ์มลายู ทำให้รูปแบบการดำเนินชีวิต รวมไปถึงประเพณี วัฒนธรรม เช่น การแต่งกาย อาหาร ภาษาพูด มีความใกล้เคียงกันมาก” เหล่านี้คือตัวอย่างส่วนหนึ่งของนักศึกษาจาก โครงการรับนักศึกษาจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ฝึกอบรมและฝึกปฏิบัติงาน ณ กระทรวงการต่างประเทศ ปี 2560 ซึ่งมีโอกาสได้รับฟังการบรรยายดีๆ ในหลายหัวข้อ เช่น“Thailand 4.0” โดย ดร.ทยทัต กาญจนพิพัฒน์กุล นักการทูตชำนาญการ (ที่ปรึกษา) กองสนเทศเศรษฐกิจ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ การบรรยายหัวข้อ “ความสัมพันธ์ไทยกับโลกมุสลิม” โดย คุณเปายี แวสะแม นักการทูตชำนาญการ กองตะวันออกกลาง กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา ดร.โชติรัตน์ โกมารทัต นักการทูตชำนาญการ กลุ่มงานความมั่นคงระหว่างประเทศ หัวข้อ “ความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” โดย ผู้แทนกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ รวมถึงการรับฟังบรรยายและศึกษาดูงานในหลากหลายสถานที่ เช่น ณ ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รับฟังบรรยายและศึกษาดูงาน ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) การทัศนศึกษาวิถีชุมชน / ประวัติศาสตร์ (จังหวัดสมุทรสงคราม) ศึกษาดูงาน “การดำเนินงานและการผลิตสินค้าอาหารฮาลาล” ที่โรงงานของบริษัท ไอบีเอฟ ฮาลาลฟู้ด จำกัด จังหวัดสมุทรปราการ รับฟังบรรยายและเยี่ยมชม “มัสยิดบางหลวง (กุฎีขาว) และการสาธิตการผลิตขันลงหินบ้านบุ (สินค้า OTOP ห้าดาว) สืบสานและอนุรักษ์ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา” รับฟังบรรยายและเยี่ยมชม “พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี” โดย ผู้แทนพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี และรับฟังบรรยายและเข้าชม “วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร” โดย เจ้าอาวาสวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ฯลฯ
สยามรัฐออนไลน์ |

รู้จักประเทศเพื่อนบ้านผ่านแง่มุมประวัติศาสตร์ :อินโดนีเซีย มาเลเซีย บรูไนดารุสซาราม (2)

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ สัดส่วนของผู้นับถือศาสนาใน ประเทศอินโดนีเซีย ประกอบด้วย อิสลาม (86.1%), คริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ (5.7%), คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก (3%), พราหมณ์-ฮินดู (1.8%), อื่นๆ รวม พุทธ, ไม่ระบุ (3.4%) ประเทศบรูไน อิสลาม (67%), พุทธ (13%), คริสต์ (10%), อื่นๆ (ความเชื่อพื้นเมือง ฯลฯ) (10%) และมาเลเซีย อิสลาม (60.4%), พุทธนิกายมหายาน (19.2%), คริสต์ (9.1%), พราหมณ์-ฮินดู (6.1%), ความเชื่อเรื่องวิญญาณ (5.2%) ปัจจุบัน อินโดนีเซีย มาเลเซีย และบรูไนดารุสซาราม คือ 3 ประเทศผู้นำมุสลิมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยสาธารณรัฐอินโดนีเซีย มีประชากรรวม 231 ล้านคน มาเลเซีย 27.4 ล้านคน และบรูไนดารุสสาลาม 408,146 คน ทั้ง 3 ประเทศ นำวิถีชีวิตแห่งอิสลามและการดำรงอยู่ตามหลักการศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องภายใต้แนวความคิดที่ดำรงความเป็นรัฐให้คงอยู่ นั่นก็คืออุดมการณ์อิสลามที่ท่านศาสดาได้นำมาเป็นรูปแบบในการปฏิบัติ อินโดนีเซียยึดมติประจำชาติที่เป็นวลีภาษาสันสกฤตว่า ภินเนกะ ตุงกาล อิคะ ตุงกาละ อิกะ (Bhinneka Tuggal Ika) หรือ "เอกภาพในท่ามกลางความแตกต่างกัน" ระบบการปกครองแบบ “สาธารณรัฐ” มีประธานาธิบดี เป็นประมุขของรัฐ และหัวหน้าฝ่ายบริหาร รัฐธรรมนูญกำหนดให้ “หลักปัญจศีล” เป็นหลักในการปกครองประเทศ ประกอบด้วย 1.การนับถือพระเจ้าองค์เดียว 2.การเป็นมนุษย์ที่เจริญและคงไว้ซึ่งความเที่ยงธรรม 3.ความเป็นเอกภาพของอินโดนีเซีย 4.ประชาธิปไตยแบบมีผู้แทน 5.ความยุติธรรมในสังคมอินโดนีเซียทั้งมวล "ความเป็นเอกภาพคือพลัง" (Bersekutu Bertambah Mutu) คือคำขวัญประจำชาติของมาเลเซีย ซึ่งใช้รูปแบบการบริหารประเทศระบบสหพันธรัฐ มีทั้งสิ้น 13 รัฐ ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภารูปแบบสหพันธรัฐ มี “พระมหากษัตริย์” อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ หมุนเวียนมาจากรัฐต่างๆ บริหารประเทศโดยนายกรัฐมนตรี โดยมีสภาคู่ คือ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา มีประมุขประจำรัฐ สำหรับปรัชญาในการปกครองประเทศของบรูไน คือ “มลายู อิสลาม ราชาธิปไตย" (Melayu Islam Beraja : MIB) อำนาจสูงสุดทางด้านการปกครอง เป็นของ “สมเด็จพระราชาธิบดี” มีสภาต่างๆ ถวายความช่วยเหลือพระองค์ในการปกครองประเทศ ทรงมีพระราชอำนาจแต่งตั้ง “นายกรัฐมนตรี” นับเป็นประเทศที่มีความเป็นหนึ่งด้านการเมือง ด้วยการรักษาโครงสร้างและรูปแบบระบบการเมือง ตลอดจนวัฒนธรรมทางการเมือง ภายใต้ระบบอิสลาม โดยมีสุลต่านเป็นผู้นำสูงสุดของประเทศ พิจารณาภาพโดยรวมแล้ว ความเป็นมาเป็นไปของประเทศเพื่อนบ้านผ่านแง่มุมประวัติศาสตร์ ทั้งอินโดนีเซีย มาเลเซีย บรูไนดารุสซาราม ที่มีต่อประเทศไทย จึงมีความน่าสนใจ เพราะเกี่ยวข้องผูกพันกันในหลากหลายมิติ ซึ่งภายหลังการพูดคุยแลกเปลี่ยนกับผู้เข้าฝึกอบรมหลักสูตรนักการทูตแรกเข้าของกระทรวงการต่างประเทศ ประจำปี 2560 ในหัวข้อ “รู้จักประเทศเพื่อนบ้านผ่านแง่มุมประวัติศาสตร์ : อินโดนีเซีย มาเลเซีย บรูไน” ครั้งนี้ ผู้เขียนยังมีโอกาสได้ชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมมลายู และพูดคุยกับนักศึกษาจากจังหวัดชายแดนภาคใต้หลายคนที่เข้ามาร่วมรับฟังด้วย ทำให้ทราบถึงทัศนคติต่างๆ ที่หลากหลาย นักศึกษาที่กล่าวถึง คือ กลุ่มเยาวชนจากโครงการรับนักศึกษาจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ฝึกอบรมและฝึกปฏิบัติงาน ณ กระทรวงการต่างประเทศ ปี 2560 ซึ่ง กระทรวงฯ ได้เห็นชอบให้มีการจัดโครงการรับนักศึกษามุสลิมที่กำลังจะขึ้นชั้นปีที่ 3 และ 4 จากจังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้ามาฝึกปฏิบัติงาน ณ กระทรวงฯ ในช่วงปิดภาคฤดูร้อน เป็นครั้งแรกในปี 2549 ด้วยเล็งเห็นว่าโครงการฯ จะมีส่วนช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกระทรวงฯ และรัฐบาล ในการแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแก่คนในพื้นที่ ตลอดจนสร้าง ทัศนคติที่ดีเกี่ยวกับการอยู่ร่วมกันโดยสันติของประชาชนต่างศาสนา อีกทั้งยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ เรื่องการทูตสาธารณะ ที่มุ่งเน้นการเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ อันจะช่วยเผยแพร่ภาพลักษณ์ที่ดีของกระทรวงฯ ต่อสาธารณชน การดำเนินโครงการฯ ทางกระทรวงฯ ได้มอบหมายให้สถาบันการต่างประเทศฯ เป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำโครงการฯ และได้มีการจัดต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน นับเป็นครั้งที่ 12 เนื่องจากโครงการฯ ได้ผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจ นักศึกษาได้รับความรู้ และประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์เพิ่มมากขึ้น ปี 2560 นี้ สถาบันการต่างประเทศฯ จัดโครงการโดยเน้นให้นักศึกษาได้มีโอกาสเปิดโลกทัศน์ อีกทั้งยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจในการประกอบอาชีพในอนาคตของนักศึกษา และเป็นองค์ความรู้ในการสร้างประโยชน์ ให้แก่ชุมชนต่อไปได้ โดยมีวัตถุประสงค์ คือ 1.