ยุทธศาสตร์ “สันติภาพ”

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ วันที่ 9 มกราคม 2562 ณ หอประชุมใหญ่ สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ. ปัตตานี) มีการจัดกิจกรรมสำคัญซึ่งจะส่งผลต่อทิศทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “สันติภาพ” ชายแดนใต้ ในระยะต่อไป นั่นคือ “การรับฟังความคิดเห็นต่อทิศทางการขับเคลื่อนกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้” ปรากฏว่ามีผู้สนใจเข้าร่วมจำนวนมากจากหลากหลายสาขาอาชีพ นับเป็นหนึ่งในเส้นทางความหวังของกระบวนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สันติภาพ ที่มีผู้คนหลายคนหลายฝ่ายพยายามเคลื่อนไหวแสวงหาแนวทางออกร่วมกัน ทำให้ผู้เขียนย้อนคิดถึงกิจกรรมเมื่อปลายปี 2561 ของ “สภาประชาสังคมชายแดนใต้ และองค์กรพันธมิตร” ในเวที สมัชชาสันติภาพชายแดนใต้/ปาตานี ครั้งที่ 2 “พลังประชาสังคม พลังสันติภาพ” (CIVIC POWER : POWER FOR PEACE) นำมาซึ่งรายงานข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์สันติภาพ ชายแดนใต้/ปาตานี 2018” ที่มีเนื้อนัยสำคัญหลายประการน่าสนใจ และเกี่ยวข้องกับทิศทางขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สันติภาพโดยรวม ในบทเกริ่นนำ : สภาประชาสังคมชายแดนใต้กับการสร้างพื้นที่กลาง นำเสนอให้เห็นข้อสรุปในที่มาของรายงานว่า เป็นผลลัพธ์ความพยายามอย่างต่อเนื่องของผู้คนอันหลากหลายในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือภูมิภาคปาตานี ที่จะสะท้อนเสียงและผลักดันการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น ผ่านกระบวนการระดมความคิดเห็นที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2559 จนถึงตุลาคม 2561 สาระสำคัญของรายงาน เป็นผลมาจากการแบ่งปันประสบการณ์และมุมมองต่อประเด็นปัญหา ที่เครือข่ายภาคประชาสังคมในพื้นที่แห่งนี้กำลังเผชิญหน้าและรับมืออยู่อย่างแข็งขัน ด้วยฐานะที่เป็นกลไกการทำงานนอกภาครัฐ ที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างสันติภาพจากผู้คนในพื้นที่ ควบคู่ไปกับการพยายามหาทางออกโดยสันติวิธีระหว่างคู่ขัดแย้งหลัก ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์สันติภาพในรายงานฯ เป็นผลการดำเนินงานตามกรอบของ สภาประชาสังคมชายแดนใต้ในระยะที่สอง (ระหว่างปี 2559–2561) ที่ต้องการเห็นสังคมแห่งนี้เป็น “สังคมที่เป็นธรรมและมีสันติภาพสำหรับทุกคน” ถือว่าสภาประชาสังคมชายแดนใต้มีพันธกิจที่จะต้องหนุนเสริมการสร้างสันติภาพและกระบวนการสันติภาพอย่างยั่งยืน โดยการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์สันติภาพนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างพื้นที่กลางเพื่อผลักดันเชิงนโยบาย (Common Space and Advocacy) อันเป็นยุทธศาสตร์สำคัญประการแรกซึ่งจะเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์อีก 2 ด้าน นั่นก็คือการเสริมพลังสร้างความเข้มแข็งและอำนาจต่อรองให้กับภาคประชาสังคม (Empowerment) ควบคู่ไปกับการสร้างและขยายเครือข่ายของสภาประชาสังคมชายแดนใต้เอง (Networking) เนื้อหาในรายงาน สะท้อนถึงกระบวนการจัดทำข้อเสนอชิ้นนี้ว่า เริ่มตั้งต้นขึ้นหลังจากการระดมสมองกลางปี 2559 เพื่อสรุปบทเรียนการทำงานของค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่ในรอบ 12 ปี (นับตั้งแต่ความรุนแรงได้ปะทุขึ้นมาอีกครั้งในปี 2547 เป็นต้นมา) กระทั่งผลิตเป็นยุทธศาสตร์สภาประชาสังคมชายแดนใต้ข้างต้น จากนั้น เดือนสิงหาคมและต่อเนื่องอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน 2559 จึงได้ริเริ่มเปิดพื้นที่พบปะระหว่างตัวแทนองค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน ผ่านกระบวนการจัดทำแผนที่การทำงานของเครือข่ายภาคประชาสังคม (Mapping) เพื่อตระหนักถึงตำแหน่งแห่งที่ขององค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่ และศักยภาพที่จะทำงานร่วมกันในอนาคต โดยมีองค์กรที่เข้าร่วมกว่า 70 กลุ่ม กิจกรรมดังกล่าว ยังกลั่นให้ได้มาซึ่งประเด็นปัญหาสาธารณะที่กลุ่มต่างๆ กำลังรับมืออยู่ สามารถจำแนกแยกแยะได้ถึง 14 ประเด็นและกลุ่มงาน ในจำนวนนี้มี 5 ประเด็นสำคัญที่ผู้เข้าร่วมเรียงลำดับความสำคัญไว้สูงสุด ได้แก่ ความมั่นคงทางอาหารบนฐานทรัพยากร พื้นที่สาธารณะปลอดภัย ห้องเรียนสันติภาพในชุมชน วาระการพัฒนาเด็กและเยาวชน และการสื่อสารที่สอดคล้องกับบริบทของชุมชน จาก 5 ประเด็นสาธารณะข้างต้น สภาประชาสังคมชายแดนใต้และผู้เข้าร่วมที่เป็นตัวแทน และสมาชิกขององค์กรภาคประชาสังคมที่หลากหลาย ได้ร่วมกันพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย โดยมีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมที่รับผิดชอบในการยกร่างข้อเสนอแนะในแต่ละประเด็น มีการเปิดเวทีย่อยอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายปี 2559 ต่อเนื่องมาถึงต้นปี 2560 เพื่อให้มีการระดมความคิดเห็นในสาระสำคัญของทั้ง 5 ประเด็นข้างต้น ตั้งแต่การประเมินสถานการณ์และปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ การพิจารณานโยบายหรือทิศทางของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการระดมข้อเสนอแนะจากผู้เข้าร่วมที่มาจากองค์กรภาคประชาสังคม ทั้งในส่วนที่เป็นองค์กรสมาชิกของสภาเองและองค์กรพันธมิตรต่างๆ ล่าสุด ได้จัดเวทีติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติมติ 1.3 และมติสมัชชาสันติภาพชายแดนใต้ ช่วงกลางเดือนตุลาคม 2561 กระทั่งสามารถสรุปออกมาเป็นเอกสารชิ้นนี้ในที่สุด สำหรับสาระสำคัญโดยละเอียดในรายงานฯ สำหรับผู้สนใจโดยทั่วไปสามารถหามาดาวน์โหลดอ่านเพื่อการศึกษา ถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์ หรือมีข้อเสนอแนะนำเสนอแนวทางใหม่ๆ ร่วมกันได้ แต่สิ่งสำคัญที่ผู้เขียนต้องการสะท้อนคือ ในท่ามกลางความรุนแรงที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะห้วงเวลารอยต่อปีเก่า 2561 กับช่วงหลังปีใหม่ 2562 ซึ่งเกิดเหตุการณ์รุนแรงหลายกรณีนำมาซึ่งการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน และความตื่นตระหนกต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้นอีกครั้ง ยังคงมีบุคคลและหน่วยงานหลากหลายองค์กรซึ่งพยายามแสวงหาแนวทางที่จะ “ยุติปัญหาไฟใต้” ที่ยืดเยื้อมานานให้สำเร็จให้จงได้ มิเช่นนั้นแล้ว ภายใต้ปัญหาที่ต่างฝ่ายต่างต้องเผชิญ ภายใต้การเดินเกมการเมืองของการเมืองของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายในคู่ขัดแย้ง ผลสุดท้ายเป้าหมายปลายทางที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ย่อมหนีไม่พ้น “ประชาชนตาดำๆ” ซึ่งไม่ว่าจะเป็นชาติพันธุ์ใด ศาสนาใด ต่างล้วนมีเลือดข้นสีแดงเช่นกัน
สยามรัฐออนไลน์ |

เสียงจาก... “ครูกาล”

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ “จะไม่ให้ชาวบ้านเขามีความสุขช่วงฉลองปีใหม่เลยใช่ไหม” เสียงเปรยจากเพื่อนร่วมวงพูดคุยขณะติดตามข่าวมีการวางระเบิดในพื้นที่หลายจุด รวมถึงการยิงปะทะ การเผาล้อยางรถยนต์ ฯลฯ ทั้งในพื้นที่ อ.เบตง จ.ยะลา อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส นั่นเป็นห้วงเวลาเพียงอีกไม่กี่วันก่อนถึงจังหวะเวลาที่ชีวิตผู้คนจะเข้าสู่อารมณ์สนุกสนานช่วงปีใหม่ และสำหรับสถานการณ์ไฟใต้แล้ว ถือว่ากำลังจะผ่านพ้นปีที่ 13 ก้าวสู่ปีที่ 14 ของความสูญเสีย ความรุนแรง ความอดทน ความทดท้อ ฯลฯ จากเหตุการณ์เลวร้ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา กาลเวลาผ่าน พร้อมกับทิ้งร่องรอยบาดแผลร้าวลึกไว้มากมาย ขณะเดียวกัน ก็ได้แตกหน่อเชื้อแห่งความหวังไว้ให้แก่ผู้คนมากมาย “ครูกาล” คือหนึ่งในนั้น 15 ปีก่อน เธอเป็นเพียงเด็กสาวตัวเล็กๆ ตั้งใจเดินทางจากถิ่นเกิด “จังหวัดตรัง” มาร่ำเรียนศึกษาต่อระดับปริญญาตรี ที่ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เธอเล่าว่า ความรู้สึกแรกที่มาถึงประทับใจกับพื้นที่นี้มาก เพราะรอบข้างอวลไปด้วยอารยธรรมที่เรียกว่า “พหุวัฒนธรรม” เพื่อนจากหลากหลายภูมิภาคทำให้เธอรู้ว่าไม่มีอะไรแบ่งแยกความเป็นคนไทยออกจากกัน เธอในฐานะคนไทยพุทธ เริ่มเรียนรู้ ซึมซับ ความเป็นมุสลิมจากเพื่อนนักศึกษาในพื้นที่ ทั้งในคณะเดียวกันและต่างคณะ เวลานั้นนักศึกษาที่นับถือศาสนาพุทธยังมีอยู่เป็นจำนวนมากเมื่อเทียบสัดส่วนกับผู้นับถือศาสนาอิสลาม แต่เมื่อเธอก้าวขึ้นสู่ปี 3 ปี พ.ศ.2547 เริ่มเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างต่อเนื่อง เพื่อนนักศึกษาหลายคนต่างตัดสินใจลาออกเพื่อไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่กับสถาบันการศึกษาอื่นนอกพื้นที่ เนื่องจากหวาดกลัวสถานการณ์ซึ่งประเมินว่าน่าจะมีความรุนแรงติดตามมาอีกมาก “กาลก็กลัวเหมือนกัน แต่คำพูดของพ่อตอนนั้นบอกว่า บางครั้งชีวิตของเราก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตา ไม่ว่าอยู่ที่ไหน เมื่อถึงคราวตายก็ต้องตาย” เธอรับรู้ถึงเหตุเผลที่แท้จริงของพ่อว่า แท้จริงแล้วเป็นเพราะเงื่อนไขทางการเงินที่ครอบครัวมีรายได้แบบพออยู่พอกิน การจะไปเริ่มนับหนึ่งใหม่ก็เท่ากับเสียเวลาฟรีๆ ไปอีก 2 ปี