I SEE YOU ข้าพเจ้าเป็นมุสลิม

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ ปัญหาที่ทับซ้อนกันอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ตลอดหลายปีมานี้ มีอยู่หลายชั้นหลายมุมมอง ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดจาก “กลุ่มผู้เห็นต่าง” ระหว่างภาครัฐกับภาคประชาชนส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ภาคประชาชนกันเองก็มีปัญหาทับซ้อนหลากหลายประการ โดยเฉพาะกับความเป็น “มุสลิม” ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ ต่างตกเป็นเหยื่อในจำนวนไม่น้อยกว่าคนพุทธ เป็นตัวชี้วัดแสนเศร้าว่าภายใต้สถานการณ์ความไม่สงบ ทุกคนสามารถตกเป็นเหยื่อได้ทั้งนั้น อีกประการหนึ่ง ในความเป็น “ปัจเจกบุคคล” ต่างก็มีโลกส่วนตัว มีกลุ่มมีพวกพ้อง มีวิธีคิดที่แตกต่าง ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดก็ตาม ทำให้เกิดการกระทบกระทั่งได้ง่ายหากไม่เท่าทัน สิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยความเข้าใจ การเปิดใจกว้าง การให้อภัย ที่สำคัญคือ ความรักความเมตตาที่พึ่งมีต่อกันในฐานะ “เพื่อนมนุษย์” เพื่อก่อให้เห็นภาพบางปัญหาให้ชัดเจนขึ้น ผู้เขียนขอนำเสนอตัวอย่างงานเขียน 2 ชิ้นของผู้เข้าร่วมอบรมค่าย 3 ศิลป์ รุ่น 2 เมื่อวันที่ 28-30 ตุลาคมที่ผ่านมา ณ โรงเรียนเดชะปัตตนยานุกูล จังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาเทคนิคการเขียน การถ่ายภาพ และการทำสารคดีสั้น เพื่อการสื่อสารและเพิ่มศักยภาพองค์กรภาคประชาสังคม ดำเนินงานโดย “กลุ่มหัวใจเดียวกัน” หนึ่งในโครงการขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม ในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดย ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) งานเขียนสารคดีชีวิตชิ้นแรก โดย จุฑารัตน์ ใบระหมาน ชื่อเรื่องว่า “มุสลิมด้วยกัน แต่มองไม่ใช่มุสลิมด้วยกัน” สะท้อนปัญหาการมองมุสลิมต่างถิ่นในมุมต่าง แต่สุดท้ายอาศัยเวลาและการพูดคุย เรื่องราวจึงจบลงด้วยความรักและความเข้าใจ เธอเล่าว่า ข้าพเจ้านับถือศาสนาอิสลามมาโดยกำเนิด แม้ว่าแม่ของย่าทวดจะเป็นชาวจีนที่นับถือศาสนาอิสลามก็ตาม เราอาศัยอยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช อำเภอปากพนัง เป็นเมืองวัฒนธรรมไทยแท้แต่โบราณ ชุมชนปากพนัง มีมุสลิมราว 40 ครัวเรือนที่แวดล้อมด้วยชาวไทยพุทธกว่าร้อยครัวเรือน ปี 2529 ครอบครัวข้าพเจ้าย้ายมาตั้งรกรากที่ชุมชนอาเนาะรู เมืองปัตตานี ขนบธรรมเนียมประเพณีของชุมชนมุสลิมที่นี่ปฏิบัติอย่างเคร่งครัด แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากถิ่นเดิมที่จากมา ไม่ว่าจะเป็นภาษาพูด การแต่งกาย มุมมองความคิด วิถีชีวิตประจำวัน เราต้องปรับเปลี่ยนทุกอย่างใหม่หมดเพื่อให้อยู่ได้ในชุมชนแห่งนี้ เพราะถูกปฏิเสธความเป็นมุสลิมของเรา มีการรวมตัวกันของชนมุสลิมนครอย่างเข้มแข็ง ให้สมกับคำประโยคที่ว่า “เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม” ความขัดแย้งกับชุมชนมุสลิมเดิมมีมาเรื่อยๆ ไม่ถึงกับใช้ความรุนแรง แต่สั่งสมความรู้สึกทางอารมณ์ และจิตใจในด้านลบ ข้าพเจ้ามักตั้งคำถามกับตัวเองเสมอกับเรื่องราวเหล่านี้ “ซีแย” กะนะบอกขณะข้าพเจ้ากำลังละหมาด (ซีแย = คนไทยพุทธ, สยาม) “เราไม่ใช่ซีแยน่ะ บรรพบุรุษเรามุสลิมแท้ๆ เพียงแต่เราพูดมลายูแบบกะนะไม่ได้” ข้าพเจ้าตอบ “กะนะกลับเอาอัลกุรอานที่บ้าน เราก็จะไปเอาของเรามา แล้วไปเจอกันที่มัสยิด ไปอ่านอัลกุรอานพร้อมกันว่า เราเปล่งเสียงคำอ่านเหมือนกันไหม” ข้าพเจ้าบอก เหตุการณ์ครั้งนั้นจบลงด้วยคำกล่าว “มาอัฟ” ของกะนะ มาอัฟ ที่แปลว่า “ขอโทษ” แต่ความไม่เข้าใจของเพื่อนบ้านมุสลิมในพื้นที่ลักษณะนี้ก็ยังมีบ่อยครั้งตลอดช่วง 3 ปีต่อมา เราไม่ใช่มุสลิมด้วยกันหรือ เราอ่านอัลกุรอานเล่มเดียวกันหรือไม่ เรามีพระเจ้าองค์เดียวกันใช่หรือไม่ “เรา” รอคอยเวลาที่เข้าจะเห็นเราเป็นมุสลิมเหมือนเขา “เรา” เรียนรู้ที่จะปรับเปลี่ยนตัวเอง เข้าใจ เข้าถึงความเป็นตัวตนที่แท้จริงของชนมุสลิมท้องถิ่น เวลาผ่านไป การยอมรับชนมุสลิมนครฯ ปรากฏประจักษ์ชัด การยอมรับในตัวตน การเข้าไปมีส่วนร่วมในคณะการชุมชนและกิจกรรมที่จัด การช่วยเหลือเกื้อกูล การพัฒนาเศรษฐกิจในชุมชน และการสร้างงานสร้างรายได้ของคนในชุมชนที่เกิดจากคนมุสลิมนครฯ และสิ่งสำคัญ วัฒนธรรมการแต่งกายที่ชัดเจน เป็นมุสลิมด้วยกัน คำถามต่างๆ คลี่คลายเป็นคำตอบด้วย “กาลเวลา” พิสูจน์การเป็นมุสลิมให้มุสลิมด้วยกันเห็น “I SEE YOU ข้าพเจ้าเป็นมุสลิม” ต้นฉบับอีกชิ้นหนึ่งเป็นเรื่องสั้น “เรื่องเล่าจากสวนยาง” โดย Nawaf Leesahad บอกเล่าบรรยากาศพื้นถิ่นและความสะเทือนใจ เขาเริ่มต้นเรื่องว่า ต้นยางพาราและมะพร้าวยืนต้นรายเรียงเป็นแถวหลายสิบกิโลเมตร ตระหง่านตลอดเส้นทางสายบุรี-ปานาเระ ไอดินโชยกลิ่นหลังสิ้นสุดฝนเม็ดสุดท้าย ใบไม้ร่วงโรยปิดทับไม่เหลือช่องว่างให้ผืนดินได้เสนอหน้า ยามสายลมพัดผ่าน ความหนาวซ่านแผ่ทุกอณูหัวใจ สัมผัสได้ถึงการจากไปเพื่อรองรับการเกิดใหม่อีกครั้ง ไม่ต่างจากใบยางอ่อนที่จะผลิให้เห็นในอีกไม่ช้า ความรู้สึก “สงบ” ดั่งต้องมนตรา คล้ายกับว่าได้ไปสู่อีกมิติที่ไกลออกไป ช่างเป็นมิติที่ต่างราวฟ้ากับเหวกับสิ่งที่ทีวีฉายภาพฉากความรุนแรงระหว่าง “คนกับคน” ที่มีความเชื่อ – อุดมการณ์ - แนวคิด ที่แตกต่างจากตน นำมาสู่การเข่นฆ่านองเลือด ณ ปลายดินแดนด้ามขวาน... จิตใต้สำนึกปลุกอาแดตื่นจากห้วงภวังค์ความฝัน เมื่อครั้งถึงเวลาเช้าตรู่ตีสามของทุกวัน ความยากแค้นลำเค็ญเร่งเร้าให้เขาต้องดิ้นรนตัวเองตั้งแต่เด็ก เขารู้จักความหิวโหยจึงรู้คุณค่าของการมีกิน อาแดออกจากบ้านซึ่งตั้งอยู่ชานเมืองสู่ชนบทราวสิบห้ากิโลเมตร ความห่างไกลไม่ได้ทำให้เขาหวาดกลัว แม้ความมืดมิดก็มิอาจทำให้ไหวหวั่นต่อสถานการณ์ความไม่สงบ นี่ไม่เป็นอุปสรรคต่อชีวิตประจำวัน “การกรีดยาง” ยังคงดำรงอยู่ทุกวี่วัน ทุกรุ่งสางเมื่อเดินทางถึงสวนยาง พลางความทรงจำเมื่อสองปีที่แล้วก็พรั่งพรูออกมา... ขณะที่เขากำลังศึกษาอยู่ในระดับป.ตรี ชั้นปีที่ 3 คณะศึกษาศาสตร์ วิชาเอกภาษาไทย เป็นการเตรียมตัวสู่แม่พิมพ์ของชาติ เขารักการสอนภาษาไทยและรักเด็กๆ ในชุมชนไม่แพ้กัน แม้จะมีสำเนียง “ทองแดง” เป็นเอกลักษณ์ มันอาจเป็นจุดอ่อนที่ทำให้ใครต่อใครดูถูก แต่เขาไม่เคยใส่ใจ การดูแคลนไม่ทำให้เขาหวั่นไหวแม้แต่น้อย เป้าหมายของเขายิ่งใหญ่กว่าการจมปลักกับคำโง่ๆ ของพวกงี่เง่าเหล่านั้น วันนั้นเขาเคร่งเครียดอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบปลายภาคในช่วงเที่ยงวันซึ่งฟ้ามัวฝน อากาศกำลังสบายพลันความร้อนก็แทรกเข้ามาพร้อมเสียงมือถือที่ดังขึ้น “อัสสลามมูอาลัยกุม...อาแดรีบกลับบ้านมานะ” “เกิดอะไรขึ้น คอลานา” คู่สนทนา เงียบเสียงสักครู่ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “อาเยาะกับมามาโดนระเบิด” เหมือนหายใจไม่ทั่วท้อง ใจของเขาเต้นรัว ใบหน้าซีดเซียว เข่าทรุดไร้เรี่ยวแรง กว่าจะตั้งตัวได้ก็ล่วงผ่านเกือบชั่วโมง ระหว่างเดินทางกลับก็เฝ้าภาวนาไม่ให้มีใครบาดเจ็บร้ายแรง ไม่ให้ใครเป็นอะไร ขออย่าให้ใครจากไปด้วยเหตุการณ์ครั้งนี้เลยและเรื่องนี้ไม่ควรเกิดขึ้น ทว่าภาวนาของเขาไม่เป็นผล....น้ำตาเพียงสิ่งเดียวที่ยังอยู่เคียงข้างเขา ไม่มีอีกแล้วลมหายใจของอาเยาะและมามา เนิ่นนานแค่ไหนที่เขาต้องทนกับความเจ็บปวด เหยื่อของความบิดเบี้ยวทางความคิดคือคนในครอบครัวที่ยากจะทำใจรับได้ถึงการสูญเสียนี้ ความถูกผิดเป็นเพียงมายาคติ อุดมการณ์ห่าเหวกับผลประโยชน์ทับซ้อนซ่อนเงื่อน โดยมีเลือดเป็นอาหารอันโอชะของคนบางกลุ่มสร้างความขัดแย้ง รอยแผลเป็นกลางหัวใจที่มิอาจรักษาได้ เพื่อขายแนวคิดสันติภาพท่ามกลางซากศพของผู้บริสุทธิ์ Nawaf Leesahad จบเรื่องเล่าของตนด้วยการตั้งคำถามมากมาย ต่อความล้มเหลว ความผิดหวัง และความเศร้าเสียใจ โดยเฉพาะกับภาพฝันที่ต้องการเป็นครูภาษาไทย โดยทิ้งท้ายภาพชวนหดหู่แต่ก็อวลด้วยความหวังว่า “ใกล้ยางผลัดใบอีกรอบ น้ำยางลดน้อยลงทุกวันๆ อีกไม่นานรายได้จากส่วนนี้ก็คงหายไป อาแดยังคงเฝ้ารอฤดูกรีดยาง ช่วงนี้รายได้จากเงินเดือนครูยังคงอยู่ รอยยิ้มของเด็กน้อยในรั้วโรงเรียนสร้างความสุขให้อาแด ไม่ต่างจากต้นยางโอบกอดเขาไว้จากความขัดแย้งและความรุนแรงกรุ่นในดินแดนแห่งนี้...” นี่คืออีก 2 เรื่องราวที่กลั่นผ่านตัวหนังสือ จากผู้คนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ชายแดนใต้
สยามรัฐออนไลน์ |