เพื่อให้นักศึกษารู้จัก และมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับงานของกระทรวงฯ เพื่อที่จะสามารถสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อคนในชุมชน เกี่ยวกับบทบาทและภารกิจของกระทรวงฯ อันจะเป็นการช่วยเผยแพร่ภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่กระทรวงฯ ต่อไป 2.เพื่อส่งเสริมนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ โดยทำให้นักศึกษามีทัศนคติที่ดีต่อหน่วยงานภาครัฐ และเห็นถึงความจริงใจของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ 3.เพื่อให้นักศึกษาได้รับความรู้และมีส่วนช่วยเปิดโลกทัศน์ สร้างแรงบันดาลใจ และเป็นประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพของนักศึกษาในอนาคต อีกทั้งใช้เป็นเครื่องมือสร้างประโยชน์ให้แก่ชุมชน 4.เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ ตลอดจนเปิดโอกาสให้เยาวชนในชายแดนใต้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ได้รับประสบการณ์จากการเรียนรู้วิถีชีวิตที่แตกต่าง ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการอยู่ร่วมกันในสังคมโดยสันติ หลังจากน้องๆ เยาวชนร่วมกันแสดงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ประกอบด้วย ปันจักสีลัต ดีเกร์ฮูลู และการขับร้องอนาซีต รวมถึงอ่านบทกวี หลายคนได้แลกเปลี่ยนข้อมูลประสบการณ์เกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้าน สิ่งที่เยาวชนเหล่านี้สนใจ คือ ความเป็น “มลายู” และความเป็น “อิสลาม” ในประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะใน อินโดนีเซีย มาเลเซีย บรูไนดารุสซาราม ซึ่งแน่นอนว่า พวกเขาและเธอย่อมยอมรับในความใกล้ชิดผูกพันมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ อย่างแน่นอน
สยามรัฐออนไลน์ |

รู้จักประเทศเพื่อนบ้านผ่านแง่มุมประวัติศาสตร์ : อินโดนีเซีย มาเลเซีย บรูไนดารุสซาราม (1)

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ ผ่านความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ ร่องรอยเรื่องเล่าผ่านเส้นทางอารยธรรม เกาะเกี่ยวด้วยรากเหง้าทางศิลปวัฒนธรรม จารีตประเพณี และวิถีชีวิต นั่นย่อมทำให้การทำความเข้าใจเพื่อนบ้านอย่างประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย บรูไนดารุสซาราม มีประโยชน์เป็นยิ่ง โดยเฉพาะกับความเป็นมาเป็นไปในอนาคตของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่สามารถสร้างตัวตนให้เข้มแข็งท่ามกลางกระแสตื่นตัวเรื่องความเป็น “ประชาคมอาเซียน” เพราะการมีอะไรร่วมกันหรือคล้ายกันหลายประการ มีความเข้าใจประวัติศาสตร์ความเป็นมาของประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งในมุมมองการเมืองการปกครอง วัฒนธรรม เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ และความสัมพันธ์กับประเทศไทย ฯลฯ เมื่อผู้เขียนมีโอกาสได้รับเกียรติจาก สถาบันการต่างประเทศเทวะวงศ์วโรปการ กระทรวงการต่างประเทศ เชิญให้ไปเป็นวิทยากรฝึกอบรมหลักสูตรนักการทูตแรกเข้าของกระทรวงการต่างประเทศ ประจำปี 2560 ในหัวข้อ “รู้จักประเทศเพื่อนบ้านผ่านแง่มุมประวัติศาสตร์ : อินโดนีเซีย มาเลเซีย บรูไน” สิ่งที่ตั้งใจพยายามนำมาถ่ายทอดแลกเปลี่ยนกัน คือ การไล่เรียงรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกัน ตั้งแต่ราว 3,000 ปีมาแล้วที่ชาวมลายู (ถูกจัดอยู่ในเผ่าพันธุ์มองโกลอยด์) ซึ่งนับเป็นชนกลุ่มแรกในสุวรรณภูมิที่ใช้เรือแล่นเลียบชายฝั่ง กระทั่งกลายเป็น 1 ใน 5 ตระกูลภาษาที่ตั้งหลักแหล่งอย่างมั่นคงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (สุวรรณภูมิ) นั่นก็คือ กลุ่มตระกูลภาษาชวา-มลายู หรือ ออสโตรเนเซียน หรือ มาลาโยโพลินีเซียน เช่น พวกชวาและหมู่เกาะอินโดนีเซีย มลายู จาม ฯลฯ มีหลักแหล่งตามชายฝั่งและหมู่เกาะทางตอนใต้ของอุษาคเนย์ รวมทั้งมอเก็นหรือ “ชาวเล” และ “เงาะ” คำว่า “มลายู” เป็นชื่อวัฒนธรรมแห่งชนชาติ ที่มีภูมิลำเนาอยู่ทางตอนใต้ของสุวรรณภูมิก่อนยุค “อิสลาม” เข้ามาเผยแพร่ เดิมนับถือผีซึ่งก็คือชนพื้นเมืองดั้งเดิม ก่อนจะกลายมาเป็นฮินดู-พราหมณ์ พุทธ และอิสลาม (ยุคมลายูลังกาสุกะ ศรีวิชัย) คนไทยยุคก่อนจะเรียกหัวเมืองทางภาคใต้สุดของแหลมทองว่า “ดินแดนมลายู” และเรียกรวมคนในกลุ่มประเทศดังกล่าวข้างต้นว่า “ชาวมลายู” แต่สำหรับชาวอาหรับในภูมิภาคตะวันออกกลางจะเรียกคนในภูมิภาคของประเทศดังกล่าวว่า “ชาวยะวอ” เหตุผลที่เรียกเช่นนี้เพราะศาสนาอิสลามที่มาเผยแพร่ในกลุ่มอาเซียนเป็นครั้งแรกโดยพ่อค้านักเดินเรือชาวอาหรับได้มาถึงเกาะ “ชวา” เป็นดินแดนแห่งแรกในอาเซียน คำว่า “ชวา” ก็คือ “ยะวอ” หรือ “ยะวา” นั่นเอง ต่อจากหมู่เกาะชวา ศาสนาอิสลามถูกเผยแพร่ไปตามหมู่เกาะต่างๆ ในมหาสมุทรอินเดีย ตลอดทั้งแหลมมลายู และดินแดนทางตอนใต้ของไทย ซึ่งสมัยนั้นคือ “อาณาจักรศรีวิชัย” ใน “สุวรรณภูมิ” (แผ่นดินทอง) มีการจำแนกที่มาของ “ชนมลายู” ว่า พิจารณาในแง่สังคมวัฒนธรรม คำว่า “มลายู” หมายรวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ซึ่งอาศัยอยู่ในบริเวณภูมิภาคมลายู (Nusantara) แบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ 1.มลายูแท้ ที่อาศัยอยู่ในดินแดนของตน เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน 2.มลายูโพ้นทะเล ที่ได้เคลื่อนย้ายจากแผ่นดินเดิมด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ ไปปรากฏที่ประเทศอังกฤษ ซาอุดีอาระเบีย สุรีนัม แอฟริกา หรือละตินอเมริกา ฯลฯ และ 3.มลายูที่เป็นชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่ในดินแดนของตน แต่กลายเป็นชนกลุ่มน้อยอันเนื่องมาจากเหตุผลทางการเมืองหรือการปกครอง ทางประวัติศาสตร์ หลัง พ.