จึงตัดสินใจเรียนต่อกระทั่งสำเร็จการศึกษา ระหว่างนั้นอารมณ์ความรู้สึกของเธอเริ่มหวาดกลัวกับสถานการณ์รอบข้างที่ปรากฏข่าวเป็นระยะๆ จะพยายามไม่เดินทางออกนอกมหาวิทยาลัยเพราะเกรงว่าจะได้รับอันตราย แม้กระทั่งร้าน “บังหนูด” บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยซึ่งเป็นที่ชุมนุมชนของชาวมหาวิทยาลัยและบรรดานักกิจกรรมต่างๆ เธอก็ยังแทบไม่กล้าไป สถานการณ์ตอนนั้นเท่าที่ได้ติดตาม มีเหตุระเบิดบ่อยมาก มีการยิงต่อสู้กัน มีคนถูกลอบทำร้าย มีคนได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ แม้กระทั่งเพื่อนรุ่นเดียวกันถูกระเบิดเสียชีวิตที่ร้านเบิ้ม นครปฐม ร้านก๋วยเตี๋ยวชื่อดังในตัวเมืองปัตตานี และเพื่อนอีกหลายคนได้รับผลกระทบในลักษณะต่างๆ กันจากผลพวงของเหตุการณ์ความไม่สงบ คนในพื้นที่เองที่รู้จักกัน หลายครอบครัวตัดสินใจอพยพย้ายถิ่นฐานออกจากพื้นที่ บรรยากาศรอบข้างเปลี่ยนแปลง ความหดหู่มัวหม่นเริ่มห่มคลุมพื้นที่ แต่สำหรับเธอแล้ว เมื่อยืนหยัดเรียนต่อจนจบ ยังตัดสินใจอาศัยอยู่ในพื้นที่ต่อ โดยเลือกที่จะประกอบอาชีพเป็น “ครู” ด้วยเหตุผลส่วนตัวที่ชอบสอนเด็ก อยากช่วยเหลือ อยากให้ความรู้ ประกอบกับมีครูต้นแบบหลายคนที่ประทับใจ “เพราะชอบแบบนี้ อยากทำแบบนี้ ไม่มีอะไรที่ทำได้ดีเท่ากับการเป็นครู” ในที่สุดเธอจึงได้ทำอาชีพครูครั้งแรกที่โรงเรียนจ้องฮั้ว ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชน ก่อนที่ต่อมาจะย้ายไปเป็นครูลูกจ้างที่โรงเรียนเบญจมราชูทิศ ปัตตานี และเป็นอาจารย์พิเศษที่ ม.อ.ปัตตานี ช่วงศึกษาต่อในระดับปริญญาโท คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เธอสอบบรรจุเป็นข้าราชการครูครั้งแรกที่โรงเรียนบ้านตาหมุน ต.ปิยามุมัง อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ระยะทางจากที่พักในตัวเมืองถึงโรงเรียนเกือบ 30 กิโลเมตร นั่นทำให้เป็นครั้งแรกที่เธอได้สัมผัส “ประสบการณ์ลุ้น” ระหว่างการเดินทางไป-กลับ โชคดีที่มีผู้อำนวยการโรงเรียนคอยให้อาศัยติดรถไปโรงเรียนด้วย พร้อมกับการต้องคอยลุ้นว่าจะเกิดอะไรบ้างระหว่างการเดินทาง จนวันหนึ่งเมื่อมีรถยนต์เอง เธอจึงทำหน้าที่รับผิดชอบเพื่อนครูอีก 4 ชีวิตในการเดินทางไป-กลับจากที่พักสู่โรงเรียนที่สอน ครั้งหนึ่งเกิดเหตุการณ์ระทึก ขณะเธอขับรถเลี้ยวเข้าสู่ถนนหมายเลข 42 สายเอเชีย สายตาเหลือบมองไปทางกระจกรถยนต์ด้านขวามือ เห็นชายฉกรรจ์ 2 คนขี่มอเตอร์ไซค์ติดตามมา ชายคนนั่งซ้อนท้ายเอามือล้วงไปในเสื้อคลุม คล้ายกับจะหยิบอาวุธหรืออะไรออกมาสักอย่าง ทำให้เธอยิ่งหวาดกลัว เพื่อนในรถก็เริ่มโวยวายขวัญเสียด้วยความหวาดกลัว แต่เธอเองพยายามเก็บอารมณ์กลัวพร้อมกับคอยปลอบเพื่อนครูว่า ไม่ต้องกลัวอะไร จะไม่มีใครตายที่นี่ ทุกคนจะได้กลับไปหาลูกหาครอบครัวอย่างปลอดภัย ทุกคนจะมีชีวิตรอด ในขณะที่กล่าวนั้น เธอสารภาพภายหลังว่า หัวใจของเธอหล่นไปกองอยู่แทบปลายหัวแม่เท้า หลังจากที่ขับบี้รถคันนั้นเกือบ 1 กิโลเมตร เธอตัดสินใจชะลอรถ ในหัวสมองวางแผนไว้เสร็จสรรพว่าจะทำอย่างไรหากเกิดเหตุร้ายขึ้นจริง ในที่สุด โชคดีว่าไม่มีเหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้น ชายฉกรรจ์ทั้งคู่ขับรถผ่านหายไปอย่างไร้ร่องรอย นี่นับเป็นเพียงเหตุการณ์เดียวที่เคยประสบโดยตรง นอกเหนือจากสถานการณ์อื่นๆ อีกมากที่นำพาให้หัวใจเธอไหวหวั่น ต่อมา เธอมีโอกาสย้ายมาเป็นครูอยู่ที่โรงเรียนบ้านคลองมานิง ต.