ค่าย 3 ศิลป์ กับผู้ใหญ่บ้านหญิงแห่งธารโต

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ “ค่าย 3 ศิลป์” เป็นโครงการพัฒนาเทคนิคการเขียน การถ่ายภาพ และการทำสารคดีสั้น เพื่อการสื่อสารและเพิ่มศักยภาพองค์กรภาคประชาสังคม ดำเนินงานโดย “กลุ่มหัวใจเดียวกัน” เป็นหนึ่งในโครงการขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม ในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ งบกลาง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 โดย ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) วิธีดำเนินงาน มีการเปิดรับสมัครบุคคลทั่วไปที่สนใจเข้าค่ายฝึกอบรมและพัฒนาทักษะด้านการเขียนจำนวนรุ่นละ 25 คน จัด 3 ครั้งคือ ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส และเชิญวิทยากรผู้มีประสบการณ์และความสามารถทั้ง 3 สาขา มาถ่ายทอดเทคนิคประสบการณ์ให้ผู้เข้าร่วมอบรมฟัง จากนั้นมีการเวิร์คชอปลงพื้นที่ แล้วต่างก็สร้างงานตามทักษะความชำนาญหรือตามความสนใจ ในการจัดกิจกรรมครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 14-16 ตุลาคมที่ผ่านมา ณ อาคารเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ผู้เขียนมีโอกาสได้เข้าสังเกตการณ์และสัมผัสทักษะความสามารถของผู้เข้าร่วมโครงการซึ่งมีลักษณะหลากหลายมาก ทั้งเยาวชนระดับมัธยมปลาย อุดมศึกษา คนทำงานสื่อ ข้าราชการ ฯลฯ หนึ่งในนั้นคือบุคคลที่ผู้เขียนสนใจเป็นพิเศษ เพราะเธอคือผู้ใหญ่บ้านหญิง หรือ “นายบ้านหญิง” แห่งอำเภอธารโต จังหวัดยะลา ชื่อว่า “วราภรณ์ เงินราษฎร์” ผู้มีอัธยาศัยที่ดีเยี่ยม มีรอยยิ้มแต่งแต้มใบหน้าตลอดเวลา และที่สำคัญ มีความกระตือรือร้นเป็นอย่างยิ่งในการเปิดใจเรียนรู้ หยิบสมุดปากกาจดบันทึกสิ่งที่ตนเองสนใจอยู่ตลอดเวลาขณะรับฟังวิทยากรบรรยาย กระทั่งในที่สุดเธอเลือกที่จะผลิตผลงานเขียนของตนเองชิ้นหนึ่ง เป็นชิ้นที่อรรถาธิบายทั้งตัวตนของเธอและทักษะการเขียนในฐานะ “นักเขียนใหม่” ได้อย่างน่าสนใจ เธอบอกเล่าว่า ผ่านมาหลายปีบนเส้นทางการเป็นผู้ใหญ่บ้าน ยามที่ใครถามว่าทำอะไรหรือเป็นอะไร เมื่อเธอตอบว่า “เป็นผู้ใหญ่บ้าน” หลายคนอาจทึ่งในความเป็นผู้ใหญ่บ้านหญิง แต่ในทัศนะของตัวเธอเอง กลับคิดว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่ได้เป็นเรื่องแปลกแต่อย่างใด แล้วที่มาล่ะเป็นอย่างไร เธอเขียนอธิบายถึง “ก้าวที่เคยก้าว” ว่า เราต่างก็มีเส้นทางเดินในชีวิตที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับเป้าหมายและความต้องการของแต่ละบุคคล เธอเกิดและเติบโตที่บ้านเลขที่ 18 ม. 5 ต. ธารโต จ.ยะลา ที่นี่ได้ให้ชีวิต การศึกษา หล่อหลอมความเป็นมนุษย์ โดยมีพ่อและแม่เป็นผู้อบรมสั่งสอนเรื่องของความซื่อสัตย์สุจริต ตั้งแต่จำความได้ เวลาที่ญาติผู้ใหญ่ให้เงิน พ่อจะไม่ให้รับ สั่งห้ามเด็ดขาดในการที่จะหยิบของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต ครอบครัวไม่ได้มีฐานะ แต่ทุกอย่างเกิดขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงของผู้เป็นบิดามารดา ต่างทำหน้าที่ของตนอย่างดีที่สุด พ่อทำสวน แม่เป็นแม่บ้าน เลี้ยงลูกทั้ง 4 คน โดยให้ความสำคัญกับการศึกษา ส่งลูกทุกคนเรียนจบปริญญาตรี “ตลอดระยะเวลาที่เรียนหนังสือ พวกเราจะกลับบ้านในวันหยุดแทบทุกสัปดาห์ และนี่กระมังที่เป็นจุดเริ่มต้นของความผูกพันของครอบครัว ไม่ว่าจะอยู่ไหนใจก็อยากกลับมาหา เมื่อเรียนจบระดับอนุปริญญาข้าพเจ้าก็ได้ไปทำงานที่เกาะสมุยเป็นเวลา 2 ปี จากนั้นเข้าไปทำงานที่กรุงเทพฯ และศึกษาภาคค่ำที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครจนจบปริญญาตรี” ทำงานในกรุงเทพฯ เกือบ 20 ปี เมื่อต้องแต่งงานและมีครอบครัว ทำให้ต้องลาออกจากงาน และใช้ชีวิตอยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช แต่อยู่ได้ไม่ถึงปี ชีวิตผกผันทำให้ต้องกลับมาอยู่ที่ธารโต บ้านเกิด และนั่นทำให้เป็น “ก้าวใหม่” ในชีวิต เธอเขียนเล่าว่า ทำงานในตำแหน่งสารวัตรกำนันก่อน ก่อนที่ต่อมาจะได้มาเป็นผู้ใหญ่บ้านจนถึงปัจจุบัน นั่นคงเป็นเพราะความปรารถนาที่ฝังรากลึกอยู่ในจิตใจว่า ถึงอย่างไรก็ต้องกลับมาอยู่บ้าน เพื่อตอบแทนคุณผู้มีพระคุณและตอบแทนแผ่นดินเกิด สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนประทับใจ คือ การที่เธอเขียนบอกเล่าถึงบรรยากาศของถิ่นเกิดว่า “ธารโตเป็นเมืองเล็กๆ ที่ห้อมล้อมไปด้วยป่าเขา พื้นที่อุดมสมบูรณ์ อากาศดี ผู้คนน่ารัก ถึงแม้จะมาจากหลากหลายพื้นที่ แต่ที่นี่อยู่กันด้วยความรักและสามัคคีฉันญาติ พี่น้อง โดยเห็นได้จากการมาร่วมงานส่วนรวม เช่นงานวัดทอดผ้าป่า ทอดกฐิน การพัฒนาวัดและเส้นทางหมู่บ้าน การสืบสานวัฒนธรรมประเพณี ที่สืบทอดต่อจากผู้นำคนก่อน” นอกจากนี้ สิ่งที่น่าสนใจ คือ กรอบคิดหรือปรัชญาในการทำงานของเธอ เช่นที่เธอเน้นย้ำว่า สิ่งใหม่ที่นำมาใช้ในการทำงานคือ การเน้นความเป็นทีม มีอะไรต่างก็ปรึกษาหารือเพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน การทำงานโดยใช้หลักธรรมาภิบาล ซึ่งเป็นสิ่งใหม่ที่นำมาใช้ให้เกิดขึ้นในชุมชน นั่นคือ ความรับผิดชอบ (ทุกคนเมื่อมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบและทำหน้าที่ของตนให้เต็มความสามารถ) ความโปร่งใส (เมื่อได้รับงบประมาณหรือโครงการต่างๆ มา จะลงโครงการเต็มจำนวน และชี้แจ้งเรื่องค่าใช้จ่ายให้ประชาชนได้รับทราบ) การมีส่วนร่วม (ทุกกิจกรรมจะเข้าที่ประชุม แจ้งให้ทราบ หาแนวทาง ปฏิบัติ ขอบคุณ) ท้ายที่สุด เธอสะท้อนถึง “ปณิธาน” ในการปฏิบัติหน้าที่ว่า “ก้าวที่เดินต่อ” ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำให้เกิดการยอมรับในความเป็นผู้นำหญิง แต่ด้วยความตั้งใจและมุ่งมั่นในช่วงการเป็นสารวัตรกำนัน ตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่าทำอะไรก็ต้องทำจริงจังและทุ่มเท โดยไม่หวังผลอะไร แต่กลับกลายเป็นว่ายิ่งทำก็ยิ่งมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ การยอมรับจึงค่อยๆ เกิดขึ้น กระทั่งได้รับการเสนอชื่อให้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือก ได้รับการทาบทามให้เป็นกรรมการในหน่วยงานต่างๆ มากมาย เช่น วัฒนธรรมอำเภอ และจังหวัดยะลา กรรมการสถานศึกษา 3 สถาบัน และรองประธานคณะกรรมการตำรวจ สภ.ธารโต นี่นับเป็นเพียงส่วนหนึ่งของผลแห่งความตั้งใจ มุ่งมั่นและทุ่มเท ในช่วงเวลา 6 ปี “เราต้องเป็นผู้ให้” “ไม่หยุดที่จะเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพของตนเองอยู่เสมอ” “ต้องเก็บเกี่ยวความรู้ประสบการณ์ นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์” “เราสามารถเรียนรู้ได้จากสิ่งที่เจอ” “ที่สำคัญที่สุดคือการรู้บุญรู้คุณ ตอบแทนคุณผู้มีพระคุณ และคุณของแผ่นดิน” เหล่านี้คือแง่คิดสำคัญที่ถูกกลั่นจากประสบการณ์มาเป็นเนื้องานจริงที่เกิดขึ้น ก่อนจะแปรมาเป็นถ้อยอักษราซึ่งเธอได้อาศัยจากประสบการณ์และการเรียนรู้ มาผสมผสานกับทักษะแนวคิดใหม่ที่ก่อให้เกิด “แรงบันดาลใจ” สำคัญ ให้กล้าลงมือเขียน โดยยืนยันผ่านทางคำพูดว่า “เชื่อเถอะ หากเราตั้งใจจริง ไม่ว่าทำอะไรก็จะประสบความสำเร็จ” และ “ยิ่งให้ก็ยิ่งได้” จริงๆ เพียงแค่ทำทุกอย่างด้วยหัวใจ เธอสรุปไว้อย่างแหลมคมและชวนคิด
สยามรัฐออนไลน์ |

โลกของไม้กฤษณา (2)

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ สรรพคุณหรือคุณค่าสำคัญประการหนึ่งที่ดำรงอยู่ในเรื่องราวเกี่ยวกับไม้กฤษณา คือการเป็นไม้มงคลตามความเชื่อทางศาสนาทั้งพุทธและอิสลาม และมีคุณสมบัติที่สามารถนำมาสกัดเป็นยาสมุนไพรนานาชนิด นอกจากนี้ การเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ สามารถกลั่นเป็นน้ำมันหอมระเหยเพื่อนำมาเป็นหัวเชื้อทำน้ำหอมคุณภาพสูง สนองความต้องการของตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะแถบตะวันออกกลาง และยุโรป ศูนย์กลางของน้ำหอมโลก มีตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาทางพุทธศาสนาว่า เมื่อแรกประสูติ พระหัตถ์ขององค์ศาสดาข้างหนึ่งถือ “ดอกบัว” อีกข้างหนึ่งถือ “ไม้กฤษณา” ทำให้เชื่อกันมาแต่ครั้งโบราณกาลว่า ดอกบัวเป็นดอกไม้มงคล หากนำไปถวายพระสงฆ์หรือกราบไหว้สักการบูชาพระพุทธเจ้าจะเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ส่วนไม้กฤษณาก็ถือเป็นไม้มงคลป้องกันภูตผีปีศาจไม่ให้กล้ำกลายได้ ผู้เข้าไปหาของป่าหากไปนอนค้างแรมอยู่ใต้ต้นกฤษณา สิงสาราสัตว์จะไม่เข้ามารบกวนให้ได้รับอันตราย บางคนนำไม้กฤษณาปลูกไว้ในบ้านหรือในสวนเพื่อให้เป็นสิริมงคล ป้องกันผีสางนางไม้เข้ามาในบ้าน และทำเป็นธูปจุดบูชาพระและประกอบพิธีต่างๆ ทางศาสนา รวมถึงการนำไปเป็น “ยาสมุนไพร” รักษาโรค ย้อนไปสมัยพุทธกาลมีหลักฐานปรากฏชัดว่า ในพิธีสำคัญต่างๆ มักมีการใช้ “จตุชาติสุคนธ์” คือ ของหอมธรรมชาติ 4 อย่าง ได้แก่ กลิ่นของกฤษณา กะลำพัก จันทน์ และดอกไม้ เพื่อประพรมระหว่างการประกอบพิธี เช่น พระราชพิธีมงคลถวายพระนามเจ้าชายสิทธัตถะช่วงปฐมวัย ตอนเหล่ากษัตริย์มัลลราชโปรดให้ตกแต่งและประพรมพื้นโรงราชสัณฐาคารด้วยจตุชาติสุคนธ์ เพื่ออัญเชิญพระหีบทองน้อยที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุเข้าประดิษฐาน หรือในตอนมหาภิเนษกรมน์ กล่าวถึงการประดับพระแท่นบรรทมพระพุทธองค์ด้วยพู่พวงสุคนธ กฤษณา อีกด้วย ระหว่างพุทธศักราช 942-957 พระภิกษุฟาเหียน ออกเดินทางจากเมืองจีนไปแสวงหาพระคัมภีร์ไตรปิฎกในประเทศอินเดียและสิงหล มีการบันทึกในจดหมายเหตุ กล่าวถึงการฌาปนกิจศพพระอรหันต์องค์หนึ่งโดยถูกต้องตามแบบธรรมเนียมในพระวินัย มีการสร้างกองฟืนขนาดใหญ่มีส่วนกว้างและส่วนสูงเป็นรูปสี่เหลี่ยมกว่า 30 ศอก บริเวณใกล้ยอดมีการวางลำดับด้วยไม้จันทน์หอม ไม้กฤษณา และไม้ชนิดที่มีกลิ่นหอมชนิดอื่นๆ สำหรับผู้นับถือศาสนาอิสลาม หลักทางศาสนาที่มีการบัญญัติไว้อย่างชัดเจนประการหนึ่ง คือ ห้ามมิให้ชาวมุสลิมดื่มสุราและใช้เครื่องสำอางหรือน้ำหอมที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม ให้ใช้เครื่องสำอางและน้ำหอมที่ผลิตจากสมุนไพรเท่านั้น “น้ำหอมกฤษณา” จึงกลายเป็นสิ่งที่ต้องการของโลกมุสลิม เนื่องจากสามารถนำไปผลิตเป็นน้ำหอม แป้งทาหน้า และเครื่องประทินผิวอื่นๆ อีกหลากหลายประเภท นอกจากนี้ ชาวมุสลิมแถบตะวันออกกลางที่มีฐานะดี นิยมปรุงแต่งผิวกายด้วยน้ำหอมจากไม้กฤษณา เพื่อให้เป็นกลิ่นหอมจนกลายเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว ที่สำคัญและทรงความหมายยิ่งสำหรับชาวมุสลิมทั้งโลก มาจากประโยชน์ที่ได้จากกฤษณาไปใช้ประกอบในพิธีทางศาสนาอิสลาม ณ นครมะดีนะฮ์ และเมืองเมกกะ ส่วนประเทศแถบยุโรปซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำหอมรายใหญ่ของโลก ใช้น้ำหอมจากไม้กฤษณาเป็นหัวเชื้อผสมน้ำหอมที่ผลิตขึ้นมาเพื่อจำหน่าย นอกจากนี้แล้ว ในแง่มุมการใช้ประโยชน์จากกฤษณาในทางยา มีหลักฐานว่าคนไทยรู้จักใช้มานานแล้ว ดังปรากฏในตำรายาพระโอสถสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พ.ศ.2202 กล่าวถึงตำรายาที่เข้ากฤษณาหลายชนิด เช่น “มโหสถธิจันทน์นั้นเอาสมุลแว้ง ดอกมะลิ สารภี พิกุล บุนนาค เกสรบัวหลวง เกสรสัตบงกช จันทน์ทั้ง 2 กฤษณา กระลำพัก ขอนดอก แฝกหอม ตะนาว (ชื่อกระแจะเครื่องหอม) เปราะหอม โกฐหัวบัว เสมอภาค น้ำดอกไม้เป็นกระสาย บดทำแท่งละลายน้ำซาวข้าว น้ำดอกไม้ ก็ได้ รำหัดพิมเสนชโลม ถ้ากินแรกขัณฑสกรลงด้วย แก้พิษไข้สันนิบาต อาการตัวร้อนหนัก สรรพไข้ทั้งปวงหายสิ้นแลฯ” หรือใน “ตำรายาทรงทาพระนลาต แก้พระโลหิตกำเดา อันประชวรพระเจ้านัก ให้เอา กฤษณา อบเชยเทศ รากมะลิ รากสลิด รากสมี ชะมด ลดด้วยน้ำดอกไม้เทศ น้ำดอกไม้ไทยก็ได้ รำหัดพิมเสนลง ทรงทาหายแลฯ” เป็นต้น ส่วนตำราพระโอสถรัชกาลที่ 2 พ.ศ.2355 กล่าวถึงตำรายาที่เข้ากฤษณาหลายชนิด เช่น ยาชื่อมหาเปราะแก้พิษลมซางทั้ง 7 จำพวก เข้ายากำลังราชสีห์ กินบำรุงโลหิต หรือเข้ายาชื่อแดงใหญ่ แก้สรรพต้อมีพิษ แก้จักษุแดง ฯลฯ ตำรายาสมัยต่อมา ปรากฏตำรายาที่เข้ากฤษณาอีกมากมายหลายชนิด ซึ่งล้วนแต่มีส่วนผสมของกฤษณาทั้งสิ้น ตราบกระทั่งปัจจุบัน มีตำรายาที่เข้ากฤษณาอยู่หลายชนิด เช่น ยากฤษณากลั่นตรากิเลน ใช้บำบัดอาการปวดท้อง ท้องเสีย จุกเสียด แน่น หรือยาหอมที่เข้ากฤษณาก็มีอยู่หลายขนาน มีสรรพคุณ คือ ใช้แก้ลม วิงเวียนจุกเสียด หน้ามืดตาลาย คลื่นเหียน อ่อนเพลีย บำรุงหัวใจ ขับลมในกระเพาะลำไส้ บำบัดโรคปวดท้อง ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ เป็นต้น เช่น ยาหอมสุคนธโอสถตราม้า ยาหอมตรา 5 เจดีย์ ยาหอมทูลฉลองโอสถ ยาหอมตราเด็กในพานทอง ยาหอมหมอประเสริฐ ส่วนตำราจีน กฤษณาจัดเป็นยาชั้นดี มีสรรพคุณมากมาย รวมถึงการนำกฤษณาไปผลิตยารักษาโรคกระเพาะที่ดีที่สุดชนิดหนึ่ง คือ “จับเชียอี่” พิจารณาคุณค่าทางใจและคุณประโยชน์เชิงสมุนไพร ไม้กฤษณาจึงเปี่ยมด้วยคุณค่าเป็นยิ่ง ทว่าสิ่งที่น่ากังวลกลับกลายเป็นว่า ไม้กฤษณากำลังลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว ด้วยความโลภ ความไม่เข้าใจ หรือการแย่งชิงทรัพยากรของมนุษย์ที่ส่งผลต่อทรัพยากรธรรมชาติอย่างรุนแรง ผิดกับสมัยโบราณ ในเชิงภูมิศาสตร์ของประเทศล้วนเต็มไปด้วยทรัพยากรป่าไม้ที่มีค่า ผู้คนยังมีจำนวนไม่มาก ทำให้การแสวงหาสิ่งของตามธรรมชาติ โดยเฉพาะ “ไม้กฤษณา” เป็นเรื่องที่อยู่ในวิสัยที่จะทำได้ แต่ปัจจุบันด้วยสถานการณ์แวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป ป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลายลงไปมาก ไม้กฤษณาจึงเปรียบประหนึ่งเป็นเรื่องราวที่ลึกลับ ซับซ้อน กลายเป็นโลกของคำถามและผลประโยชน์ทับซ้อนมหาศาล ทั้งที่ความต้องการเครื่องหอมที่มีส่วนผสมของน้ำมันกฤษณามีปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากกลุ่มตลาดชาวมุสลิมทั่วโลกซึ่งมีอยู่กว่า 2 พันล้านคน เช่น ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาร์เรน ฯลฯ โอกาสเรื่องการทำไม้กฤษณาจึงน่าสนใจในเชิงการตลาด หากทว่าช่วงที่ผ่านมากลับมีเรื่องราวไม่ชอบมาพากลมากมายปรากฏ นำไปสู่การลักลอบตัดไม้หาแก่นกฤษณา การปล้นชิงหรือทำร้ายกันจนถึงแก่ชีวิต ประกอบกับสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น ทำให้ “โลกของไม้กฤษณา” ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังคงเป็นเรื่องลึกลับต่อไป แทนที่จะก่อประโยชน์หรือเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างที่ควรจะเป็น
สยามรัฐออนไลน์ |

โลกของไม้กฤษณา (1)