ศ.1000 การค้าระหว่างโลกตะวันออก-ตะวันตก ทำให้บริเวณคาบสมุทรเติบโตขึ้นเป็นบ้านเมือง แล้วเป็นรัฐเอกราช นับถือพุทธ-พราหมณ์ ปะปนไปพร้อมกัน เช่น รัฐไชยา (สุราษฎร์ธานี-ชุมพร) รัฐตามพรลิงค์ (นครศรีธรรมราช-สงขลา) รัฐปัตตานี (ยะลา-ปัตตานี) รัฐไทรบุรี (นับถือพราหมณ์-พุทธ เช่นเดียวกับรัฐปัตตานี) รัฐศรีวิชัย (อินโดนีเซีย) ฯลฯ การค้าทางทะเลของอินเดียกับจีน ผลักดันให้บ้านเมืองทั้งผืนแผ่นดินใหญ่และหมู่เกาะ เติบโตเป็นรัฐขนาดใหญ่จนเป็นอาณาจักรเช่นใน ชวา พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม และประเทศไทย รัฐเหล่านี้นับถือ ผี-พราหมณ์-พุทธ ปะปนกัน แล้วเลือกเน้นศาสนาใดศาสนาหนึ่งภายหลัง ซึ่งรวมถึง “ศาสนาอิสลาม” ในอดีต นอกจากอิทธิพลจาก “อินเดีย” แล้ว ความเป็น “จีน” ก็ถูกหล่อหลอมมายังภูมิภาคแถบนี้ ดังกรณีของหลวงจีนฟาเหียน นักธรรมจาริกทางไกลแสนกันดาร หรือ พระภิกษุอี้จิง และครั้งสำคัญคือ สมุทรยาตราของ เจิ้งเหอ (ค.ศ.1405-1433) ก่อนจะถึงยุคอพยพครั้งใหญ่ของชาวจีนโพ้นทะเลช่วงอังกฤษครอบครองมาลายา และต้องการ “กุลีจีน” มาเป็นแรงงานในเหมืองแร่ดีบุก นำมาซึ่งการก่อตั้ง พรรคคอมมิวนิสต์มลายา (พคม.) ซึ่งมีเรื่องราวความเป็นมาที่สลับซับซ้อนอีกแบบหนึ่ง ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงวิถีในพื้นที่นานัปการ ก่อนที่ในที่สุด “ชาติตะวันตก” จะมายึดและก่อความเปลี่ยนแปลงต่อวิถีของโลกมลายูอย่างรุนแรง ภาพปัจจุบันของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีพื้นที่ประมาณ 4,000,000 ตารางกิโลเมตร (1.6 ล้านตารางไมล์) ประชากรมากกว่า 600 ล้านคน กว่าหนึ่งในห้า (125 ล้านคน) อยู่บนเกาะชวาของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นเกาะขนาดใหญ่ที่มีความหนาแน่นที่สุดในโลก และเป็นประเทศที่มีประชากรหนาแน่นมากเป็นอันดับ 4 ของโลก เป็นภูมิภาคที่มีความหลากหลายทางศาสนา โดยศาสนาพุทธมีผู้นับถือเป็นจำนวนมากใน ไทย กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม และสิงคโปร์ ลัทธิบูชาบรรพบุรุษและลัทธิขงจื๊อมีผู้นับถือมากในเวียดนามและสิงคโปร์ ส่วนศาสนาคริสต์เป็นที่นิยมในฟิลิปปินส์ ภาคตะวันออกของอินโดนีเซีย มาเลเซียตะวันออก และติมอร์-เลสเต โดยฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่มีผู้นับถือนิกายโรมันคาทอลิกมากที่สุดในเอเชีย ส่วนติมอร์-เลสเตก็นับถือนิกายโรมันคาทอลิกเช่นกัน เนื่องจากเคยตกเป็นอาณานิคมของโปรตุเกสมาก่อน ที่สำคัญ คือ “ศาสนาอิสลาม” เป็นศาสนาที่มีผู้นับถือมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยจำนวนที่มากถึง 240 ล้านคน คิดเป็น 40% ของประชากรทั้งหมด ส่วนมากจะอาศัยอยู่ที่ อินโดนีเซีย บรูไน และ มาเลเซีย รากความสัมพันธ์เช่นนี้ หากเปิดใจกว้างๆ พร้อมเรียนรู้ เก็บเกี่ยวข้อมูลประสบการณ์ และนำมาปรับใช้กับความเป็น “ประชาคมอาเซียน” นับว่าจะมีประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกับพื้นที่ “ชายแดนใต้” ของไทย ซึ่งมีรากความสัมพันธ์คล้ายกัน ไว้ตอนหน้ามาติดตามในประเด็นต่อเนื่อง โดยเฉพาะกับการฟังเสียงสะท้อนของเยาวชนชายแดนใต้ที่มีโอกาสมาฝึกอบรมและฝึกปฏิบัติงาน ณ กระทรวงต่างประเทศ ต่อรากเหง้าเชิงประวัติศาสตร์สัมพันธ์
สยามรัฐออนไลน์ |

การบริหารความขัดแย้ง

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ เมื่อผู้คนยังคงต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคม ย่อมหลีกเลี่ยงเรื่องความขัดแย้งไม่ได้ ผู้เขียนชอบแนวคิดของ Johnson & Johnson ที่นำเสนอวิธีขจัดหรือหาวิธีที่จะเปลี่ยนความขัดแย้งให้สร้างสรรค์ โดยจำแนกลักษณะตัวอย่างได้ 5 รูปแบบ เปรียบเทียบกับสัตว์แต่ละชนิด คือ 1.ฉลาม (forcing) เป็นสัตว์ที่ดุร้าย มีกำลังมากมาย กินทุกอย่างที่ขวางหน้า เมื่อต่อสู้มักจะชนะ การบริหารวิธีนี้จึงเน้นการใช้อำนาจ ไม่สนใจผู้อื่น การชนะคือความสำเร็จ การแพ้คือความอ่อนแอ วิธีนี้คือ “การใช้อำนาจ” คำนึงเป้าหมายมากกว่าความสัมพันธ์กับผู้ร่วมงาน ไม่สนว่าผู้อื่นรู้สึกอย่างไร 2. เต่า (withdrawing) ธรรมชาติของเต่า เมื่อภัยมาจะหดหัวอยู่ในกระดอง เมื่อปลอดภัยแล้วจะยืดออกมา การบริหารวิธีนี้จึงไม่สนใจเป้าหมายของงาน และไม่สนใจความสัมพันธ์ของบุคคล วิธีนี้คือ “การถอยหนี” เป้าหมายของงานและความสัมพันธ์กับผู้ร่วมงานอยู่ในระดับต่ำ หรืออาจกล่าวได้ว่า ไม่คิดแม้แต่จะตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อแก้ปัญหา 3.ตุ๊กตาหมี (smoothing) ลักษณะตุ๊กตาหมีน่ารักน่าเอาใจใส่ ดังนั้นมีความเชื่อว่าความขัดแย้งนั้นเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง ไม่ควรให้ความขัดแย้งมาทำลายความสัมพันธ์อันดีต่อกัน พร้อมจะยกเลิกเป้าหมายของตน ถ้าเป้าหมายนั้นไปทำลายความสัมพันธ์กับคนอื่น วิธีนี้คือ “การใช้ความนุ่มนวล” เน้นความสัมพันธ์กับผู้ร่วมงานมากกว่าเป้าหมายเรื่องงาน อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข 4.นกฮูก (confronting) ลักษณะกล้าเผชิญหน้า เผชิญกับปัญหา สุขุม รอบคอบ สนองความต้องการของผู้ร่วมงาน และได้ตามเป้าหมายของงานมากที่สุด ดังนั้นความขัดแย้ง คือ ปัญหาที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันแก้ไข ทำให้เป้าหมายของตนและผู้อื่นสัมฤทธิ์ผล วิธีนี้ คือ “การแก้ปัญหาร่วมกัน” คือ การบรรลุเป้าหมายของตนเองและผู้อื่น และ 5.สุนัขจิ้งจอก (compromising) ลักษณะแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ให้ความสำคัญกับเป้าหมายของงานเท่าๆ กับความสัมพันธ์กับผู้อื่น เน้นทางสายกลางพบกันครึ่งทาง การประนีประนอม พร้อมจะยกเลิกเป้าหมายของตน และเกลี่ยกล่อมให้คนอื่นยกเลิกเป้าหมายของเขาด้วย วิธีนี้คือ “การประนีประนอม” เป้าหมายและคนสำคัญปานกลาง เพื่อให้ได้ข้อตกลงที่สามารถยุติปัญหาความขัดแย้ง ดร.ฐานกุล กุฎิภักดี คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา สะท้อนไว้ในหนังสือ “การพัฒนาองค์การ” (Organizational Development) ว่า วิธีการที่จะจัดการกับความขัดแย้งนั้นมีหลายวิธี แต่มักเลือกวิธีการหลักหรือบทบาทหลักที่จะใช้เป็นประจำวิธีใดวิธีหนึ่ง แต่สถานการณ์ที่เปลี่ยนไป อาจจะทำให้วิธีการเปลี่ยนไปก็ได้ เช่น บางคนเมื่อเจอปัญหามักหลีกหนีความขัดแย้ง ไม่กล้าเผชิญหน้า หรือหัวหน้างานกดดันให้แก้ปัญหาเร่งด่วน อาจจะกลายเป็นต่อสู้ก็เป็นได้ จึงต้องเข้าใจปัญหาก่อนว่า ปัญหานั้นๆ เป็นปัญหาเกี่ยวกับงาน หรือเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลมากกว่ากัน จึงเลือกใช้วิธีต่างๆ ว่าควรจะใช้การแก้ไขในเรื่องงาน หรือเรื่องคน เรื่องอะไรสำคัญมากกว่ากัน บางครั้งอาจใช้วิธีพบกันคนละครึ่งทาง ยอมลดระดับความต้องการของตนเองลงบางส่วน ชักจูงให้เพื่อนร่วมงานยอมสละความต้องการของเขาลงบ้างเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์ทั้งสองฝ่าย หรือบางครั้งต้องแสดงบทบาทสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงานเพื่อให้ได้รับการยอมรับ แน่นอนที่สุด วิธีการจัดการกับความขัดแย้งที่ทุกคนไม่ชอบไม่อยากเจอ คือ “การบังคับ” แต่ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะยังคงมีคนคิดว่าตัวเองมีอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจจากตำแหน่ง หรือหน้าที่ที่รับผิดชอบที่คนอื่นต้องขอความช่วยเหลือ ซึ่งที่กล่าวมาแล้วคงนี้ไม่พ้นและการแก้ปัญหาก็คงเป็นไปตามสถานการณ์ต่อไป อย่างไรก็ตาม เนื่องจากบุคคลแตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ในการจัดการความขัดแย้ง แต่ละคนโดยมีรูปแบบการแก้ปัญหาเป็นของตน การเรียนรู้และหาวิธีการใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพในการจัดการความขัดแย้งในภาวะขัดแย้ง สิ่งที่สำคัญที่ต้องใส่ใจ คือ การบรรลุวัตถุประสงค์ส่วนตัว เมื่อยู่ในภาวะขัดแย้ง คนแต่ละคนจะมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันจากผู้อื่น และการรักษาสัมพันธ์ภาพกับบุคคลอื่นเช่นกัน ดังนั้น ความขัดแย้งไม่เพียงที่จะเกี่ยวข้องกับการปรับปรุงการตัดสินใจเท่านั้น แต่จะเกี่ยวข้องกับการดำเนินการในทีมงานด้วย ถ้าเกิดความขัดแย้งมากในทีมงานใด ก็จะทำให้ผลการดำเนินการของทีมงานนั้นเพิ่มมากขึ้นด้วย ความขัดแย้งอาจเป็นตัวเพิ่มพลังในการดำเนินงาน แต่ที่สำคัญที่สุด ทีมจะต้องผสมผสานความขัดแย้งให้เกิดประโยชน์กับทีม ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องใช้ความสามารถในการบริหารความขัดแย้งเพื่อให้เกิดผลดีของทั้งสองฝ่าย กล่าวได้ว่า มนุษย์มีเป้าหมายหรือจุดมุ่งหมายที่แตกต่างกัน ความแตกต่างดังกล่าวเหล่านี้จะก่อให้เกิดเป็นความขัดแย้ง ในอดีตถือว่าความขัดแย้งเป็นสิ่งเลวร้ายควรหลีกเลี่ยง ส่วนแนวคิดทางด้านพฤติกรรมศาสตร์มองว่า ความขัดแย้งเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์กับองค์การ ความขัดแย้งไม่ใช่เป็นสิ่งที่ไม่ดี เมื่อมีความขัดแย้งแสดงให้เห็นว่ากำลังเกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งความขัดแย้งนั้นอาจทำให้เกิดความคิดใหม่ๆ ความขัดแย้งที่มากมายนั้นก็เป็นตัวกระตุ้นให้ฝ่ายบริหารหาทางแก้ปัญหาความขัดแย้งเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ต้องยอมรับว่าความขัดแย้งเป็นสภาวะของความไม่สงบสุขสบายและเป็นปัญหา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ความขัดแย้งก็เป็นสิ่งจำเป็นในองค์การ การที่บุคคลมีความคิดเห็นเข้ากันได้เป็นอย่างดีและมีความสุข โดยการพยายามหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง เป็นสภาวะคงที่ขององค์การ ซึ่งโอกาสในการพัฒนาองค์การนั้นเป็นเรื่องที่กระทำได้ยาก เพราะด้วยเหตุทุกคนต้องรับผิดชอบมากขึ้น จึงจะมีโอกาสในการพัฒนาตนเองให้เจริญขึ้น ดังนั้นย่อมไม่หยุดนิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงซึ่งอยู่บนพื้นฐานของความขัดแย้ง ความขัดแย้ง มีความหมาย แนวคิดทฤษฎี หรือเทคนิคบริหารความขัดแย้ง แตกต่างกันไปมากมาย แต่ท้ายที่สุด มีการแบ่งประเภทให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น โดยผลของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจะต้องมีฝ่ายที่ชนะ และฝ่ายที่แพ้ แพ้ทั้งคู่ หรือชนะทั้งคู่ คือ ประเภทที่ 1. แพ้–แพ้ (lose-lose) คือ ทั้งสองฝ่ายรู้สึกสูญเสียในการแก้ไขความขัดแย้ง ไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ต้องการได้ ผลที่เกิดขึ้นก็คือความเป็นปรปักษ์ต่อกัน แต่บางครั้งอาจต้องใช้คนกลางหรือบุคคลที่สามเข้ามาไกล่เกลี่ย หรือส่งตัวแทนมาต่อรองกัน ก็ย่อมเป็นวิธีหรือทางออก 2.ชนะ-แพ้ (win-lose) คือฝ่ายหนึ่งกดดันผลลัพธ์ต่ออีกฝ่ายหนึ่ง หรือโดยใช้กำลังบังคับ ใช้ข้อได้เปรียบของการมีอำนาจบังคับบัญชาด้วยการสั่งให้ทำ ออกกฎระเบียบบังคับ โดยไม่คำนึงถึงว่าพวกเขาจะรู้สึกพ่ายแพ้และเศร้าสลด ซึ่งอาจนำไปสู่การคิดแก้แค้นในที่สุด และ 3. ชนะ-ชนะ (win-win) คือ ทั้งสองฝ่ายรู้สึกว่าได้ชัยชนะ สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ทั้งสองฝ่าย พอใจทั้งสองฝ่าย สามารถเกิดขึ้นจากการประนีประนอม แต่ดูเหมือนว่าจะเกิดความร่วมมือซึ่งกันและกันเสียมากกว่า ผู้เขียนขออนุญาตหยิบยกเรื่องราวของ “ความขัดแย้ง” มานำเสนอ เนื่องจากดูเหมือนว่า ความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ใช่จะมีเฉพาะระหว่าง “ภาครัฐ” กับ “กลุ่มผู้เห็นต่าง” เท่านั้น หากทว่าภายในองค์กรหรือหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม หรือภาคประชาชน ก็ปรากฏรูปรอยของความขัดแย้งเด่นชัดมากขึ้นเรื่อยๆ การบริหารจัดการความขัดแย้ง จึงเป็นเรื่องสำคัญอีกประการหนึ่ง ที่มีส่วนผกผันกับพลังของการเรียกร้องให้เกิดความสงบสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็น ณ ห้วงเวลาใดก็ตาม
สยามรัฐออนไลน์ |

Freedom Festival 2107

คอลัมน์ เกาะติดวิกฤติไฟใต้ ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ จากหมายที่นั่งริมฟุตบาท ผู้เขียนทอดสายตายาวไปยังสุดขอบฟ้า เรากำลังรอช่างมาซ่อมรถยนต์ของเพื่อนหนุ่มที่เดินทางไกลมาจากเบตง–ยะลา ด้วยความตั้งใจมาร่วมงาน Freedom Festival 2017 เทศกาลดนตรีเพื่อศิลปะและเสรีภาพ ณ ชุมชนเกาะยาว อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ความจริงแล้วเราเพิ่งแยกทางกันได้สักพัก คล้อยหลังไม่นานต่อมา เพื่อนหนุ่มก็โทรศัพท์มาส่งข่าวว่ารถยนต์มีปัญหาไม่สามารถวิ่งต่อไปได้ ต้องจอดสงบนิ่งอยู่บริเวณเกือบยอดเขาบูโด ตามเส้นทางนราธิวาส-ยะลา ผ่านเส้นทาง ยี่งอ-ปาลอบาต๊ะ-ตะปอเยาะ-รือเสาะ-ทือกเขายือลาแป-ตะโล๊ะหะรอ-รามัน-ยะลา จึงรีบต่อสายโทรศัพท์คุยกับเครือข่ายให้ช่วยหาช่างซ่อม พร้อมกับวนเวียนหาร้านซ่อมเครื่องยนต์ในตัวเมืองนราธิวาสอยู่พักใหญ่ ปรากฏว่าร้านรวงส่วนใหญ่ปิดเนื่องจากเป็นวันอาทิตย์ จึงตัดสินใจเดินทางมุ่งตรงไปยังจุดเกิดเหตุทันที อย่างน้อยก็เพื่อไปคอยเป็นเพื่อนรัก คอยให้กำลังใจ และดูแลหัวใจกัน ในพื้นที่เปลี่ยนบนเทือกเขาบูโด ตอนที่ผู้เขียนกับน้องๆ ทีมงานเฌอบูโด เดินทางไปถึง เราเห็นวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งรวม 5-6 คนกำลังยืนสุมหัวกันอยู่ริมถนนด้วยท่าทีไม่ไว้วางใจนัก แต่ผู้เขียนตัดสินใจเดินตรงรี่เข้าไปหา พร้อมกับส่งรอยยิ้มเป็นใบเบิกทาง เอ่ยถามถึงร้านซ่อมรถยนต์ในบริเวณใกล้เคียง “การิม” จึงอาสาพานั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์ของตนเองวิ่งลงเขา มุ่งตรงไปหาช่างยนต์ ก่อนจะไต่เข่าสูงชันมาส่ง ณ ที่เดิม และต่อมายังคอยถามไถ่ ดูแล และซื้อน้ำมาให้ดื่มแก้กระหาย ในพื้นที่ที่แตกต่าง เชื่อว่า จะมีก็แต่การน้อมนบให้เกียรติ การมอบน้ำจิตน้ำใจที่แท้จริงให้แก่กัน หาใช่ความเกลียดชังดูหมิ่นดูแคลน ความมีอคติ มองว่าตนเองเหนือกว่า หรือมองภารกิจของตัวเองเป็นที่ตั้ง โดยไม่อินังขังขอบกับหัวใจของผู้คนหรือชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้อารมณ์บั่นทอนความเป็นมนุษย์ทั้งของตนเองและผู้อื่น สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ได้อย่างชัดเจน จากน้ำใจมากล้นที่ได้รับจากคนแปลกหน้าในยามเผชิญเหตุการณ์วิกฤติระหว่างรอช่างซ่อมแก้ไขเครื่องยนต์ ทำให้หวนคิดถึงผลการดำเนินงานของ Freedom Festival 2017 ที่เพิ่งเสร็จสิ้น โดยมีผู้สนับสนุนงานหลักในครั้งนี้ คือ มูลนิธิฟรีดิช เนามัน ร่วมกับนิตยสาร happennig กลุ่มเฌอบูโด สมาคมศิลปวัฒนธรรมป่านวงเดือน ชุมชนเกาะยาว-ตากใบ ฯลฯ ที่อวลไปด้วยหลากหลายอารมณ์ ทั้งยินดีหรืออาจระคนผิดหวังสำหรับใครบางคน ทั้งรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ น้ำตา และการพบพานและพรากจาก ในงาน Freedom Festival 2017 กลายเป็นกิจกรรมที่รวบรวมนักกิจกรรมทางสังคม ศิลปิน นักเขียน นักเดินทาง ชาวบ้านในพื้นที่ ฯลฯ จากทั่วทุกสารทิศ ทั้งในและนอกพื้นที่ชายแดนใต้ ได้มาสัมผัสนิทรรศการศิลปะทั้งภาพวาดและภาพถ่าย การอ่านบทกวี โดย ซะการีย์ยา อมตยา กวีซีไรต์ ชาวอำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส จากหนังสือรวมบทกวี “ไม่มีหญิงสาวในบทกวี” ตุล ไวฑูรเกียรติ (ตุล อพาร์ตเมนต์คุณป้า) จิตติมา ผลเสวก สาธิต รักษาศรี การบรรเลงดนตรีโดยศิลปินจากส่วนกลาง ประกอบด้วย ปอย พอร์ตเทรต (Portrait), ตุล อพาร์ตเมนต์คุณป้า หนึ่ง สลีปเปอร์วัน (หนึ่ง ฟรายเดย์) และ ท็อป ผ้าขาวม้า ส่วนศิลปินจากพื้นที่ มีวงดนตรีคนบ้านเรา วงสันติชน และวงเปอร์มูดออัสลี บรรเลงบทเพลงพื้นเมืองมลายูโบราณ รวมถึงการแสดงทางวัฒนธรรมชายแดนใต้ เช่น กลุ่มปันจักสีลัตพงลีแป คณะมโนราห์เยื้อนน้อยเจริญศิลป์สุไหงปาดี ดิเกร์ฮูลูชื่อดัง Seluling Kasih จากรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ฯลฯ นอกจากนี้ ยังมีการเสวนาหัวข้อ “เสรีภาพกับคนรุ่นใหม่” โดย ตุล ไวฑูรเกียรติ, ซะการีย์ยา อมตยา, อัสรี จะมะดี, อาแอแสะ ยูโซ๊ะ และเสวนาเรื่องการประกวดแต่งเพลง หัวข้อ “เสรีภาพ เสรีเพลง : สังคมพหุวัฒนธรรม การอยู่ร่วมกันในสังคมที่หลากหลาย” นำโดย วิภว์ บูรพาเดชะ ซึ่งกิจกรรมทั้งหมดมีจุดมุ่งหมายเพื่อสื่อถึงเรื่อง “เสรีภาพ” ให้ผู้ร่วมงานได้ตระหนักรู้ถึงสิทธิ์และเสรีภาพของตนเองและผู้อื่น รวมถึงเป็นการเปิดพื้นที่ให้คนทำงานศิลปะแขนงต่างๆ ได้นำผลงานมาร่วมจัดแสดง มีโอกาสพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกัน ประการสำคัญ คือการกระตุ้นกระแสการท่องเที่ยวบนเกาะยาวและพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความสวยงามมีเอกลักษณ์โดดเด่น สะท้อนลักษณะสังคมพหุวัฒนธรรมระหว่างพุทธ-มุสลิม รวมถึงการสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่สนใจงานศิลปะแขนต่างๆ และการเปิดรับบริจาคหนังสือเพื่อนำไปสู่การจัดตั้ง “ห้องสมุดหัวใจเดียวกัน” ซึ่งประสบผลสำเร็จค่อนข้างน่าพอใจ เพราะมีผู้ศรัทธาบริจาคทั้งหนังสือและปัจจัยให้แก่ชุมชนในจำนวนมากพอควร ย้อนกลับมาที่เหตุการณ์เฉพาะหน้า ใช้เวลาจากบ่าย 3 โมงกว่าขณะฟ้ากระจ่าง กระทั่งความมืดคลี่ม่านห่มคลุมทัศนวิสัยโดยรอบ ในที่สุด เราต้องใช้บริการรถยกเพื่อลากรถที่เสีย ไปจังหวัดยะลา เพราะเพื่อนหนุ่ม ปลัดอารี หนูชูสุข ปลัด อบต.อัยเยอร์เวง ผู้จับมือชุมชนปลุกปั้นกระแสหมอกอัยเยอร์เวงจนกลายเป็นกระแสฟีเวอร์ มีภารกิจอยู่ที่นั่น และในค่ำคืนดึกดื่น ณ จุดเกิดเหตุเดียวกับที่เคยมีเหตุรุนแรงจนทำให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิตพร้อมกันทีเดียวหลายชีวิต ย่อมทำให้ใครหลายคนเกิดอาการเสียวสันหลังได้ แม้จะมีคำปลอบใจจากคนรอบข้างก็ตามที ผ่านไป 5 ชั่วโมงกว่า เราต่างเดินทางสู่เป้าหมาย หากทว่าเป็นคนละทิศ เพื่อนหนุ่มมุ่งตรงไปยะลา พร้อมกับพรรคพวกที่ตั้งใจเดินทางมาให้ความช่วยเหลือโดยเฉพาะ ส่วนผู้เขียนและน้องๆ เฌอบูโด มุ่งสู่เมืองนราธิวาส เพื่อสุมหัววางแผนงานต่อในการดูแลประสานงานภารกิจของ “เกริ่น เขียนชื่น” ที่เริ่มภารกิจแล่นเรือใบกอและ “จากบางนราสู่เจ้าพระยา” แล้วอย่างอบอุ่นด้วยมิตรมากมายที่มาให้กำลังใจ ตอนที่รถค่อยๆ ไต่ลงตามเส้นทางที่สูงชันและคดโค้ง ผู้เขียนจดจ้องสายตาไปที่เส้นขอบฟ้าอีกครั้งหนึ่ง แม้รอบข้างจะมืดมิด แต่แสงไฟ แสงจันทร์ และแสนดาว ก็ทำให้อุ่นใจได้ว่า เป้าหมายของพวกเรามิได้มืดมนเกินไปนักในท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบหรือในพื้นที่ที่มักถูกนำเสนอข่าวสารแต่ใน “ด้านลบ” “เกริ่น เขียนชื่น” กำลังเริ่มต้นการเดินทางครั้งสำคัญของชีวิตไปกับเรือใบกอและ “ยีวอ ยัง ซามอ – หัวใจเดียวกัน” ผ่านะเวลาแรมเดือน เสมือนเป็นสัญลักษณ์ของการประกาศ “เสรีภาพ” เป็นสื่อกลางนำเรื่องเล่าดีๆ จากชายแดนใต้ เรื่องเล่ารายทางของชุมชนประมงพื้นบ้าน และประเด็นน่าสนใจอื่นๆ ไปบอกเล่าให้ผู้คนในใจกลางมหานครได้รับรู้ ขณะที่ มูลนิธิฟรีดิช เนามัน และนิตยสาร happening มีแผนจัดงาน Freedom Festival 2017 เทศกาลดนตรีเพื่อศิลปะและเสรีภาพ รวม 2 ครั้ง ครั้งแรกที่ผ่านไปแล้วคือ ณ ชุมชนเกาะยาว อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส และครั้งที่ 2 ณ ที่โครงการช่างชุ่ย กรุงเทพฯ ในช่วงปลายเดือนกันยายน การนำวิถีคนทำงานศิลปะแขนงต่างๆ ทั้งในและนอกพื้นที่ชายแดนใต้ ให้มีโอกาสโคจรมาพบกันในงาน Freedom Festival 2017 เทศกาลดนตรีและศิลปะเพื่อเสรีภาพ นับเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะเป็นงานที่เปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นร้อยรัดชีวิต ความสัมพันธ์ และเรื่องราวดีๆ ของผู้คน “จากบางนราสู่เจ้าพระยา” และ “จากเจ้าพระยา” จะหวนคืนสู่ “บางนรา-นราธิวาส” อีกครั้งหนึ่ง ส่วนจะเป็นรูปลักษณ์ใด ความรู้สึกเช่นใด คงเป็นเรื่องของ “ชะตาฟ้าลิขิต” เพราะความมุ่งมั่นพยายามเป็นของมนุษย์ แต่ชะตาย่อมเป็นของฟ้า
สยามรัฐออนไลน์ |

เกริ่น เขียนชื่น กับเรือใบกอและ “จากบางนราสู่เจ้าพระยา”