คลองมานิง อ.เมือง จ.ปัตตานี ตราบกระทั่งปัจจุบัน ถึงเวลานี้ ผ่านไป 15 ปีแล้วที่เธอตัดสินใจใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พื้นที่ที่ใครหลายคนไม่อยากมาสัมผัส มาเยี่ยมเยือน หลังจากติดตามข่าวสารตามสื่อกระแสหลัก ในขณะที่สำหรับเธอแล้วกำลังคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องย้ายออกจากพื้นที่ ไม่ใช่ด้วยสถานการณ์ แต่เป็นเหตุผลส่วนตัวที่ต้องกลับไปดูแลครอบครัวที่บ้านเกิด เธอลงมือเขียนความเรียงสั้นๆ ชิ้นหนึ่งชื่อ “อย่าช้าไปกว่านี้” สะท้อนเรื่องราวบางอย่าง ประโยคหนึ่งเธอเล่าว่า “ทุกครั้งที่มีเหตุการณ์ฉันไม่เคยหลับสนิท เรื่องย้ายไปถึงไหนแล้ว เธอปล่อยให้มันผ่านไปโดยไม่ได้จัดการอะไรใช่ไหม ฉันรู้นิสัยเธอดี ช่วงนี้สถานการณ์ไม่ดีเลย วันก่อนก็ที่รือเสาะ ไม่กี่วันนี้ก็ที่มายอ ก็ทิ้งเงียบไปแบบนั้นแหละป๊า เดี๋ยวเคลียร์งานที่โรงเรียนให้เสร็จก็จะจัดการเรื่องย้ายให้เรียบร้อย เคลียร์งานที่โรงเรียนเหรอ นั่นข้ออ้างมากกว่า ใจฉันยังไม่พร้อมจากที่นี่ ฉันผูกพันกับกลิ่นแดด รอยยิ้มของสายลม หรือแม้แต่เสียงหัวเราะของต้นไม้นอกรั้วโรงเรียน ฉันผูกพันกับมัน ขอเวลาได้สั่งลาอีกสักหน่อย ไม่ใช่ว่าไม่กลัว ฉันกลัวเหมือนกัน ทุกครั้งที่แว่วเสียงร่ำไห้หลังสิ้นเสียงปืน ฉันกลัวจนตัวสั่น กลัวจนไม่มีเรี่ยวแรงจะลุกขึ้นดูนาฬิกาหน้าตู้กระจก สายแน่นอน ฉันรู้ แสงผ่านม่านบอก ฉันคาดคะเนเวลาไม่เคยพลาด แต่ทุกครั้งไม่เคยหนีความกลัวนั้น ยังขับรถไปโรงเรียนเหมือนเดิม ทหารมักบอกให้ฉันเปลี่ยนเส้นทางบ้าง หรือห้ามบางเส้นทางที่คิดว่าเสี่ยง วันนี้ทหารขอร้องให้ไปเส้นทางที่ถนนสองเลนได้มาตรฐาน รถวิ่งได้สะดวก ร่นระยะเวลาในความเสี่ยง ฉันฟัง แต่... แต่เผลอขับรถไปอีกทาง...” ก่อนจะผ่านพ้นปีเก่า 2560 ก้าวผ่านสถานการณ์ร้ายๆ ในพื้นที่ชายแดนใต้ ผู้เขียนคิดว่านี่คือหนึ่งในเรื่องราวที่สามารถสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนที่เคยมาอยู่อาศัย มาสัมผัส และกำลังจะย้ายจากพื้นที่ ซึ่งเธอยอมรับว่าเป็นเรื่องยากที่จะทำใจหากต้องจากแผ่นดินที่ใครๆ ล้วนตราไว้ว่ามีแต่ความรุนแรง แต่สำหรับเธอที่นี่ก็เหมือนกับสถานที่อื่นๆ เมื่อได้อยู่แล้วก็เกิดความรัก ความผูกพัน ไม่ได้เหน็บหนาวรวดร้าวจากสถานการณ์ความไม่สงบที่ด้านหนึ่งได้ทำร้ายจิตใจผู้คนมากมาย แต่ในอีกด้านหนึ่งมันคือความรักความผูกพัน ความปรารถนาดี และต้องการให้กำลังใจ สร้างแรงบันดาลใจ ให้กับผู้คน ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด มาจากแผ่นดินไหนก็ตาม ลาทีปีเก่า กับสถานการณ์ร้ายๆ ในกาลเก่า เพื่อก้าวสู่ “กาลใหม่” ที่สดใสในปีพุทธศักราช 2561
สยามรัฐออนไลน์ |