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ เรื่องราวเกี่ยวกับ “ไม้กฤษณา” นับเป็นอภิมหาตำนานที่ถูกกล่าวขานกันมาเนิ่นนาน เพราะมูลค่าที่ซ่อนอยู่ในเนื้อไม้และน้ำมันกฤษณา มีค่าเปรียบประดุจ “ทองคำ” เลอค่า และที่สำคัญ เป็นผลผลิตซึ่งมีแหล่งกำเนิดเฉพาะแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น จึงเป็นเป้าหมายที่ต้องการของผู้คนจากทั่วโลก กระทั่งประวัติศาสตร์ตั้งแต่ยุคโบราณมีการบันทึกไว้ว่า ไม้กฤษณาเป็นสินค้าต้องห้ามสำหรับคนทั่วไปในบางพื้นที่ ถึงขนาดมีการตรากฎหมายให้เป็นสินค้าที่ค้าขายได้เฉพาะกษัตริย์เท่านั้น บริเวณคาบสมุทรมลายู หรือที่เรียกขานกันว่า “คาบสมุทรทองคำ” ซึ่งเป็นพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทยปัจจุบัน ยุคอดีตเป็นแผ่นดินที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฐานะแหล่งที่มีทรัพยากรสำคัญมากมาย กลายเป็นหมุดหมายการค้าขายสำคัญแห่งหนึ่งของโลก ด้วยตั้งอยู่ในเส้นทางค้าขายทางเรือระหว่างจีนกับอินเดีย เปอร์เซียและอาหรับ กระทั่งต่อมาถูกเปรียบเทียบเป็นประตูเชื่อมระหว่างตะวันออก-ตะวันตก ดังปรากฏตำนานและเอกสารต่างๆ จำนวนมาก สินค้าที่มีการซื้อขายกัน ได้แก่ เครื่องเทศ ของป่า สินแร่ชนิดต่างๆ และหนึ่งในนั้นก็คือ “ไม้หอม” ซึ่งเป็นที่ต้องการมากทั้งในอินเดีย อาหรับ และย่านเมดิเตอร์เรเนียน ทั้งนี้ไม้หอมที่สำคัญ ได้แก่ กำยาน กฤษณา จันทน์แดง ฝาง แฝก นูล ฯลฯ ดังปรากฏข้อมูลหลักฐานในหนังสือ “ปัตตานี การค้าและการเมืองการปกครองในอดีต” โดย รศ.ดร.ครองชัย หัตถา ระบุว่า โดยเฉพาะกำยานจากสยามและคาบสมุทรมลายูนั้นมีชื่อเสียงมาก ถือเป็นกำยานชั้นดีของโลก ปัจจุบันก็ยังเป็นที่รู้จักกันอยู่ เช่น เครื่องหอมที่ทำจากส่วนผสมของกำยานซึ่งผลิตในอินเดียและแถบตะวันออกกลางก็เรียกว่า “ไซมีส เบนโซอีน” (Siamese Benzoin) เป็นต้น ไม้หอมเหล่านี้เป็นที่ต้องการมากทั้งในแถบอาหรับ อินเดีย และยุโรป สำหรับประเทศไทย ไม้กฤษณา ถูกจัดส่งในฐานะเป็นเครื่องราชบรรณาการ และเป็นสินค้าส่งออกไปเมืองจีน ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย เพราะเป็นที่ต้องการของราชสำนักจีนเป็นอย่างมาก รวมถึงญี่ปุ่น ส่วนฝั่งตะวันตก สรรพคุณของกฤษณา ขจรกระจายไกลไปถึงอาหรับ เปอร์เซีย กรีก โรมัน อียิปต์โบราณ เนื่องจากไทยเป็นหนึ่งในประเทศซึ่งเป็นแหล่งที่มีไม้กฤษณาสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และตำนานไม้กฤษณาชนิดที่ดีที่สุดในโลกคือไม้กฤษณาที่มีอยู่ในประเทศไทยเช่นกัน ดังมีการบันทึกกันไว้เป็นเรื่องราวเด่นชัดจากหลักฐานสมัยอยุธยาในจดหมายของบริษัท อินเดียตะวันออก พ.ศ.2222 ที่ระบุว่า ไม้กฤษณาที่ดีที่สุดในโลกคือไม้กฤษณาจากบ้านนา (Agillah Bannah) ซึ่งปัจจุบันอยู่ในจังหวัดนครนายก และแหล่งผลิตไม้หอมเพื่อการส่งออกมาตั้งแต่อดีตคือแถบดงพญาไฟ แถบบ้านบุเกษียร ลำคลองกระตุก บุตาชุ ฯลฯ หรือบริเวณที่เรียกว่า “เขาใหญ่” ในปัจจุบัน ทำให้เรื่องราวเกี่ยวกับไม้กฤษณาปรากฏอยู่มากมาย ทั้งในฐานะเครื่องราชบรรณาการ หรือในฐานะสินค้าออกที่ขึ้นชื่อของสยาม ยุคก่อนหน้าเมื่อปีพุทธศักราช 1888 นับตั้งแต่ครั้งสุโขทัย ปรากฏหลักฐานอ้างอิงเป็นครั้งแรกในหนังสือ “ไตรภูมิพระร่วง” พระราชนิพนธ์ในพระมหาธรรมราชาที่ 1 พญาลิไทย มีข้อความกล่าวถึงกฤษณาอยู่หลายตอน เช่น บทพรรณาพรรณพืชหอมในอุตตรกุรุทวีปว่า “มีจวงจันทร์กฤษณาคันธา ปาริกชาติ นาคพฤกษ์ (กระทิง) ลำดวน จำปา โยธกา มาลุตี มณีชาต บุตรทั้งหลาย อันมีดอกอันงามตระการแลหอมกลิ่นฟุ้งขจรไปบ่มิรู้วาย” หรือตอนที่พรรณาตัวนางแก้วที่ใช้ไม้กฤษณาเป็นเครื่องประทินผิวว่า “หอมดังแก่นจันทร์กฤษณาอันบดแล้วปรุงด้วยเครื่องหอมทั้ง 4 อย่าง” ต่อมา สมัยอยุธยาตอนต้น มีการออกกฎหมายให้เจ้าหน้าที่เข้มงวดกวดขันดูแลไม้หอม ในพระไอยการอาชญาหลวง พ.ศ. 1895 สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (อู่ทอง) ในมาตราที่ 42 ว่า มาตราหนึ่ง “ท่านใช้ให้เป็นนายกองยุกรบัตรไปดูไม้กฤษณา นฤมาดงาช้างจันทแลไม้หอม ถ้าลักเอาของท่านไว้ก็ดี ขายเสียในกลางป่าก็ดี ให้ทวนแล้วให้ไหมจัตุรคูณ” ในอีกแง่มุมหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเครื่องราชบรรณาการ ปรากฏหลักฐานว่า มีการส่งไม้กฤษณาเป็นเรื่องราชบรรณาการไปยังประเทศมหาอำนาจอยู่เนืองๆ เช่น พ.ศ.1930 ส่งไปถวายพระเจ้ากรุงจีนในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1, พ.ศ.2101 สมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ, พ.ศ.2135 สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช, พ.ศ.2208 สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช หรือสมัยสมเด็จพระเจ้าท้ายสระ พ.ศ.2272 หรือการส่งไม้กฤษณาเป็นเครื่องราชบรรณาการไปถวายพระเจ้ากรุงญี่ปุ่นสมัยพระเจ้าทรงธรรม พ.ศ.2166 สมัยสมเด็จพระเชษฐาธิราช พ.ศ.2172 และสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พ.ศ.2229 นอกจากนี้ยังมีหลักฐานการส่งออกไม้กฤษณาในฐานะสินค้าออกของสยามอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นสมัยแผ่นดินพระเจ้าปราสาททอง สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ฯลฯ สมัยกรุงศรีอยุธยาซึ่งการค้าเจริญรุ่งเรืองเช่นเดียวกับพื้นที่แถบปลายแหลมมลายู มีคู่ค้าทั้งจีน ญี่ปุ่น อาหรับ อินเดีย โปรตุเกส ฮอลันดา ฯลฯ ทำให้สามารถค้าขายสินค้านานาชนิด ทั้งหนังกวาง ไม้ฝาง ช้าง ของป่า และหนึ่งในสินค้าออกสำคัญที่สามารถจัดหาได้ตามความต้องการของตลาด คือ กฤษณาลพบุรี กฤษณา ไม้จันทน์ และยางกฤษณา ข้อมูลในหนังสือ “หนังกวาง ไม้ฝาง ช้าง ของป่า การค้าอยุธยา สมัยพุทธศตวรรษที่ 22323” สะท้อนว่า ในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง มีการส่งออกไม้กฤษณาถึงปีละ 60-70 หาบ ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์นั้น ออกพระศรีเนาวรัช ได้สัมปทานผูกขาดการส่งออกไม้กฤษณาเป็นเวลานานถึง 30 ปี หลังจากนั้น พระคลังสินค้าได้ทำการค้าไม้กฤษณาเอง ตลาดไม้กฤษณาอยู่ที่ฮินดูสถานไฮเดอราบัด และเมืองแถบแคว้นเบงกอล กลุ่มผู้ใช้ไม้กฤษณา คือ ตุรกีและอารเบีย ส่วนใหญ่ใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาอิสลาม สำหรับเรื่องราคาไม้กฤษณา มีการบันทึกไว้ว่า ราคาไม้กฤษณาอย่างดีในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ อยู่ที่หาบละ 16 ชั่ง ส่วนที่คุณภาพด้อยกว่าซึ่งขายที่เมกกะนั้น “ราคาถึงฟราเซลล์ (Frasell) ละ 300 เหรียญ หรือคิดเป็นเงินไทยเกือบหาบละ 1,500 บาท” ซึ่งนับว่ามีราคาสูงมาก ตราบกระทั่งปัจจุบัน ตำนานเรื่องไม้ไม้กฤษณายังคงเป็นที่จดจำและโหยหาของผู้คน เพราะสรรพคุณหรือคุณค่าที่ซ่อนอยู่ในเนื้อไม้ชนิดนี้ ล้วนมีมูลค่าครอบคลุมในหลากหลายมิติ และที่สำคัญ ส่วนหนึ่งเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และทุกวันนี้ยังมีอยู่อย่างมากมายในผืนป่าอันสมบูรณ์นั่นเอง
สยามรัฐออนไลน์ |

67 วันกับการเดินทางของ “ญีวอ ยัง ซามอ”

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ “อาจจะเป็นเสียงน้อยนิดหรือเพียงเศษเสี้ยวของทรายในด้านการเรียกร้องสันติภาพ แต่ก็ให้ได้ทำ เพราะไม่อย่างนั้นจะรู้สึกว่ามันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาเลย เพื่อนๆ ที่อยู่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทุกคนก็อยากเห็นสามจังหวัดร่มเย็นเป็นสุข” นี่คือเสียงจาก เกริ่น เขียนชื่น ช่างภาพอิสระ นักกิจกรรมทางสังคม ผู้ใช้เวลา 67 วัน แล่นเรือใบกอและชื่อ “ญีวอ ยัง ซามอ : หัวใจเดียวกัน” จาก “บางนรา-นราธิวาส” พื้นที่ใต้สุดของประเทศไทย สู่ใจกลางมหานคร เลียบเลาะชายฝั่งทะเลฝั่งอ่าวไทย ผจญคลื่นลมเผชิญแดดรวมระยะทางกว่า 1,000 กิโลเมตร โดยไปขึ้นเทียบท่าที่ท่าเรือในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ นอกจากความตั้งใจเพื่อเดินทางมากราบถวายบังคมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระบรมมหาราชวัง แล้ว เรือใบกอและ ญีวอ ยัง ซามอ ยังเปรียบเสมือนเป็นสัญลักษณ์ของการร่วมเรียกร้อง “สันติภาพ” ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่ง เกริ่น เขียนชื่น มีความผูกพันเป็นอย่างมาก ในบันทึกชีวิตของ “เกริ่น เขียนชื่น” เขาบันทึกไว้ในตอนที่มีชื่อว่า “ญีวอ ยัง ซามอ...” ว่า นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2550 ที่ผมได้เดินทางเข้ามาในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ เวลา 10 ปีที่ได้เดินทางเข้ามาในพื้นที่จำนวนทั้งหมด 49 ครั้ง ที่นี่เปรียบเสมือนเป็นบ้านหลังที่ 3 ของผม รองลงมาจากอุทยานแห่งชาติภูกระดึง ในจำนวนกว่า 20 ปีที่ผมปีนเขาลูกนี้มาทั้งหมด 71 ครั้ง หรือจะว่าไปแล้วก็คือบ้านหลังที่ 2 อะไรที่ดลบันดาลให้ผมเดินทางเข้าออกในพื้นที่นี้อย่างต่อเนื่อง ก้าวแรกอาจไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไร มากมายสำหรับผม ผมก้าวเข้ามาเพื่อจะถ่ายภาพพระนั่งบิณฑบาตบนรถยนต์หุ้มเกราะของทหาร และในจำนวน 10 ปีที่ผมได้เดินทางเข้าออกไปทั่วทุกพื้นที่ ภาพพระบิณฑบาตบนรถยนต์หุ้มเกาะก็ยังไม่สามารถถ่ายได้ คงจะเป็นช่วงเวลาต้นๆ ของเหตุการณ์ที่ร้อนแรงทำให้มีภาพเช่นนี้ แต่ปัจจุบันไม่มีอีกแล้ว หลังการเดินทางด้วยสันติวิธี หรือการเดินสันติปัตตานีในปี พ.ศ.2553 ทำให้ผมต้องเดินทางเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ผมไม่ใช่นักสันติวิธี ไม่ได้อยู่ในหน่วยงานของราชการ ไม่ใช่ NGO แต่มีสถานภาพเป็นเพียงพลเรือนคนหนึ่งที่อยากจะเข้ามาถ่ายภาพวิวทิวทัศน์ วิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรม ผมเที่ยวตะลอนไปตามสถานที่ต่างๆ บางพื้นที่ไปซ้ำแล้วซ้ำอีกหลายสิบครั้ง เพื่อให้สถานที่เหล่านี้เปิดมุมมองในโลกแห่งความสวยงาม ในโลกแห่งความสงบสุข มิใช่เป็นพื้นที่สีแดง ที่มีแต่การยิง การระเบิด การเข่นฆ่ากัน ผมถ่ายทอดออกมาทุกๆ ภาพในด้านบวก ด้านลบของเหตุการณ์หรือความรุนแรงผมจะพยายามไม่เข้าไปอยู่ในช่วงเวลาดังกล่าวเลย แม้ผมเคยพบเหตุการณ์วางระเบิด 15 จุด ทั่วเมืองปัตตานี คืนนั้นผมนอนอยู่ในโรงแรม CS ซึ่งเป็นโรงแรมที่ดีที่สุดของจังหวัดปัตตานี โรงแรมแห่งนี้เคยโดนระเบิดมาแล้ว ในคืนนั้นที่ระเบิดกันทั้งเมืองปัตตานี ไฟฟ้าดับหมดแม้นแต่ในโรงแรมก็ยังดับ บนฟากฟ้ามีเสียงเฮลิคอปเตอร์บินว่อน แต่ดูเหมือนจะไม่ปรากฏภาพที่อยู่บนฟากฟ้าเนื่องจากกลัวถูกลอบยิง ผู้คนที่เข้ามาพักอาศัยในโรงแรมต่างพากันหวาดกลัว ในบริเวณลอบบี้ของโรงแรมชั้นล่างคือที่ผู้คนรวมตัวกันมาอยู่ ไฟฟ้าดับ ในโรงแรมไม่มีไฟฟ้าสำรองจ่ายไฟให้กับผู้พักอาศัยทุกห้อง ทุกห้องมืดและร้อน แต่ไม่สู้กับความร้อนแรงภายในตัวเมืองที่เวลาขณะนั้นวุ่นวายสับสนกันไปหมด ในที่สุด เมื่อเดินทางมาถึงจุดๆ หนึ่ง เดินทางเข้ามาเพื่อสานสันติภาพทางด้านภาพถ่าย ถึงเวลานี้ 10 ปีพอดี ผมอยากจะสร้างฝันสันติภาพเล็กๆ น้อยๆ แม้รู้ว่าคงปลุกกระแสสันติภาพได้ไม่มากนัก แต่ก็อยากจะทำ “ญีวอยังสามอ” คือชื่อเรือกอและของผม เป็นเรือกอและชนิดเล็กที่สุดในสามจังหวัดที่มีคนขึ้นไปนั่งได้ ผมสั่งต่อขึ้นมาเองที่ปัตตานี เรือลำนี้เป็นภาษามลายู แปลไทยว่า “หัวใจเดียวกัน” ผมจะติดใบเรือแทนเครื่องยนต์ โดยอาศัยแรงลมขับเคลื่อนเรือใบกอและลำน้อยของผม มีต้นทางในการล่องที่สะพานคอยร้อยปี เกาะยาวตากใบ จังหวัดนราธิวาส หรือเป็นชายแดนที่ติดกับประเทศมาเลเซียแล้ว ผมจะล่องเรือใบไปตามอ่าวไทย ปลายทางอยู่ที่แม่น้ำเจ้าพระยา เรือใบผมคงไปไม่ถึงหรืออาจจะล่มอยู่กลางทาง ถ้าไม่ได้แรงขับเคลื่อนจากน้ำใจของเพื่อนพ้องน้องพี่ที่อยู่ริมชายหาดอันยาวแสนไกล... ในที่สุด “ความฝัน” ของผู้ชายคนหนึ่งก็ประสบความสำเร็จ พร้อมกับทีมงานเบื้องหลังในนาม “เฌอบูโด” และใครมากมายอีกหลายคน ที่ช่วยกันประสาน ดูแล ช่วยเหลือ เพื่อพยุงความฝันของชายคนหนึ่งให้เป็นจริง วันที่ 30 กันยายน – 1 ตุลาคมนี้ สำหรับผู้สนใจสามารถไปสัมผัสเรือใบกอและ “ญีวอ ยัง ซามอ” ฟังเรื่องเล่าจาก เกริ่น เขียนชื่น พร้อมทีมงานเบื้องหลัง รวมถึงชมชื่นกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมายได้ในงาน Freedom Festival 2017 เทศกาลดนตรีและศิลปะเพื่อเสรีภาพ ณ ช่างชุ่ย กทม. โดย มูลนิธิฟรีดิช เนามัน ในประเทศไทย นิตยสาร happening และช่างชุ่ย ในงานจะประกอบไปด้วยการแสดงดนตรี การฉายภาพยนตร์ นิทรรศการศิลปะ และการประกวดแต่งเพลง ทั้งหมดมีจุดมุ่งหมายเพื่อสื่อถึงเรื่อง “เสรีภาพ” ให้ผู้ร่วมงานได้ตระหนักรู้ถึงสิทธิ์และเสรีภาพของตนเองและผู้อื่น ซึ่งในปีนี้มีการจัดเป็นเทศกาล 2 ครั้ง ครั้งแรกที่เกาะยาว จังหวัดนราธิวาส ในเดือนกรกฎาคม และที่โครงการช่างชุ่ย กรุงเทพฯ โดยการจัดเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2560 กับเทศกาลครั้งแรกของปี Freedom Festival 2017 ที่เกาะยาว ตากใบ จังหวัดนราธิวาส ถือเป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางของเรือใบกอและ ญีวอ ยัง ซามอ ก่อนจะเดินทางเลียบเลาะชายฝั่งมาจนถึงกรุงเทพฯ แวะจอดตามชุมชนต่างๆ และแสดงงานศิลปะภาพถ่ายตามรายทาง เมื่อมาถึงกรุงเทพฯ ทั้งเรือใบกอและ และภาพถ่าย จะถูกนำมาจัดแสดงในเทศกาล Freedom Festival 2017 พร้อมเรื่องเล่ารายทางอีกมากมาย ถือเป็นการส่งสารและความปรารถนาดีจากลุ่มแม่น้ำบางนารามาถึงลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา นอกจากนี้ ภายในงานยังประกอบด้วยกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากมาย เช่น การประกวดแต่งเพลง “เสรีภาพ เสรีเพลง” โดยมีการเปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปแต่งเพลงที่มีโจทย์เกี่ยวกับเรื่องเสรีภาพ (กำหนดโจทย์โดย มูลนิธิฟรีดิช เนามัน ในประเทศไทย) แล้วให้ส่งเข้ามาให้คณะกรรมการตัดสิน การแสดงดนตรีและศิลปะเพื่อเสรีภาพครั้งนี้ นอกจากมีการเชิญศิลปินที่เคยแต่งบทเพลงเพื่อเสรีภาพมาร่วมแสดงดนตรี ยังมีการเชิญวงดนตรีพื้นถิ่น “เปอร์มูดาอัสรี” จากชายแดนใต้มาร่วมด้วย รวมถึงการอ่านบทกวีของ ซะการีย์ยา อมตยา กวีซีไรต์ชาวนราธิวาส มีการฉายภาพยนตร์ที่คัดสรรโดย Documentary Club ได้แก่เรื่อง Life Animated และ I am Not Your Negro รวมทั้งนิทรรศการศิลปะอีกมากมาย มีการทอล์คโชว์โดยนักพูดรุ่นใหม่ไฟแรงที่จะมาพูดเรื่องสิทธิและเสรีภาพในมุมมองของตัวเอง อาทิ A Katanyu หมอเอิ้น พิยะดา และ วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ ตัวแทนเยาวชนจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ฯลฯ “การเดินทางกับเรือกอและ ญีวอยังซามอ ทำให้ผมก้าวข้ามความกลัว และค้นพบสิ่งใหม่ๆ” ถ้อยคำของ มุกตา นาลี นักกิจกรรมสร้างสรรค์กลุ่มเฌอบูโด หนึ่งในทีมงานที่ร่วมพยุงความฝันของ “เกริ่น เขียนชื่น” และผู้คนอีกมากมาย เสมือนกำลังบอกเล่านัยสำคัญที่ผูกพันไปถึงคำ สิทธิ เสรีภาพ ศิลปะ ชีวิต และสันติภาพ กับปรากฏการณ์ของ Freedom Festival 2017 และเรื่องราวรายทางของเรือใบกอและ ญีวอ ยัง ซามอ
สยามรัฐออนไลน์ |