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ เคยเขียนถึงเรื่องราวชีวิตของ “เกริ่น เขียนชื่น” มาหลายครั้ง เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แรกเริ่มที่ได้ยินชื่อและสัมผัสภาพ เขาคือหนึ่งในคณะเดินเท้าเพื่อสันติภาพ “จากศาลายาสู่สันติปัตตานี” ซึ่งใช้เวลาเดินทางทั้งสิ้น 51 วันจากใจกลางมหานครสู่พื้นที่มิคสัญญี ในคณะประกอบด้วยผู้คนหลากหลายสาขาอาชีพ เช่น โคทม อารียา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี ประมวล เพ็งจันทร์ งามศุกร์ รัตนเสถียร ฯลฯ โดยเขารับบทบาทเป็นตากล้องประจำคณะเดินทางไปด้วย เมื่อเสร็จสิ้นจากกิจกรรมเดินเท้าเพื่อสันติจึงได้มีการจัดนิทรรศการภาพถ่าย “เดินจากศาลายาสู่สันติปัตตานี” โดย เกริ่น เขียนชื่น และ ชาตรี อังอัจฉะริยะ ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้คนมากพอควร ก่อนหน้านี้ที่จะมาเป็นหนึ่งในคณะเดินปัตตานีฯ เขาเคยเดินทางลงสัมผัสพื้นที่ชายแดนใต้รวม 7 ครั้ง ตลอดระยะเวลา 3 ปีห้วงเกิดเหตุไฟใต้นับตั้งแต่ต้นปี 2550 ทั้งตั้งใจไปถ่ายภาพพระบิณฑบาตกับรถฮัมวี่ ไปนั่งดื่มกาแฟตามร้านค้าที่เคยโดนระเบิด ไปเพ่งพินิจชมเรือกอและ หาเวลานอนแรมคืนในค่ายทหารโดยติดต่อผ่านเพื่อนทหารที่รู้จักกัน พร้อมเก็บเกี่ยวข้อมูลและภาพถ่าย พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ฉลองวันเกิดตัวเองที่อำเภอเบตง ไหว้พระ 9 วัดใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่ายน้ำข้ามแม่น้ำบางนรา ฯลฯ โดยตั้งใจนำเรื่องราวทั้งหมดมาเขียนเป็นหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊คส์สักเล่มหนึ่ง เขาใช้เวลาบันทึกภาพถ่ายและเรื่องราววนเวียนอยู่ในพื้นที่รวม 10 ปี กว่า 50 ครั้ง จนถึงปัจจุบัน เกริ่น เขียนชื่น น่าจะเป็นคนแรกๆ ที่เปิดประเด็นภาพแห่งความทรงจำของพระสงฆ์หรือ “พ่อหลวง” และ “เปาะจิ” เพื่อนต่างศาสนิกมลายูมุสลิมซึ่งทำหน้าที่ปั่นสามล้อ ภาพสำคัญที่กลายเป็น “ทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์” ในชั่วเวลาไม่นาน และตราบกระทั่งทุกวันนี้เรื่องราวความสัมพันธ์ดีๆ ระหว่างพระสงฆ์รูปหนึ่งกับชายชาวมลายูปั่นสามล้อ กลายเป็นภาพจำที่ได้สร้างความประทับใจให้ผู้คนมากมาย ล่าสุด “เกริ่น เขียนชื่น” ผู้ชายคนหนึ่งที่เดินทางมาทั้งชีวิต อายุเพียง 15 ปี วิญญาณขบถก็ผลักเขาออกจากบ้าน ใช้วัยหนุ่มตระเวนในยุโรปตั้งแต่อายุ 22 ปี เป็นนักผจญภัย นักโดดร่ม นักเล่นเรือใบ ฯลฯ สร้างสถิติปีนขึ้น-ลงภูกระดึงกว่า 70 ครั้ง ว่ายน้ำข้ามทะเลจากเกาะสู่เกาะนับสิบเกาะ เดินเท้าทั่วประเทศมากว่า 4,000 กิโลเมตร ในที่สุดมาตกหลุมรักมนต์เสน่ห์พื้นที่ชายแดนใต้ เป็นคนกรุงที่เดินทางสัมผัสพื้นที่กว่า 50 ครั้ง ทั้งเดินเท้า ปั่นจักรยาน รถทัวร์ รถไฟ เครื่องบิน เขาเก็บความทรงจำเป็นภาพถ่ายทรงคุณค่านับหมื่นๆ ภาพ และที่สำคัญ กำลังจะสร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยการแล่นเรือใบกอและ “จากบางนราสู่เจ้าพระยา” อนุสรณ์ ศรีคำขวัญ นักเขียนชาวนราธิวาส เขียนถึงเขาใน “เกริ่น เขียนชื่น ผู้เผยแพร่ความงาม” ว่า เกริ่น เขียนชื่น เป็นชาวกรุงเทพฯ โดยกำเนิด เขาเกิดในปี พ.ศ. 2495 (ตอนนั้นพ่อของผมยังไม่เกิดเลยด้วยซ้ำ) ผมพบเขาครั้งแรกใน “ค่ายเยาวชนนักเขียนต้นแบบ” ที่จัดขึ้นในจังหวัดนราธิวาส โดยสำนักหัวใจเดียวกัน แรกพบสบตามีหรือหนุ่มผู้เต็มเปี่ยมด้วย “อัตติสต์” อย่างผมจะยินดียินร้ายด้วย ก็เฉยๆ เจือเมินๆ ใส่นั่นละ กระทั่งดึก คืนนั้นพระจันทร์ เต็มดวง สวย ผมนั่งอยู่ท้ายกระบะรถตามลำพัง พลัน เกริ่น เขียนชื่น ก็เดินอุ้มผ้าห่มเข้ามาทักทาย เขานั่งลงข้างๆ แล้วเราจึงได้สนทนา แลกเปลี่ยนสิ่งต่างๆ ที่ผ่านพบ ยิ่งคุยก็ยิ่งนับถือ ไอ้อัตตา ติสต์ๆ ตัวเขื่องเมื่อกลางวัน มาละลายหายไป เริ่มดึกมาก เกริ่น เขียนชื่น ขอตัวเข้านอน ลุกได้ก็อุ้มผ้าห่ม เดินตรงไปยังอาคารแท็งค์น้ำสูงเบื้องหน้า ผมถึงกับต้องรีบเอ่ย “พี่ๆ ห้องนอนไปอีกทาง” (ในกลุ่มคนศิลปะ ไม่มีใครแก่เกินพี่) เขาตอบกลับมาว่า “นอนบนนั้นดีกว่า ลมเย็นดี” เช้าตื่นมา เกริ่น เขียนชื่น หาย หายไปไหน ผมถามคนรู้จักจึงได้รับคำตอบว่า เกริ่น เขียนชื่น ตื่นตั้งแต่ไก่ยังไม่โห่ ป่านนี้คงเดินลำพังอยู่ตลาด หรือชุมชนใดสักแห่ง ช่างกล้า ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เขากล้าเดินคนเดียว เมื่อถามว่า เขามีของดีอะไร คำตอบที่ได้รับ คือ “ใจ” ใจของเขาดี สำหรับ เกริ่น เขียนชื่น นอกจากใจแล้ว เขาก็พกอาวุธเป็นอาวุธหนักเสียด้วย พร้อมลั่น พร้อม Shoot ได้ตลอดเวลา ลั่นชัตเตอร์ shoot ภาพงามๆ มาเก็บไว้ แล้วเผยแพร่สิ่งเหล่านั้นให้คนทั่วไปได้รับรู้ เกริ่น เขียนชื่น เป็นช่างภาพมือฉมัง เคยได้รับรางวัลถ้วยพระราชทานมาแล้วในปี พ.ศ. 2535 ชีวิตของเขาค่อนข้างผาดโผน ทำอะไรแล้วต้องถึงที่สุด นึกอยากถ่ายภาพกลางอากาศก็ไปฝึกกระโดดร่ม นึกอยากถ่ายภาพในทะเลก็ไปเรียนดำน้ำ ภาพธรรมชาติใดที่อยากได้ แม้ต้องเทียวมาเทียวคอยเป็นปีๆ เขาก็จะทำ สำหรับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้แล้ว ถือเป็นบ้านหลังที่ 3 เลยก็ว่าได้ แน่นอนหลังแรก คือ กทม. ส่วนหลังต่อมาก็ภูกระดึง (ช่วงภูกระดึงเปิดให้ท่องเที่ยวได้ เขาจะเดินขึ้นเดินลงภูอยู่นั่นละ) สำหรับ 3 จังหวัดชายแดนใต้นั้น เรียกได้ว่า เกริ่น เขียนชื่น รู้จักทุกมุมเมือง ชาวบ้านส่วนมากก็รู้จักเขา ไปไหนมีแต่เพื่อน เขาร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวกับการรณรงค์สร้างสันติสุขในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เกือบทุกงาน (แม้ไม่รวมภาพถ่ายของเขา ก็ทำหน้าที่นำความงามและการรณรงค์สันติสุขอย่างเต็มสูบอยู่แล้ว) วันที่ 8-9 กรกฎาคม 2560 นี้ จะมีการจัดงาน Freedom Festival 2017 เทศกาลดนตรีและศิลปะเพื่อเสรีภาพ ณ เกาะยาว อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส โดยความร่วมมือร่วมใจของเครือข่ายสื่อมวลชน องค์กรภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน เช่น มูลนิธิฟรีดริช เนามัน นิตยสาร happennig กลุ่มเฌอบูโด สมาคมศิลปวัฒนธรรมป่านวงเดือน ชุมชนเกาะยาว-ตากใบ ฯลฯ เพื่อเป็นการเปิดพื้นที่ให้คนทำงานศิลปะแขนงต่างๆ ได้นำผลงานมาร่วมจัดแสดง มีโอกาสพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกัน ในงานมีการเสวนาเกี่ยวกับดนตรีและสังคมพหุวัฒนธรรม การแสดงดนตรี การอ่านบทกวี การแสดงพื้นบ้านชายแดนใต้ ฯลฯ ประการสำคัญ คือการกระตุ้นกระแสการท่องเที่ยวบนเกาะยาวและพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความสวยงามมีเอกลักษณ์โดดเด่น สะท้อนลักษณะสังคมพหุวัฒนธรรมระหว่างพุทธ-มุสลิม รวมถึงการสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่สนใจงานศิลปะแขนต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเช้าชื่นวันที่ 9 กรกฎาคม 2560 เมื่อแสงแรกสาดส่องอาบหาดทรายขาวยาวเหยียดบนเกาะยาว “เกริ่น เขียนชื่น” จะเริ่มต้นการเดินทางครั้งสำคัญของชีวิตไปกับเรือใบกอและ “ยีวอ ยัง ซามอ – หัวใจเดียวกัน” ผ่านะเวลาแรมเดือน เสมือนเป็นสัญลักษณ์ของการประกาศ “เสรีภาพ” เป็นสื่อกลางนำเรื่องเล่าดีๆ จากชายแดนใต้ เรื่องเล่ารายทางของชุมชนประมงพื้นบ้าน และประเด็นน่าสนใจอื่นๆ ไปบอกเล่าให้ผู้คนในใจกลางมหานครได้รับรู้ เรื่องราวของเขายังมีอีกมากมาย ใครสนใจตามไปรับฟังสัมผัสชีวิตและ “เรือใบกอและ” ของเขาที่กำลังจะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ หรือไปซึมซับวิถีคนทำงานศิลปะแขนงต่างๆ ทั้งในและนอกพื้นที่ชายแดนใต้ ที่มีโอกาสโคจรมาพบกันได้บนเกาะยาว-นราธิวาส ในงาน Freedom Festival 2017 เทศกาลดนตรีและศิลปะเพื่อเสรีภาพ งานที่เปรียบเสมือนเป็นจุดเริ่มต้นร้อยรัดชีวิตและเรื่องราวดีๆ ของผู้คน “จากบางนราสู่เจ้าพระยา”