สถานการณ์ภาคประชาสังคมดับไฟใต้ คืบหน้าแล้วกว่า 80 เปอร์เซ็นต์

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ ผู้เขียน เคยเขียนถึง ความเคลื่อนไหวของภาครัฐในแนวทางแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า มีแผนงานหนึ่งเป็นแผนงานที่มีความน่าสนใจอย่างมีนัยสำคัญนั่นคือ โครงการขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยหลักการสำคัญคือ การที่ภาครัฐโดย ศอ.บต.เปิดพื้นที่ให้องค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่ได้ทำงานตามแผนงานที่องค์กรภาคประชาสังคมเสนอและมีความถนัด ขณะที่ภาครัฐโดยกลไกของ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)ให้การสนับสนุนเรื่องงบประมาณ และคอยติดตามประเมินผลซึ่งปี 2560 นำร่องงบประมาณ 50 ล้านบาท มีองค์กรภาคประชาสังคมที่ได้รับจัดสรร 223 องค์กร จากองค์กรที่เสนอแผนเกือบ 500 องค์กร วันนี้การดำเนินงานมีความคืบหน้าเกือบจะโค้งสุดท้ายแล้ว จึงเห็นควรจะอัพเดทข้อมูลให้กับผู้อ่าน โดย นายไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ รองเลขาธิการ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เปิดเผยว่า โครงการ มีความคืบหน้าแล้วไม่ต่ำกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจากการติดตามประเมินผลเป็นระยะ หลายองค์กรดำเนินภารกิจเสร็จสิ้น กระแสการตอบรับค่อนข้างดี สร้างการตื่นตัวของภาคประชาสังคม สร้างการเรียนรู้ ความเข้าใจในการทำงานร่วมกัน มีการเสนอปัญหาเป็นโครงการที่ชัดเจน ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาไปนั่งคิดโครงการ ลดความซ้ำซ้อนและงานที่ขับเคลื่อนลงไปจะมีเอกภาพ และประสิทธิภาพมากขึ้น ที่สำคัญในหลายพื้นที่ หลายกลุ่มเป้าหมายซึ่งภาครัฐยังไม่สามารถเข้าใจ เข้าถึงและพัฒนาได้อย่างเต็มที่ กระบวนการของภาคประชาสังคมสามารถลงลึกได้ สามารถลงไปเรียนรู้ ทำความเข้าใจได้มาก ซึ่งจะช่วยตอบนโยบายอีกข้อหนึ่งของรัฐบาลในการสร้างการรับรู้ ความเข้าใจและเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนการพัฒนาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างเป็นรูปธรรม รองเลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวว่า จำนวนโครงการที่มีเสนอขอรับทุน 490 องค์กรแสดงให้เห็นถึงการตอบรับและเป็นกระแสเรียกร้องขององค์กรภาคประชาชนสังคม ซึ่งคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาลมีมติ ให้จัดทำคำของบประมาณโครงการนี้ไว้ต่อเนื่อง โดย ศอ.บต.ได้จัดทำคำของบประมาณเพิ่มเติมแล้ว ซึ่งในปี 2561 องค์กรภาคประชาสังคมที่ยื่นเสนอโครงการแล้วยังไม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณก็จะมีการพัฒนาศักยภาพเพื่อให้สามารถเดินงานตามโครงการที่เสนอได้ ส่วนองค์กรที่ได้รับทุนไปแล้วก็จะมีการประเมินเพื่อสนับทุนให้เกิดการพัฒนาเชิงคุณภาพยิ่งขึ้น ผู้เขียนทราบมาเพิ่มเติมว่า องค์กรที่ยังไม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณเพราะแผนงานยังไม่ผ่านนั้น ล่าสุดได้รับเงินสนับสนุนองค์กรละ 20,000 บาทเพื่อที่จะพัฒนาแผนงานและตัวองค์กรให้สามารถเขียนแผนทำงานใหม่ในปี 2561 นายปรีชา ชนะกิจกำจร ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาบุคลากร ศอ.