กริชาภรณ์ : ภูมิปัญญาอาเซียน

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ กริช + อาภรณ์ นับเป็นเรื่องราวที่ผูกพันกับผู้คนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และกลายเป็นอัตลักษณ์สำคัญที่สร้างความภาคภูมิใจ ในสำนึกที่เกี่ยวข้องกับความเป็น “มลายู” มายาวนาน “กริชสกุลช่างปัตตานี” หรือ “กริชหัวนกพังกะ” แบบปัตตานี ในท้องถิ่นปัตตานีมีการเรียกกันหลายชื่อ ในกลุ่มชาวมุสลิมปัตตานี เรียกกริชรูปบบนี้ว่า “กริชตะยง” หรือ “กริชจอแต็ง” ส่วนในกลุ่มชาวพุทธ ส่วนใหญ่ก็จะเรียกอยู่หลายชื่อเช่นกัน เช่น กริชหัวนก กริชหัวพังกะ กริชหัวนกพังกะ และกริชพังกะ เพราะรูปลักษณ์ของด้ามกริชรูปแบบนี้มองดูผิวเผินจะมีจมูกแหลมยาวคล้ายปากของนกกระเต็น ซึ่งชาวภาคใต้สมัยก่อนเรียกว่า “นกพังกะ” โดยคำว่านกพังกะ เป็นคำที่ชาวภาคใต้ยืมมาจากภาษามลายู ชาวมลายูกลางเรียกนกกระเต็นว่า “บุรงเปกาก๊ะ” อย่างไรก็ตาม กล่าวกันว่ารูปลักษณ์ที่แท้จริง คือ “ยักษ์” ในตัว “วายัง” หรือตัวหนังของชวาที่เคยเข้ามามีอิทธิพลในศิลปกรรมท้องถิ่นของเมืองปัตตานีในอดีต เนื่องจากกริชรูปแบบนี้ด้ามกริชและฝักกริชถือกำเนิดขึ้นในพื้นที่ของเมืองปัตตานี (สามจังหวัดชายแดนภาคใต้) ก่อน โดยศิลปินช่างท้องถิ่นของเมืองปัตตานี รูปแบบของด้ามกริชนั้นเกิดจากอิทธิพลของตัวหนังแบบชวา (วายังยาวา) ในทางวิชาการจึงเรียกกริชที่มีฝักและด้ามในรูปแบบนี้ว่า “กริชสกุลช่างปัตตานี” ซึ่งมีการใช้กันตั้งแต่พื้นที่ในจังหวัดสงขลาตอนใต้ ได้แก่ อำเภอจะนะ อำเภอเทพา และอำเภอสะบ้าย้อย ตลอดลงไปจนถึง ปัตตานี ยะลา นราธิวาส รวมไปถึงรัฐกลันตัน และตรังกานู ของประเทศมาเลเซีย แต่จะพบหนาแน่นมากที่สุดในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่วนผ้าที่สะท้อนความสัมพันธ์กับความเป็นปัตตานีในอดีต คือ “ผ้าจวนปัตตานี” หรือ “ผ้ายกตานี” ผ้าพื้นเมืองดั้งเดิมแบบหนึ่งของปัตตานีและจังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ คือ มีล่องหรือลวดลายตามชายผ้า หรือที่ริมผ้า บางครั้งจึงเรียกว่า “ผ้าล่องจวน” ช่างทอผ้าชาวปัตตานีรุ่นเก่าๆ เรียกผ้าชนิดนี้ว่า “จูวา” หมายถึงลวดลายที่ปรากฏอยู่บริเวณชายผ้าทั้งสองด้าน หากลวดลายวางเป็นแนวอยู่ในช่องขนาน มีลักษณะเป็นร่องริ้วเรียกว่า “ล่องจูวา” ลายของจูวาส่วนอื่นเป็นลายที่ใช้กรรมวิธีมัดหมี่ รูปแบบของลายจูวามีหลากหลายลักษณะ ผ้าที่เป็นลายจูวาเต็มตลอดทั้งผืน เรียกกันว่า “ผ้าลีมา” จัดเป็นผ้าชั้นสูง ต้องใช้ความประณีต และราคาแพง สำหรับกรณีที่เอาลายจูวาไปทำเป็นลายผ้าที่ตำแหน่งตะโพก (ปาต๊ะ) ก็จะเรียกว่าผ้า “ปาต๊ะจูวา” หากเป็นโสร่งก็เรียกว่า “ผ้าโสร่งปาต๊ะจูวา” สมบูรณ์ ธณะสุข และ พิชัย แก้วขาว (2541) ทำการศึกษาวิจัยเรื่องโบราณที่พบในเมืองปัตตานี พบว่า ผ้าโบราณเมืองปัตตานีมีหลากหลายแบบ ทั้งกรรมวิธีการทอ เทคนิคพิเศษ หรือวิธีการผลิตลวดลาย และวัสดุหรือเส้นใยที่นำมาใช้ทอ เช่น การเรียกชื่อตามกรรมวิธีการทอ ได้แก่ ผ้าการะดูวอ (ผ้าทอแบบสองตะกอ) ผ้าการะตีฆอ (ผ้าทอแบบสามตะกอ) ผ้าการะป๊ะห์ (ผ้าทอเบบสี่ตะกอ) ผ้าซอแก๊ะ หรือ ผ้าซองเก็ต (เทียบได้กับผ้ายก หรือผ้าทอยก) การเรียกชื่อตามเทคนิคพิเศษหรือวิธีการผลิตลวดลาย ได้แก่ ผ้าบาเต๊ะ หรือ ผ้าปาเต๊ะ ผ้าอีกัต (ผ้าประเภทผ้าปูม หรือ ผ้ามัดหมี่) การเรียกชื่อตามวัสดุหรือเส้นใยที่นำมาทอ ได้แก่ ผ้าสตือรอ หมายถึงผ้าทุกชนิดที่ทอมาจากเส้นไหม ซึ่งก็คือผ้าไหมนั่นเอง ผ้ากะป๊ะส์ หมายถึงผ้าฝ้ายทุกชนิด ผ้าสะตูลี หมายถึง ผ้าที่ทอขึ้นมาจากด้ายสำเร็จรูปชนิดหนึ่ง เรียกชื่อเป็นลักษณะที่เป็นชื่อเฉพาะของผ้าชนิดนั้นๆ ได้แก่ ผ้าชายรามู ผ้าชนิดนี้จัดอยู่ในประเภทผ้ายาวหรือผ้าปล่อย (ผ้าลือปัส) ผ้าปูชอปอต็อง จัดอยู่ในประเภทผ้ายาวหรือผ้าปล่อย ผ้าชนิดที่เป็นประเภทผ้ามัดย้อม ในท้องถิ่นปัตตานีเรียก “ผ้าปะลางิง” ที่เป็นผ้าปาเต๊ะ หรือผ้าบาติก เรียกว่า “บาติกจัมบุตตัน” (Batik Jumputan) ผ้าลีมา (ผ้ามัดหมี่โบราณประเภทผ้าปูม) ผ้าโบราณปัตตานี นอกจากจะเรียกชื่อดังกล่าวแล้ว ยังเรียกชื่อซึ่งแตกต่างออกไปตามรูปแบบของลวดลายในผืนผ้า เช่น ผ้าลีมาปะไลกั๊ต (ผ้าลีมาลายตาหมากรุก) ผ้าลีมาบินตัง (ผ้าลีมาลายดาวกระจาย) ผ้าลีมาปูก๊ะต์ (ผ้าลีมาลายตาข่าย) ผ้าลีมาอายะต์ (ผ้าลีมาลายอักษรอาหรับ) ผ้าลีมาจูวา (ผ้าลีมาลายจวนหรือผ้าลีมาล่องจวน) รูปเบบและลวดลายที่มีหลากหลายเช่นนี้ แสดงถึงพัฒนาการของผลิตภัณฑ์และเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมในด้านการผลิต และการใช้ผ้าของเมืองปัตตานี ที่มีชื่อเสียงมาเป็นเวลานานหลายศตวรรษที่ผ่านมา หลายปีมานี้ เรื่องราวเกี่ยวกับ กริช-ผ้า-เครื่องแต่งกาย เป็นหนึ่งในจุดสำคัญที่ทางกระทรวงวัฒนธรรม ได้ให้ความสำคัญ โดยจัดกิจกรรมเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้อย่างต่อเนื่องจนเป็นที่ชื่นชอบของผู้สนใจโดยทั่วไป เช่นล่าสุด กระทรวงวัฒนธรรม ได้ร่วมกับ จังหวัดปัตตานี ร่วมกันจัด “โครงการวัฒนธรรมเชื่อมใจชายแดนใต้สันติสุข กริชาภรณ์ : ภูมิปัญญาอาเซียน ปี 60” ที่จังหวัดปัตตานี เป็นการเปิดพื้นที่ให้คณะวิทยากร ผู้เข้าร่วมเสวนาทั้งจากอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน “กระทรวงวัฒนธรรม มีนโยบายหลักในการใช้มิติวัฒนธรรม สร้างคนเป็นคนดี สังคมมีความปรองดอง สมานฉันท์ สร้างรายได้ให้ชุมชน สร้างความมั่นคงให้ประเทศ และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สร้างภาพลักษณ์ เกียรติภูมิของไทยสู่เวทีโลก กฤษศญพงษ์ ศิริ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งเดินทางมาเป็นประธานเปิดฯ กล่าวถึงวัตถุประสงค์หลักการจัดงานซึ่งเป็นการตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาล และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะส่งผลให้ประชาชนในท้องถิ่นเกิดความภาคภูมิใจ รักและหวงแหนมรดกวัฒนธรรม มีส่วนร่วมสืบสาน ปกป้อง คุ้มครอง มรดกวัฒนธรรม นำมาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ยอมรับความแตกต่างหลากหลาย สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ ในวันงาน ภาพที่ผู้เขียนเห็นจึงคลาคล่ำไปด้วยผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ ส่วนใหญ่แต่งตัวสะท้อนอัตลักษณ์แบบมลายูโบราณ เพื่อเข้ามาชื่นชมงาน มาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องอาวุธโบราณ กริช ผ้า และเครื่องแต่งกาย ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดียิ่งจากนักวิชาการด้านกริช ผ้า และเครื่องแต่งกาย จากหลากหลายประเทศในประชาคมอาเซียน ทั้ง มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม และบรูไน รวมทั้งวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้มีความเชี่ยวชาญเรื่องโลหะในประเทศไทย และผู้คนในพื้นที่ก็หวังว่าจะมีงานในลักษณะเช่นนี้ต่อเนื่องต่อไป
สยามรัฐออนไลน์ |