สยามรัฐออนไลน์ |

“ซิงค์ ลันดาเว” และชาวซิกข์ในยะลา

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ วันหนึ่งๆ มีโอกาสพบผู้คนมากมาย ได้สนทนาและเก็บซับมากเรื่องราวราวน่าสนใจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เช่นเย็นย่ำวันหนึ่งระหว่างเดินเก็บภาพกลางเมืองยะลา ผู้เขียนมีโอกาสสนทนากับ “ซิงค์ ลันดาเว” ผู้นับถือซิกข์ ศาสนาที่ถือกำเนิดขึ้นในราวศตวรรษที่ 16 ทางตอนเหนือของอินเดีย จากคำสอนของ “นานัก” และคุรุอีก 9 องค์ ศาสนาซิกข์นับเป็นศาสนาที่มีผู้นับถือมากเป็นอันดับที่  9 ของโลก ปัจจุบันมีผู้นับถือมากกว่า 23 ล้านคน ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในรัฐปัญจาบ ของอินเดีย แต่ ซิงค์ ลันดาเว เกิดบนผืนแผ่นดินไทย มีหัวใจเป็นสากลทางศรัทธาและความเชื่อ ผ่านการไหลล่องของผู้คนที่อพยพตามสายธารประวัติศาสตร์และเส้นทางการการค้า การออกผจญภัยของเหล่านักแสวงหาในอดีต จากปากีสถาน อินเดีย สู่มาเลเซีย และสุดท้ายสู่พื้นที่ชายแดนใต้ จาว ยู กัว นักเดินทางจากจีนแผ่นดินใหญ่ เขียนบันทึกเกี่ยวกับการแต่งกายของพระราชาและพลเมืองในอาณาจักรโบราณนาม “ลังกาสุกะ” หนึ่งในต้นธารประวัติศาสตร์แห่งโลกมลายูว่า “พระราชาของประเทศนี้ทรงแต่งกายด้วยผ้าไหม และเดินเท้าเปล่า ประชากรของประเทศนี้ ไว้ผมยาวและแต่งกายด้วยผ้าไหมเช่นเดียวกัน” ส่วนท่านฟากิฮ์ อาลี กล่าวในตาริคปาตานี (Tarikh Patani) ว่า “คนในลังกาสุกะ ไม่สวมเสื้อ” ซึ่งสอดคล้องกับที่ครั้งหนึ่ง แสง พัธโนทัย เขียนบทความภาษาอังกฤษชื่อ ‘The Envoy from Langkasuka’ บอกเล่าเรื่องที่มีโอกาสไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ที่ เทียน อัน เหมิน และพบเห็นภาพประวัติศาสตร์ภาพหนึ่งซึ่งมีคำบรรยายใต้ภาพว่า เป็นราชทูตจากอาณาจักรลังยาสิว (Lang-ya-hsiu) หรือ ลังกาสุกะ มีลักษณะล่ำเตี้ย ผมหยิก ใบหน้ากลม ผิวกายมีสีคล้ำ นุ่งผ้ายาวข้างล่างแบบอินเดีย และมีผ้าพันพาดหัวไหล่ มีกำไลสวมข้อเท้าทั้งสอง จึงตั้งข้อสันนิษฐานว่า ในอดีตนั้นการแต่งกายของพลเมืองหรือชนชั้นนำของลังกาสุกะ แต่งกายด้วยผ้านุ่งโจงกระเบน มีผ้าพันกายพาดไหล่ และสวมกำไลบนข้อเท้า คล้ายกับนักบวชในศาสนาพราหมณ์ของอินเดีย ด้วยความที่ลังกาสุกะมีสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน ทำให้ย่อมได้รับอิทธิพลด้านต่างๆ จาก “อารยธรรมจีน” ด้วย นอกจากเหนือการรับอิทธิพลของ “อารยธรรมฮินดู-พราหมณ์” จากอินเดีย ตราบกระทั่งคริสต์ศตวรรษที่ ๑๐ อาณาจักรลังกาสุกะ ตกอยู่ในอำนาจของอาณาจักรศรีวิชัย ชื่อ “ลังกาสุกะ” ถูกบันทึกไว้เป็นครั้งสุดท้ายโดยพ่อค้าชาวอาหรับในปี ค.ศ. 1511 ก่อนจะจมหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์โลก และปรากฏชื่อ “ปาตานีดารุสสาลาม” เข้ามาแทนที่ ก่อนจะผันผ่านกาลสมัยมาเป็น ยะลา ปัตตานี นราธิวาส ในที่สุด ประวัติศาสตร์เปลี่ยน ผู้คนเปลี่ยน ยุคสมัยผ่าน แต่ดูเหมือนว่าร่องรอยต่างๆ ยังคงปรากฏ กล่าวเฉพาะความเป็นอารยธรรมฮินดู-พราหมณ์ หรือหลักศรัทธาที่เป็นสายธารจากอินเดีย ดูเหมือนว่า “คุรุดวารา” หรือ “วัด” ที่ชื่อว่า “คุรุดวาราศีคุรุสิงห์สภายะลา” เป็นสถานที่สำคัญของ “กลุ่มชาวซิกข์” เพียงแห่งเดียวที่ปรากฏอยู่ที่ถนนรวมมิตร ใจกลางเมืองยะลา และในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในฐานะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ในการสักการบูชาพระเป็นเจ้า “คุรุครันซาฮิป” ผู้ยิ่งใหญ่ “คุรุดวาราศีคุรุสิงห์สภายะลา” ก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2493 พร้อมๆ กันกับอีกหลายจังหวัดในประเทศไทย เช่น กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ เชียงราย ชลบุรี ขอนแก่น ลำปาง นครพนม นครราชสีมา นครสวรรค์ ปัตตานี ภูเก็ต สมุทรปราการ สงขลา ตรัง อุบลราชธานี และ อุดรธานี บุญส่ง ลอยสุวรรณ์ นักวิชาการอิสระ บันทึกไว้ใน “ผลึกเพชรที่ทรงคุณค่าในวัดซิกข์ “คุรุดวาราศีคุรุสิงห์สภายะลา” ว่า คุรุดวาราศีคุรุสิงห์สภายะลา เป็นศูนย์รวมของชาวซิกข์ในจังหวัดยะลา แต่เปิดกว้างให้ทุกศาสนิกเข้าไปเรียนรู้ได้ เพราะศาสนาซิกข์ไม่ได้แบ่งชั้นวรรณะ ไม่มีขอบเขตของความศรัทธา ต้องการให้ผู้ที่ศรัทธาในหลักธรรมคำสอนที่ปรากฏอยู่ในพระมหาคัมภีร์ได้ศึกษาคำสอนที่เป็นอมตะ ชาวซิกข์ในยะลาให้ความสำคัญกับการสวดมนต์ ทุกวันจะต้องสวดให้ครบ 5 บท ช่วงเช้า 3 บท ก่อนตะวันตกดิน 1 บท และก่อนนอน 1 บท ซึ่งจะเข้าไปสวดในวัดพร้อมกันหรือจะสวดในบ้านก็ได้ แต่ละวันจะไม่ซ้ำกัน เพราะบทสวดในพระมหาคัมภีร์มีจำนวน 1,430 บท ทุกครั้งที่สวดมนต์จะได้เรียนรู้ธรรมะไปในตัว ทุกบทเป็นพระวจนะของพระผู้เป็นเจ้าที่พระศาสดาได้สั่งสอนไว้ ชาวซิกข์ในยะลาจะไปรวมตัวกันที่วัดเพื่อฟังธรรม แต่ก่อนที่จะฟังธรรมจะมีการรับประทานอาหารร่วมกันเสียก่อน เพราะเชื่อว่าเมื่อทุกคนอิ่มท้องจะฟังธรรมอย่างเข้าใจ ความเชื่อในเรื่องนี้ทำให้ชาวซิกข์มีความมานะอดทน ขยันขันแข็งในการทำงาน เพื่อให้มีกินและสามารถอยู่ในศีลในธรรมได้ พระมหาคัมภีร์เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดที่ทุกบ้านต้องมี เพราะเป็นมงคลสำหรับบ้านและเป็นมหาคัมภีร์ของชีวิต ผู้ใดปฏิบัติตามทุกข้อทุกประการ จะอยู่อย่างมีความสุข ด้วยเหตุนี้ทุกบ้านจะต้องวางพระมหาคัมภีร์ไว้ในที่สูงและเหมาะสม” ซิกข์ยึดมั่นในความเป็นหนึ่งเดียว มีความเป็นภราดรภาพ ซิกข์ทั่วโลกจะได้รับการสั่งสอนว่ามนุษย์เกิดจากพระเจ้าองค์เดียวกัน ภายใต้หลักความจริงของชีวิตอย่างเดียวกัน ทุกอย่างเป็นไปตามพระประสงค์ของพระเป็นเจ้า ทุกคนเท่าเทียมกัน ซิกข์ไม่มีนโยบายจะเผยแผ่ศาสนาให้ขยายมากขึ้น เพราะเชื่อว่าทุกคนมีศาสนามีศาสดาของตนเองอยู่แล้ว ให้ปฏิบัติตามหลักธรรมที่นับถืออยู่ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ ไม่ปฏิเสธความเชื่อและขนบของศาสนาอื่นๆ พร้อมเข้าร่วมบุญกับทุกศาสนาได้ด้วยความเต็มใจ เพราะมองเห็นความจริงจากสังคมและชีวิตมาตั้งแต่ครั้งชมพูทวีปยังมีความเหลื่อมล้ำขัดแย้งกัน จนต้องรบราฆ่ากัน เนื่องจากความมีอัตตาว่าตนต้องเหนือกว่าผู้อื่น ดีกว่าผู้อื่น ทุกวันนี้ ชาวซิกข์ในจังหวัดยะลามีจำนวนไม่มาก แต่ก็รวมตัวกันได้อย่างเหนียวแน่น สามารถดำรงอยู่ในสังคมที่มีความต่างได้อย่างปราศจากข้อขัดแย้ง ไม่มีปัญหาใดๆ ในการอยู่อาศัยร่วมกันในสังคม “พหุวัฒนธรรม” “พระเจ้าของทุกศาสนาให้มนุษย์ทุกอย่าง และให้การรักษาทุกประการ แต่เว้นสิ่งเดียวที่ไม่รักษาให้ นั่นก็คือ ชีวิต ท้ายสุดของมนุษย์ทุกคนจึงต้องพานพบความตายแน่นอน” “ซิงค์ ลันดาเว” กล่าวกับผู้เขียนก่อนลาจากกัน โดยเน้นย่ำว่า ตนเองเกิดบนแผ่นดินไทย หากทว่าหัวใจเป็น “สากล” ทางศรัทธาและความเชื่อ และเชื่อมั่นในความเป็นมนุษย์ของทุกคนที่มีความรัก ความเมตตา ต่อกัน
สยามรัฐออนไลน์ |

“สันติภาพ” เป็นของใคร?

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ ทั้งที่เดือนนี้เป็นห้วงเวลาดีๆ ของผู้นับถือศาสนาอิสลาม ถือเป็นความประเสริฐของ “เดือนรอมฎอน” เพราะนอกเหนือจากจะเป็นเดือนที่มุสลิมต้องถือศีลอดตลอดทั้งเดือนแล้ว ยังเป็นเดือนที่อัลลอฮฺได้ทรงประทานอัลกุรอานให้กับท่านนบีมูฮัมมัดศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม เพื่อใช้สำหรับการเผยแผ่ศาสนา โดยใช้อัลกุรอานเป็นทางนำในการดำเนินชีวิต และได้ทรงส่งมลาอิกะฮฺญิบรีล ลงมาเพื่อบอกถึงหน้าที่สำคัญของการเป็นศาสนทูต โดยเริ่มต้นโองการแรกด้วยกับคำว่า “จงอ่าน” แต่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่กี่วันที่ผ่านมา กลับกลายเป็น “วันแห่งความโหดร้าย” เพราะมีผู้เสียชีวิตจากการถูกลอบทำร้าย ถูกระเบิด ถูกยิง รวมแล้วหลายชีวิต มีทั้งเป็นทหาร ตำรวจ พลเรือน และแม้กระทั่งเยาวชน ทั้งที่เป็นพุทธและมุสลิม เป็นคนในและนอกพื้นที่ ซึ่งก็ประจวบเหมาะกับที่ผู้เขียนได้รับต้นฉบับงานเขียนที่น่าสนใจเรื่อง “การเดินทางสู่ความรักของผองเรา แล้วสันติภาพเป็นของใคร” ของผู้ใช้นามปากกาว่า “นวลีย์” งานเขียนชิ้นนี้เริ่มต้นด้วยการบอกเล่าว่า ก่อนการเดินทางเกือบทุกครั้ง หรือการเดินทางอีกครั้ง และอีกครั้ง มักเกิดคำถามปนกันกับความคิด ซึ่งดูเหมือนเป็นคำถามที่แสนเชยของชีวิตเหล่าผู้มักขบคิดปัญหาในเชิงปรัชญาว่า ผมออกเดินทางเพื่อสิ่งใด เดินทางไปไหน และเมื่อไรจะหยุดการเดินทาง ความร่ำรวย ชื่อเสียง เกียรติยศ และอำนาจ คล้ายเหยื่อล่อจากคันเบ็ดของปีศาจร้าย ในขณะที่ทูตสวรรค์สื่อเสียงแตรสังข์ก้องกังวาน บอกทิศทางของสรรพสิ่งที่หมุนเวียนไปในก้นหอยอันแฉล้มแช่มช้อยด้วยลวดลายที่หมุนวนเข้าสู่จุดหมายข้างใน หากการเดินทางออกสู่โลกข้างนอก โดยการมาเยือนแสนงดงามของสถานการณ์ที่กาลเวลาประทานมาให้ แม้สิ่งที่รูปรอยสูญสลายไปหมดสิ้น กลับหลงเหลือภาพความสมบูรณ์แบบในตัวของมันเอง เมื่อความร่ำรวย ชื่อเสียง เกียรติยศ และอำนาจ ไม่เคยประจักษ์ชัดว่ามันมีอยู่มากพอที่จะเติบเต็มความต้องการของใครสักคนหนึ่ง ซึ่งตัวอย่างของพวกเขาเหล่านั้นก็ปรากฏอยู่ชัดเจนพอสมควร เวลาไม่อาจซื้อกลับคืนได้ ไม่ว่าเราท่านจะเสนอราคาสูงเท่าใดก็ตาม ความยุติธรรมคือลมหายใจ และหัวใจยังเต้นอยู่ ชีวิตจึงประทานเวลามาอย่างไม่ขาดสาย หรือโลกไร้ความยุติธรรม เมื่อประทานสถานการณ์อันเลวร้ายในชีวิต หรือโลกยุติธรรมแล้ว เมื่อทุกชีวิตต่างมีเงื่อนไขของตัวเอง ในการออกเดินทางแต่ละครั้ง ความกลัวทำให้ผมสวดภาวนาถึงคุณบิดามารดา คุณพระรัตนตรัย บรรดาทวยเทวา ผู้รักษาอยู่ในดิน น้ำ และอากาศ พืชพันธุ์ไม้ บ้านเรือน และภูตผีรายทาง ขอความประสงค์ที่ดีงามในตัวผม โปรดบันดาลให้เกิดผลที่ดีต่อชีวิต หากแท้จริงคือความประสงค์ร้าย สิ่งศักดิ์สิทธิทั้งหลายก็อย่าได้เข้าข้างการกระทำของตัวผมเอง การเดินทางเพื่อพบบรรดาผู้ร่วมทางสู่ดินแดนสวยงามอันเป็นอุดมคตินั้น การเดินทางครั้งแล้วครั้งเหล่า เพื่อพบปะพูดคุย หรือเผชิญหน้ากับความหวาดกลัว ทั้งของตัวผมเองและผู้อื่น ผมจำเป็นต้องฟังเสียงแห่งความสับสนของตัวเอง ผมพยายามเพื่อคลี่คลายหัวใจของตัวเองออกจากความกลัวอันพันธนาการตัวตนผมไว้ ความดีงามที่ตั้งตระหง่านอยู่บนความจริงอันโหดร้าย เมื่อมนุษย์เข่นฆ่ากันในนามของความดีงามอันประกอบด้วยสัญลักษณ์แห่งหมู่ชนนั้นๆ เสียงภาวนาที่สั่นไหวจากภายในนั้น เสมือนความเป็นเทพเทวาและภูตพรายนำทาง คือจิตวิญญาณอันเป็นตัวตนที่ผมหลงลืมไปแล้ว บางสิ่งอันตกค้างอยู่ เมื่อเวลาหมดลงแล้วจึงไร้อดีตกาล ไร้ปัจจุบัน ไร้อนาคต เมื่อชีวิตยังมีอยู่ เวลาจึงยังมีอยู่ ความกลัว ความรัก และความบันเทิงในหัวใจ ก็ยังมีอยู่ เช่นเดียวกับความกล้าหาญ การสื่อสารผ่านความน้อมนอบต่อสรรพสิ่งถึงอีกด้านหนึ่งจึงยังมีอยู่ ดั่งการปรากฏขึ้นของนางฟ้าองค์น้อยผู้ทำหน้าที่สื่อสาร และเหล่าผู้ร่วมทางที่เริ่มปรากฏขึ้น ตามคำเชื้อเชิญ มาเถิด ร่วมเดินเป็นเพื่อนกัน ร่วมฟังเรื่องราวที่ผมจะเล่า จากดินแดนที่ผมพบผ่าน ด้วยสัญญาที่นำบางสิ่งเข้ามา สัญญาที่นำบางสิ่งออกไป หรือความตื่นขึ้นอย่างรวดเร็วฉับไหวเช่นรัศมีจากพระธรรมชาติเจ้า ที่ทอดประกายผ่านชีวิตของผมเอง จากดินแดนบ้านเกิดนราธิวาสชายแดนภาคใต้ ก่อนเช้าสู่วัยกลางคน และชีวิตครอบครัวที่เชิงเขาใหญ่ปราจีนบุรี ซึ่งผมพอมีเวลารวบรวม เรียบเรียง เรื่องราวขึ้นที่นี้ จากประสบการณ์การเดินทางไปมาบนเส้นทางของความขัดแย้งทางสังคม และเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น และความรักในตัวตน แสงพระอาทิตย์ที่มาเยือนและลมหายใจยังเป็นเพื่อนเดินทาง...ระหว่างรัตติกาลอันมืดมิด เพียงแสงไฟแห่งจักรยนต์บนท้องถนน และกล่อมอยู่ด้วยดวงไฟน้อยๆ แห่งการรับรู้ที่ชีวิตมอบให้ เพื่อการเดินทางจากความรู้สึกข้างในออกสู่ข้างนอก ด้วยสิ่งอันเป็นสาระในรูปรอยของความฟุ้งซ่านซึ่งผลิออกมาด้วยความรำพึง ความรำพึงแห่งตัวอักษร ที่แม้บางถ้อยความผมเองก็ไม่รู้ว่าทิ้งปริศนาใดไว้ ความวกวนกวนใจของคำถามว่า จุดหมายปลายทางคือสิ่งใด ความรัก สันติภาพ สันติสุข สันติธรรม และความหมาย ว่า การเดินทางที่แท้จริง คือการหยุดเดินทาง...ใช่หรือไม่ คำถามที่สะท้อนกลับมาว่า ผมมีความรักต่อผู้อื่นซึ่งมันจะมากน้อยเพียงไร มันต้องมากสักเท่าไรที่จะยืนยันได้ว่าความรักนั้นเป็นของผม ความรักนั้นเป็นของเรา มากพอที่จะปลดปล่อยคำถามว่า ใครเป็นผู้ครอบครองสันติภาพไว้ เมื่อความรักเป็นของเรา สันติภาพเป็นของใคร กระแสสำเนียงเช่นนี้ ฟังดูหม่นเศร้า วังเวง โดดเดี่ยว หากทว่าเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นเป็นความมุ่งมั่นภายใต้สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ยังดูไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงได้อย่างแท้จริง จะมีก็แต่วงรอบของความสูญเสียที่ยังคงทำหน้าที่เคลื่อนไหวบดทับชีวิตและจิตวิญญาณของผู้คน “นวลีย์” เป็นชาวนราธิวาสโดยกำเนิด เป็นนักกิจกรรมสร้างสรรค์สังคมมายาวนาน พยายามใช้พลังของศิลปวัฒนธรรม และพลังทางวรรณกรรม ในการก่อร่างสร้างสิ่งดีๆ การมุ่งเปิดพื้นที่กับกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ กับการตั้งคำถามอย่างแหลมคมว่า “การเดินทางสู่ความรักของผองเรา แล้วสันติภาพเป็นของใคร” ในสถานการณ์แหลมคมที่เกิดขึ้นครั้งล่าสุดนี้ ดูเหมือนจะส่งนัยสำคัญลึกซึ้งหลายประการ
สยามรัฐออนไลน์ |