เยาวชนรุ่นใหม่ใส่ใจเคารพสิทธิ (2)

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ ตอนที่แล้ว ผู้เขียนหยิบยกงานเขียนชื่อ “เราจะก้าวสู่ 4.0 ได้อย่างไร หากสิทธิและเสรีภาพของเด็กและเยาวชนยังอยู่ 0.4” ของ นายอับดุลปาตะ ยูโซะ น้องจากค่ายเยาวชนรุ่นใหม่ใส่ใจเคารพสิทธิในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รุ่นที่ 5 ซึ่งได้รางวัลยอดเยี่ยมจากการประกวดผลงานศิลปะ “ศิลป์สื่อสิทธิ์ 4.0 : การเคารพสิทธิผู้อื่น” ในสาขางานเขียน มานำเสนอ โอกาสนี้จึงขอนำส่วนท้ายของงานเขียนที่น่าสนใจมาบอกเล่าต่อให้จบเนื้อความ นายอับดุลปาตะ ยูโซะ บอกเล่าเนื้อหาตอนท้ายงานเขียนของตนเองว่า 13 ปีแห่งความรุนแรง 13 ปีแห่งความสูญเสีย และยังเป็น 13 ปีแห่งการละเมิดสิทธิเด็กและเยาวชนอย่างไม่น่าให้อภัย ซึ่งท่านทั้งหลายอาจจะเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “ไม่มีหายนะใดในโลกนี้ ที่จะน่ากลัวไปกว่าการทำลายต้นกล้าแห่งอนาคตอีกแล้ว” ดังนั้น ข้าพเจ้าคิดว่า คงถึงเวลาแล้วที่ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองนี้จะต้อง “คืนสิทธิเสรีภาพ” ให้แก่เด็กและเยาวชนอย่างแท้จริง ให้เขาเหล่านั้นซึ่งอาจจะรวมถึงข้าพเจ้าในฐานะเยาวชนด้วย ได้อยู่ในสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคต ให้เขาได้รับการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีที่ควรจะเป็น ตลอดจนให้ได้รับสิทธิเสรีภาพอันพึงมีพึงได้อย่างแท้จริง และในขณะเดียวกัน เด็กและเยาวชนเองก็จะได้เตรียมตัวที่จะเป็นกำลังสำคัญของสังคม ด้วยการขยันหมั่นศึกษา หาความรู้ ประสบการณ์ และใช้เวลาให้เป็นประโยชน์อย่างเต็มที่ ประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในระเบียบวินัย มีความขยันขันแข็งตั้งใจในทุกด้านด้วยความรับผิดชอบ ยึดมั่นในความซื่อสัตย์ สุจริต ตลอดจนมีความเมตตากรุณา ช่วยเหลือเอื้อเฟื้อต่อผู้อื่น ตั้งตนอยู่ในความเสียสละ บำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคมส่วนรวม เพราะหากผู้ใหญ่ทุกคนในบ้านเมืองนี้ได้ตระหนักถึงความสำคัญของเคารพสิทธิเสรีภาพของเด็กและเยาวชน ด้วยการไม่ละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพเหล่านั้น และเด็กและเยาวชนเองก็ได้ตระหนักถึงอนาคตของตน สังคม และของประเทศชาติ โดยพยายามประพฤติปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับวัยแล้วก็จะได้ชื่อว่าเป็น “เด็กดี” สังคมก็จะมีแต่ความสวยงามและความผาสุกร่มเย็น อันจะนามาสู่ความสันติสุขในพื้นที่ต่อไป ท้ายของงานเขียนหรือบทความชิ้นนี้ ข้าพเจ้าอยากจะขอนำภาพที่ข้าพเจ้าได้ถ่ายไว้ขณะทำกิจกรรมพบปะสัมพันธ์ชุมชนในโครงการ “ค่ายเยาวชนรักษ์บ้านเกิด ปี 2” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 8-12 กรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา โดยเครือข่ายเยาวชนพัฒนาบ้านเกิด หรือ PPS ที่ข้าพเจ้าเป็นประธานอยู่ มาเป็นภาพประกอบ เพื่อให้ท่านทั้งหลายได้เห็นถึงความสวยงามในรอยยิ้มของเด็กๆ ที่ยังรอโอกาสจากสังคม โอกาสที่จะให้เขาได้มีชีวิตรอดที่สง่าผ่าเผย โอกาสที่จะให้เขาได้รับการพัฒนาตัวเองเพื่ออนาคตที่ดีของตัวเขาเอง โอกาสที่จะให้เขาได้รับการปกป้องคุ้มครองจากอบายมุขและภยันตรายต่างๆ โอกาสที่จะให้เขาได้มีส่วนร่วมและเป็นส่วนหนึ่งของสังคม เพราะในเรื่องของสิทธิเสรีภาพในตัวบุคคลนั้น คนทุกคนมีสิทธิในฐานะเป็นมนุษย์คนหนึ่ง นั่นก็คือ “สิทธิของความเป็นมนุษย์” และในฐานะมนุษย์คนหนึ่งของสังคมนั้นทุกคนมี “สิทธิของความเป็นพลเมือง” ของสังคมอย่างเท่าเทียมกัน นั่นคือทั้งหมดของงานเขียนที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ที่สามารถสะท้อน “ทัศนะ” ของเยาวชนคนหนึ่งต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้อย่าง “แหลมคม” เต็มไปด้วยข้อคิด ประสบการณ์ ความจริง ที่จักเป็นประโยชน์ต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ในการร่วมกันแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องหลายปีมาแล้ว ทั้งนี้ นายอับดุลปาตะ ยูโซะ คือหนึ่งในผลผลิตจาก “ค่ายเยาวชนรุ่นใหม่ใส่ใจเคารพสิทธิ” (Young Human Rights Champion) ซึ่งดำเนินงานโดย กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ร่วมกับ มูลนิธิฟรีดิช เนามัน โดยมีน้องๆ เยาวชนที่มีโอกาสเข้ามาร่วมค่ายฯ รวมทั้งสิ้น 5 รุ่น รุ่นละประมาณ 50-60 คน ทั้งหมดเป็นเยาวชนจากพื้นที่จังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสงขลา ซึ่งมีโอกาสไปเข้าค่ายร่วมกันที่ ชคะมาศรีสอร์ท แอนด์ โฮมสเตย์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา รวมแล้วทั้งสิ้นกว่า 300 ชีวิต เพื่อเรียนรู้เรื่องสิทธิเสรีภาพ สิทธิมนุษยชน รวมถึงเรื่องเทคนิคการเขียน การถ่ายภาพ การวาดภาพ และการผลิตภาพยนตร์สั้น ก่อนจะลงสัมผัสเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ในพื้นที่จริง แล้วเก็บเกี่ยวเรื่องราวที่ได้พบมาย่อยมาผลิตเป็นงานศิลปะแขนงต่างๆ นอกจากความรู้ประสบการณ์ที่เหล่าเยาวชนได้รับแล้ว สิ่งสำคัญที่ได้เก็บเกี่ยวเป็นต้นทุนชีวิตคือ “มิตรภาพ” กับเพื่อนใหม่ๆ ทั้งพุทธ มุสลิม ทั้งชาย หญิง หรือกลุ่มเพศที่สาม (LGBT : Lesbian, Gay, Bisexual, Transgender) และต่อเนื่องมาถึงโอกาสในการทำกิจกรรมสร้างสรรค์ร่วมกันในลักษณะต่างๆ การประกวดผลงานศิลปะ “ศิลป์สื่อสิทธิ์ 4.0 : การเคารพสิทธิผู้อื่น” ใน 4 สาขา ได้แก่ งานเขียน งานภาพถ่าย งานภาพวาด และงานหนังสั้น/สารคดี ในโครงการระบบสื่อสารออนไลน์เพื่อการเรียนรู้ทางไกล เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสเฉลิมฉลองพระชนมายุ 5 รอบ 2 เมษายน 2558 ดำเนินงานโดย กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) คืออีกหนึ่งกิจกรรมต่อเนื่องที่เปิดโอกาสให้เยาวชนเหล่านี้ได้มีส่วนร่วมอย่างจริงจังตามศักยภาพและโอกาสที่มีให้ ภาพของเหล่าเยาวชนที่มีโอกาสได้เดินทางไกลจากถิ่นเกิดชายแดนใต้ มารับรางวัลแห่งความภาคภูมิใจ รวมถึงร่วมกิจกรรม “นวัตกรรมสิทธิมนุษยชน : พื้นที่แห่งอนาคต : การเคารพสิทธิผู้อื่น” ซึ่งจัดโดย กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ร่วมกับ มูลนิธิฟรีดิช เนามัน แห่งประเทศไทย และ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เมื่อวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น ใจกลางเมืองกรุง มีโอกาสได้สัมผัสเรียนรู้สถานที่สำคัญต่างๆ ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ใหม่ๆ และที่สำคัญ คือการได้บันทึกภาพเป็นที่ระลึกกับ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งเดินทางมาชมผลงานและให้กำลังใจเหล่าเยาวชนจากพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งหมด นับเป็นหนึ่งใน “ความทรงจำ” ของเหล่าเยาวชนที่มีคุณค่ายิ่ง และเป็นอีกกรณีศึกษาหนึ่งที่สะท้อนถึงการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน หรือมูลนิธิฯ ที่มุ่งเป้าเปิดโอกาสให้แก่เยาวชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่า “ด้อยโอกาส” ขณะที่ปัจจุบันนี้กลับมีโอกาสมากมายที่สามารถไขว่คว้าได้ตามที่ใจปรารถนา เพื่อนำสิ่งดีๆ มาพัฒนาตนเองและตอบแทนกลับคืนสู่ถิ่นเกิดร่วมกัน
สยามรัฐออนไลน์ |

เยาวชนรุ่นใหม่ใส่ใจเคารพสิทธิ (1)

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ หากย้อนหลังกลับไปเมื่อ 13 ปีก่อน ก่อนที่สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จะปะทุขึ้น ตอนนั้นข้าพเจ้ากำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ของโรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่งในตัวเมืองนราธิวาส ซึ่งเป็นจังหวัดภูมิลำเนาของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ายังจำได้ดีว่า ที่แห่งนี้ ที่ที่ซึ่งเรียกว่า “ปลายด้ามขวาน” มันน่าอยู่กว่านี้ การท่องเที่ยวก็ดูจะเป็นที่นิยมของผู้คนมากกว่านี้ เศรษฐกิจก็อุ้มชูคนที่นี่ได้มากกว่านี้ อะไรๆ ก็น่าหลงใหลในมนต์เสน่ห์ของที่นี่มากกว่านี้ และที่อดคิดไม่ได้ก็คือ ชีวิตความเป็นอยู่ของคนที่นี่ก็ดีกว่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “คุณภาพชีวิตที่ดีของเด็กและเยาวชน” ที่นี่มันก็ดูจะมีมากกว่านี้ วันนี้, วันที่ข้าพเจ้ายังอยู่ในช่วงวัยที่เรียกว่า “เยาวชน” และยังอยู่ในสถานะของผู้รับชะตากรรมจาก “เหตุการณ์ความรุนแรง” ที่เกิดขึ้นในพื้นที่แห่งนี้กว่า 1 ทศวรรษ แล้ว แม้นว่าข้าพเจ้าและเยาวชนในพื้นที่อีกหลายๆ คนอาจจะไม่ใช่ผู้ที่ได้รับผลกระทบทางตรงซะทีเดียว แต่โดยลักษณะของปรากฏการณ์โดยอ้อมแล้ว ก็ถือได้ว่าเด็กและเยาวชน และคนในพื้นที่ทุกคน คือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และแน่นอน !! ในงานเขียนหรือบทความชิ้นนี้ ข้าพเจ้าคงจะขอกล่าวถึงผลกระทบในเรื่องของ “สิทธิของเด็กและเยาวชน” ในพื้นที่ ข้าพเจ้าเองเป็นคนหนึ่งที่เข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชนมาโดยตลอด จนได้มีโอกาสเป็นผู้นำการขับเคลื่อนงานด้านเด็กและเยาวชนในพื้นที่มาเป็นเวลาก็เกือบ 10 ปีแล้ว ข้าพเจ้าคิดว่า “เด็กและเยาวชน” เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า และเป็นทรัพยากรบุคคลที่สำคัญยิ่งต่อสังคมและประเทศชาติ เป็นพลังสำคัญในการพัฒนาบ้านเกิด สังคม ตลอดจนชาติบ้านเมือง ให้เจริญก้าวหน้าและมั่นคง เด็กจึงสมควรที่จะมีสิทธิเสรีภาพในทุกๆ ด้านอย่างแท้จริง และควรที่จะได้รับการพัฒนาให้เต็มศักยภาพในทุกด้านเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา เพื่อให้เด็กรู้จักสิทธิ หน้าที่ มีความรับผิดชอบทั้งต่อตนเองและผู้อื่น สามารถปฏิบัติตนให้เป็นพลเมืองที่ดีอยู่ในสังคมได้อย่างสันติสุข การส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนในทุกมิติ จึงควรได้รับการให้ความสำคัญและการส่งเสริมจากสังคมและผู้ใหญ่ในบ้านเมืองอย่างที่สุด ไม่เพียงแต่เฉพาะการให้ความสำคัญด้านการศึกษา และการปกป้องคุ้มครองให้มีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี การสนับสนุนและส่งเสริมกิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ ทางสังคมเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายความรวมถึงการให้เด็กได้รับสิทธิเสรีภาพต่างๆ ที่พึงจะได้รับ และเข้าใจในหน้าที่ของตนอีกด้วย แต่เป็นที่น่าสลดใจยิ่งนัก ตลอดระยะเวลากว่า 13 ปีที่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และตลอดระยะเวลาเกือบ 10 ปีที่ข้าพเจ้าโลดแล่นบนเส้นทางนักกิจกรรมด้านเด็กและเยาวชน ข้าพเจ้าเห็น “การละเมิดสิทธิต่อเด็กและเยาวชน” ในหลายๆ ครั้ง หลายๆ โอกาส เป็นจำนวนมากมายซะเหลือเกิน ทั้งที่เกิดจากผู้ปกครองบ้านเมืองตั้งแต่ระดับชุมชนไปจนถึงระดับที่ใหญ่กว่านั้น และที่เกิดจากตัวพ่อแม่หรือผู้ปกครองเด็กและเยาวชนเหล่านั้นเสียเอง ซึ่งในที่นี้หากจะกล่าวถึงสิทธิเด็กทั้ง 4 ประการตามปฏิญญาสากลหรืออนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กที่ได้กำหนดสิทธิพื้นฐานที่เด็กจะต้องได้รับนั่นก็คือ 1) สิทธิที่จะมีชีวิตรอด 2) สิทธิที่จะได้รับการพัฒนา 3) สิทธิที่จะได้รับความคุ้มครอง 4) สิทธิในการมีส่วนร่วม ซึ่งประเทศไทยเองก็ให้การยอมรับตามอนุสัญญาฉบับนี้แล้วนั้น อาจจะถือได้ว่าในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีเหตุรุนแรงอยู่ในขณะนี้นั้น ประสบความล้มเหลวเป็นอย่างมากเลยก็ว่าได้ในการมอบสิทธิทั้ง 4 ประการนี้ให้กับเด็กและเยาวชนในพื้นที่ ที่ข้าพเจ้ากล้าพูดเช่นนี้ก็เพราะว่าเรายังคงเห็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพต่อเด็กและเยาวชนอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการก่อเหตุความรุนแรงที่กระทำต่อเด็ก การไม่สามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้แก่เด็ก การไม่จัดการศึกษาที่ดีแก่เด็ก การไม่สามารถปกป้องคุ้มครองให้เด็กพ้นจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นได้ และอีกนานัปการ ข้าพเจ้าเองมีภูมิลำเนาอยู่ในหมู่บ้านชนบทๆ หมู่บ้านหนึ่งของจังหวัดนราธิวาส ซึ่งข้าพเจ้ารับรู้ถึงปัญหาและความเป็นไปของเด็กและเยาวชนในหมู่บ้านหรือชุมชนใกล้เคียงที่ข้าพเจ้าอาศัยอยู่เป็นอย่างดี บ่อยครั้งที่เรื่องราวของเด็กและเยาวชนในหมู่บ้านสร้างความหดหู่กับข้าพเจ้าไม่น้อยเลยทีเดียว ข้าพเจ้าเห็นเด็ก ป.5 ขโมยเงินคนงาน (พม่า) ที่ก่อสร้างโรงเรียน ข้าพเจ้าเห็นเด็ก ป.6 ขโมยไก่บ้านของชาวบ้านไปขาย ข้าพเจ้าเห็นเด็ก ม.2 ท้องก่อนแต่ง, ข้าพเจ้าเห็นเด็กจบ ป.6 แล้วผู้ปกครองไม่ส่งให้เรียนต่อ, ข้าพเจ้าเห็นผู้ใหญ่ขายยาเสพติดให้กับเด็ก, ข้าพเจ้าเห็นเด็กและเยาวชนดื่มน้ำกระท่อมติดยาเสพติด, ข้าพเจ้าเห็นผู้ปกครองปล่อยปละละเลยไม่ใส่ใจเด็กและเยาวชนซึ่งเป็นบุตรหลานของตัวเอง, ข้าพเจ้าเห็นผู้นำชุมชนไม่ฟังเสียงของเด็กและเยาวชน, ข้าพเจ้าเห็นเด็กเสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบ, และข้าพเจ้าเห็นความพินาศที่สังคมกระทำต่ออนาคตของชาติ เหล่านี้ถามว่าสิทธิที่เด็กจะมีชีวิตรอดอย่างที่ควรจะมีชีวิตอยู่ สิทธิที่เด็กจะได้รับการพัฒนาให้เป็นคนดีมีคุณธรรม สิทธิที่เด็กจะได้รับการปกป้องคุ้มครองจากอบายมุขต่างๆ และสิทธิที่เด็กจะได้รับการมีส่วนร่วมในโอกาสต่างๆ อยู่ตรงไหนกัน? ข้าพเจ้าจึงกล้าพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า “ผู้ใหญ่ต่างยอมรับว่าเด็กคืออนาคตของชาติ แต่ในขณะเดียวกันผู้ใหญ่ก็มีส่วนในการทำลายอนาคตของชาติเสียเอง” และบ่อยครั้งที่ข้าพเจ้าและก็เชื่อว่าท่านทั้งหลายได้เคยเห็นข่าวการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของเด็กและเยาวชนซึ่งมาจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่แห่งนี้ อาทิ การตรวจค้นหอพักนักศึกษา การปิดกั้นเสรีภาพทางความคิดต่างๆ การไม่จัดให้มีการคุ้มครองเด็ก การลอบยิงเด็ก หรือการวางระเบิดในเขตโรงเรียน เป็นต้น และข้าพเจ้าก็คิดว่าท่านทั้งหลายคงจะไม่ปฏิเสธว่า นี่คือการลิดรอนสิทธิของเด็กและเยาวชนที่มาพร้อมกับสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ปลายด้ามขวานแห่งนี้ ข้อความข้างต้นที่ผู้เขียนขออนุญาตหยิบยกมานำเสนอ คือส่วนหนึ่งของงานเขียนชื่อ “เราจะก้าวสู่ 4.0 ได้อย่างไร หากสิทธิและเสรีภาพของเด็กและเยาวชนยังอยู่ 0.4” ของ นายอับดุลปาตะ ยูโซะ น้องจากค่ายเยาวชนรุ่นใหม่ใส่ใจเคารพสิทธิในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รุ่นที่ 5 ซึ่งได้รางวัลยอดเยี่ยมจากการประกวดผลงานศิลปะ “ศิลป์สื่อสิทธิ์ 4.0 : การเคารพสิทธิผู้อื่น” ในสาขางานเขียน โดยการแข่งขันครั้งนี้แบ่งเป็น 4 สาขา ได้แก่ งานเขียน งานภาพถ่าย งานภาพวาด และงานหนังสั้น/สารคดี ในโครงการระบบสื่อสารออนไลน์เพื่อการเรียนรู้ทางไกล เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสเฉลิมฉลองพระชนมายุ 5 รอบ 2 เมษายน 2558 ดำเนินงานโดย กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) งานเขียนชิ้นนี้ ยังไม่จบ และเรื่องเล่าเบื้องหลังการดำเนินโครงการฯ ก็มีเรื่องราวที่น่าสนใจอีกมากมาย ไว้คราวหน้ามาว่ากันต่อในรายละเอียดถึงที่มาที่ไปของเวทีกิจกรรมที่น่าสนใจครั้งนี้ ที่ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องและสามารถสะท้อนเรื่องเล่าเยาวชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ในหลากหลายมิติ
สยามรัฐออนไลน์ |

ศอ.บต.กับภารกิจยุติวิกฤติไฟใต้

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ สัปดาห์ที่ผ่านมาผู้เขียนได้มีโอกาส สัมภาษณ์พิเศษ นายศุภณัฐ สิรันทวิเนติ เลขาธิการศอ.บต. จึงได้เห็นภาพรวมการ ขับเคลื่อนภารกิจซึ่งหากย้อนประวัติศาสตร์จริงๆ มีจุดกำเนิดจากแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 หลังเสด็จเยี่ยมในพื้นที่แล้วพบว่าประชาชนไม่สามารถสื่อสารกับฝ่ายราชการได้เนื่องจากติดขัดเรื่องภาษา ภารกิจของ ศอ.บต. ผ่านยุคสมัยต่างๆจนมาถึงยุคของเลขาธิการฯ คนปัจจุบัน มีการดำเนินงานในหลายประการ และหลักในการทำงานก็พัฒนาเปลี่ยนแปลงเข้ากับยุคสมัยและความต้องการของประชาชนในพื้นที่ เลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวว่า ภารกิจในภาพรวมของ ศอ.บต. ได้รับความเชื่อ ศรัทธาจากประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการส่งเสริมการศึกษา ให้ได้เข้าเรียนในระดับอุดมศึกษาทั้งในและต่างประเทศ โดยเด็กและเยาวชนในพื้นที่นี้เมื่อจบการศึกษาระดับประถมศึกษาก็อยากจะไปศึก ษาต่างประเทศโดยเฉพาะด้านศาสนา ศอ.บต. ก็ได้ส่งเสริมโดยการขอทุนจากมหาวิทยาลัยอินโดนีเซีย หรือเด็กที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ เพราะอาจเป็นเรื่องมาตรฐานการศึกษาศอ.บต. ก็ได้จัดหาโควตาที่นั่งในมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ มีทั้ง ม.ขอนแก่น ม.เชียงใหม่ ทั้งเอกชนและรัฐ มีการจัดหาทุนการศึกษาให้เรียนจนจบมหาวิทยาลัย ส่วนเด็กที่อยู่นอกระบบการศึกษา ก็มีโครงการที่จะฝึกอาชีพให้รวมถึงให้ทุนประกอบอาชีพ ซึ่งคนเหล่านี้จะเป็นต้นแบบในการขยายผล เลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวว่า ประเด็นซึ่งประชาชนศรัทธามากก็คือการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุความไม่สงบตามความเป็นจริงศอ.บต. ให้เงินรายละ 5 แสนบาท คนทุพพลภาพ นอกจากการให้ทุนแล้วก็ให้มีอาชีพมีที่ยืนในสังคม ตลอดจนให้ทุนการศึกษาแก่ลูกหลานครอบครัวได้รับผลกระทบ เลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวว่า การแก้ปัญหาที่ดินทำกินในเขตอุทยานแห่งชาติเทือกเขาบูโดสุไหงปาดี ที่มีการประกาศเขตอุทยานทับที่ทำกินของชาวบ้าน ตอนนี้ได้แก้ปัญหาร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจนสามารถออกโฉนดไปแล้วสองหมื่นถึงสามหมื่นแปลง เลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวว่า เรื่องของศาสนาศอ.บต. อุดหนุนทั้งพุทธและอิสลามเต็มที่ เช่น การกำหนดค่าตอบแทนให้คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด และเจ้าคณะจังหวัดของศาสนาพุทธ การส่งเสริมคนดีไปเมกกะ ซึ่งเลขาฯศอ.บต. เดินทางไปเยี่ยมเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา พี่น้องมุสลิมที่ไปชื่นชม ศอ.บต. ที่อำนวยความสะดวกในเรื่องนี้ "คนเหล่านี้เมื่อกลับมาเราจะเอาคุณค่าจากการไปฮัจญ์ เราก็จะให้เข้าชมรมฮัจญ์ของศอ.บต. เพื่อเผยแพร่ความดี ขยายผลต่อไปกับคนรุ่นลูกหลาน" นายศุภณัฐ กล่าว เลขาฯ ศอ.บต. กล่าวว่า การแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจ การสร้างอาชีพ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เห็นชอบสนับสนุนข้อเสนอของ ศอ.บต. และสภาพัฒน์ในการพัฒนาเมืองต้นแบบ สามเหลี่ยมความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน สุไหงโก-ลก-เบตง-หนองจิก เป็นเมืองต้นแบบในการพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นแนวทางที่ในหลวง ร.9 ทรงให้ความสำคัญ "ในหลวง ร.9 เคยเสด็จฯ อำเภอหนองจิกติดต่อถึง 3 ครั้ง ในหลวงตรัสว่า ที่นี้ดินดีให้เร่งส่งเสริมระบบชลประทานเพื่อส่งเสริมเกษตรก็มีการสร้างระบบชลประทานไว้ดีมาก แต่การผลิตยังไม่ดีขึ้น ในฐานะผมเป็นเลขานุการคณะกรรมการ พัฒนา 3 เมืองนี้ให้เป็นต้นแบบให้ได้ได้นำผู้บริหาร บริษัท อำพลฟูดส์ เจ้าของกะทิชาวเกาะมาดู บริษัทก็บอกเขาพร้อม ตั้งโรงงงานกะทิ เราก็ต้องส่งเสริมพื้นที่หนองจิกที่มีความพร้อมในการปลูก หรือโรงงานน้ำมันปาล์มที่สมุทรปราการก็พร้อมที่จะมาลงทุน และเพื่อเป็นการลดต้นทุนการขนส่งเราก็ได้อาศัยท่าเรือน้ำลึกที่ปัตตานี ผมติดต่อผู้ประกอบการจาก สิงคโปร์มาดูท่าเรือนี้แล้ว สิ่งเหล่านี้จะเกิดผลดีมหาศาลในพื้นที่ การแก้ปัญหาอย่างถาวรคือต้องทำให้ชาวบ้านมีที่ยืนที่อยู่ที่ทำกิน" นายศุภณัฐ กล่าว นายศุภณัฐกล่าวว่า ประชาชนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มี 12 ล้านคน เป็น พี่น้องมุสลิม 80 เปอร์เซ็นต ทั้งๆ ที่ยาเสพติดเป็นของต้องห้ามของทั้ง 2 ศาสนา แต่คนเสพก็เยอะมาก ศอ.บต. จึงเร่งความสำคัญในเรื่องนี้ มีการนำผู้เสพมาบำบัด เมื่อเลิกเสพก็พัฒนาเป็นอาสาบำบัด ฝึกอาชีพสนับสนุนงบประมาณสร้างอาชีพเพื่อให้ตั้งตัวได้ และให้เป็นบุคคลต้นแบบในการเลิกยาเสพติด นายศุภณัฐกล่าวว่า โครงการขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนใต้ งบประมาณรวม 50 ล้านบาท ศอ.บต. ถือว่า องค์กรภาคประชาสังคมเป็นภาคส่วนที่สำคัญในการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ เพราะเป็นองค์กรที่มาจากภาคประชาชน รู้ปัญหาพื้นที่อย่างแท้จริง จะเป็นกำลังหลักในการเสริมบทบาท ของภาครัฐในการขับเคลื่อน เชื่อมโยงเรื่องความคิด ความเชื่อ ว่าพี่น้องที่นี่รักสันติสุขไม่ต้องการความรุนแรงและจะสนับสนุนกระบวนการพูดคุยสันติภาพระหว่างผู้แทนรัฐบาลกับกลุ่มมาราปัตตานี ความพยายามและการทำงานเหล่านี้รวมถึงภาคส่วนต่างๆ เป้าหมาย คือ เพื่อยุติวิกฤติไฟใต้
สยามรัฐออนไลน์ |

“ศุภณัฐ สิรันทวิเนติ” ศอ.บต.กับภารกิจยุติวิกฤติไฟใต้

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ สัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ นายศุภณัฐ สิรันทวิเนติ เลขาธิการศอ.บต. จึงได้เห็นภาพรวมการขับเคลื่อนภารกิจ ซึ่งหากย้อนประวัติศาสตร์จริงๆ มีจุดกำเนิดจากแนวพระราชดำริ ของในหลวงรัชกาลที่ 9 หลังเสด็จเยี่ยมในพื้นที่แล้วพบว่าประชาชนไม่สามารถสื่อสารกับฝ่ายราชการได้เนื่องจากติดขัดเรื่องภาษา ภารกิจของ ศอ.บต. ผ่านยุคสมัยต่างๆจนมาถึงยุคของ เลขาธิการฯคนปัจจุบัน มีการดำเนินงานในหลายประการและหลักในการทำงานก็พัฒนาเปลี่ยนแปลงเข้ากับยุคสมัยและความต้องการของประชาชนในพื้นที่ เลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวว่า ภารกิจในภาพรวมของ ศอ.บต.ได้รับความเชื่อศรัทธาจากประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการส่งเสริมการศึกษา ให้ได้เข้าเรียนในระดับอุดมศึกษาทั้งในและต่างประเทศ โดยเด็กและเยาวชนในพื้นที่นี้เมื่อจบการศึกษาระดับประถมศึกษาก็อยากจะไปศึกษาต่างประเทศโดยเฉพาะด้านศาสนา ศอ.บต.ก็ได้ส่งเสริมโดยการขอทุนจากมหาวิทยาลัยอินโดนีเซีย หรือเด็กที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ เพราะอาจเป็นเรื่องมาตรฐานการศึกษา ศอ.บต.ก็ได้จัดหาโควตาที่นั่งในมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ มีทั้ง ม.ขอนแก่น ม.เชียงใหม่ ทั้งเอกชนและรัฐ มีการจัดหาทุนการศึกษาให้เรียนจนจบมหาวิทยาลัย ส่วนเด็กที่อยู่นอกระบบการศึกษา ก็มีโครงการที่จะฝึกอาชีพให้รวมถึงให้ทุนประกอบอาชีพ ซึ่งคนเหล่านี้จะเป็นต้นแบบในการขยายผล เลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวว่า ประเด็นซึ่งประชาชนศรัทธามากก็คือการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุความไม่สงบตามความเป็นจริง ศอ.บต.ให้เงินรายละ 5 แสนบาท คนทุพลภาพนอกจากการให้ทุนแล้วก็ให้มีอาชีพ มีที่ยืนในสังคม ตลอดจนให้ทุนการศึกษาแก่ลูกหลานครอบครัวได้รับผลกระทบ เลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวว่า การแก้ปัญหาที่ดินทำกินในเขตอุทยานแห่งชาติเทือกเขาบูโด-สุไหงปาดี ที่มีการประกาศเขตอุทยานทับที่ทำกินของชาวบ้าน ตอนนี้ได้แก้ปัญหาร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจนสามารถออกโฉนดไปแล้วสองหมื่นถึงสามหมื่นแปลง เลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวว่า เรื่องของศาสนา ศอ.บต.อุดหนุนทั้งพุทธและอิสลามเต็มที่ เช่นการกำหนดค่าตอบแทนให้คณะกรรมการอิสลามจังหวัด และคณะกรรมการเจ้าคณะจังหวัดของศาสนาพุทธ การส่งเสริมคนดีไปเมกกะ ซึ่งเลขา ศอ.บต.เดินทางไปเยี่ยมเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา พี่น้องมุสลิมที่ไป ชื่นชม ศอ.บต.ที่อำนวยความสะดวกในเรื่องนี้ “คนเหล่านี้เมื่อกลับมาเราจะเอาคุณค่าจากการไปฮัจญ์ เราก็จะให้เข้าชมรมฮัจน์ของ ศอ.บต. เพื่อเผยแพร่ความดีขยายผลต่อไปกับคนรุ่นลูกหลาน” นายศุภณัฐ กล่าว เลขาฯ ศอ.บต.กล่าวว่า การแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจ การสร้าง อาชีพ รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เห็นชอบสนับสนุนข้อเสนอของ ศอ.บต.และสภาพัฒน์ในการพัฒนาเมืองต้นแบบสามเหลี่ยมความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน สุไหงโกลก –เบตง- หนองจิก เป็นเมืองต้นแบบในการพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นแนวทางที่ในหลวง ร.9 ทรงให้ความสำคัญ “ในหลวง ร. 9 เคยเสด็จอำเภอหนองจิกติดต่อถึง 3 ครั้ง ในหลวงตรัสว่า ที่นี้ดินดีให้เร่งส่งเสริระบบชลประทานเพื่อส่งเสริมเกษตร ก็มีการสร้างระบบชลประทานไว้ดีมาก แต่การผลิตยังไม่ดีขึ้น ในฐานะผมเป็นเลขานุการคณะกรรมการพัฒนา 3 เมืองนี้ให้เป็นต้นแบบให้ได้ ได้นำผู้บริหารบริษัทอําพลฟูดส์ เจ้าของกะทิชาวเกาะมาดู บริษัทก็บอกเขาพร้อมตั้งโรงงงานกะทิ เราก็ต้องส่งเสริมพื้นที่หนองจิกที่มีความพร้อมในการปลูก หรือโรงงานน้ำมันปาล์มที่สมุทรปราการก็พร้อมที่จะมาลงทุน และเพื่อเป็นการลดต้นทุนการขนส่งเราก็ได้อาศัยท่าเรือน้ำลึกที่ปัตตานี ผมติดต่อผู้ประกอบการจากสิงคโปร์มาดูท่าเรือนี้แล้ว สิ่งเหล่านี้จะเกิดผลดีมหาศาลในพื้นที่ การแก้ปัญหาอย่างถาวรคือต้องทำให้ชาวบ้านมีที่ยืนที่อยู่ที่ทำกิน” นายศุภณัฐ กล่าว นายศุภณัฐ กล่าวว่า ประชาชนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มี 12 ล้านคน เป็นพี่น้องมุสลิม 80 เปอร์เซ็นต์ทั้งๆที่ยาเสพติดเป็นของต้องห้ามของทั้ง 2 ศาสนาแต่คนเสพก็เยอะมาก ศอ.บต.จึงเร่งความสำคัญในเรื่องนี้ มีการนำผู้เสพมาบำบัด เมื่อเลิกเสพก็พัฒนาเป็นอาสาบำบัด ฝึกอาชีพสนับสนุนงบประมาณสร้างอาชีพเพื่อให้ตั้งตัวได้ และให้เป็นบุคคลต้นแบบในการเลิกยาเสพติด นายศุภณัฐ กล่าวว่า โครงการขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนใต้ งบประมาณรวม 50 ล้านบาท ศอ.บต.ถือว่า องค์กรภาคประชาสังคมเป็นภาคส่วนที่สำคัญในการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ เพราะเป็นองค์กรที่มาจากภาคประชาชน รู้ปัญหาพื้นที่อย่างแท้จริง จะเป็นกำลังหลักในการเสริมบทบาทของภาครัฐในการขับเคลื่อน เชื่อมโยงเรื่องความคิด ความเชื่อ ว่าพี่น้องที่นี่รักสันติสุขไม่ต้องการความรุนแรงและจะสนับสนุนกระบวนการพูดคุยสันติภาพระหว่างผู้แทนรัฐบาลกับกลุ่มมาราปัตตานี ความพยายามและการทำงานเหล่านี้รวมถึงภาคส่วนต่างๆ เป้าหมายคือ เพื่อยุติวิกฤติไฟใต้
สยามรัฐออนไลน์ |