บต. กล่าวว่า ในปี 2561 ศอ.บต.ของบประมาณเพื่อดำเนินโครงการต่อเนื่อเพื่อกระจายงบประมาณให้องค์กรภาคประชาสังคมที่มีความตั้งใจอย่างทั่วถึง องค์กรภาคประชาสังคมที่ขอรับทุนไม่จำเป็นต้องเชียร์ภาครัฐ แต่ขอให้เอาความจริงไปบอกประชาชนโดยไม่มีการบิดเบือน ซึ่งแนวทางในปี 2561 ก็จะคำนึงถึงเนื้องานในเชิงคุณภาพ ขณะเดียวกันองค์กรที่ยังไม่ได้รับทุนหรือเป็นองค์กรน้องใหม่ก็จำเป็นต้องสร้างขึ้นมา และมีโอกาสพิสูจน์ตัวเองด้วย หลักคิดตรงนี้ผู้เขียนเห็นว่า น่าสนใจ คือ รัฐเปิดโอกาสให้องค์กรภาคประชาสังคมที่ยังไม่เข้มแข็งได้มีโอกาสเรียนรู้ผิดถูก ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาบุคลากร ศอ.บต. กล่าวว่า องค์กรภาคประชาสังคม ทำหน้าที่เปรียบเหมือนโซ่ข้อกลาง ที่นำงบประมาณไปสร้างประโยชน์สู่ชุมชน ซึ่งส่วนใหญ่ดำเนินการไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการ โดยนำข้อเท็จจริงของภาครัฐไปสู่ชาวบ้านและนำปัญหาข้อคิดเห็นของประชาชนกลับมาสู่รัฐเพื่อสรุปถอดบทเรียน ทั้งนี้โครงการที่ผ่านมา มีการขยายพื้นที่กิจกรรมออกไปยังพื้นที่รอบนอก ไม่จำกัดเฉพาะในเขตเมือง คิดเป็นสัดส่วน 3 ต่อ 1 และยังมีความหลากหลายในเรื่องสาขากลุ่มอาชีพ “สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนของการเปลี่ยนแปลงคือ บรรยากาศ เมื่อประชาชนมีความเข้าใจในนโยบายภาครัฐก็จะเกิดความร่วมมือร่วมใจ นำไปสู่การขับเคลื่อนแนวทางพัฒนาและแก้ปัญหา ไม่ว่า จะเป็นนโยบายการพูดคุยสันติภาพหรือนโยบายสำคัญของภาครัฐ” สำหรับโครงการขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนใต้ เป็นการสนับสนุนงบประมาณให้กับองค์กรภาคประชาสังคม ซึ่งผลักดันโดยคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาลโดยให้ ศอ.บต.เป็นกลไกลขับเคลื่อน ประเด็นการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมใน 10 ประเด็น คือ 1) การรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 2) การอำนวยความยุติธรรมและเยียวยา 3) การสร้างความเข้าใจทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งเรื่องสิทธิมนุษยชน 4) การศึกษา ศาสนา และศิลปวัฒนธรรม 5) การพัฒนาตามศักยภาพของพื้นที่ และคุณภาพชีวิตประชาชน 6) งานขับเคลื่อนนโยบายการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ปี 60-61 7) การแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งโดยสันติวิธี 8) งานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด 9) งานขับเคลื่อนการพัฒนาโครงการเมืองต้นแบบสามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และ 10) งานพัฒนาศักยภาพขององค์กรภาคประชาสังคม ที่ต้องติดตามกันต่อ ก็คือ คณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาลที่มีการปรับเปลี่ยนหัวหน้าคณะจะเดินหน้าสานต่อทิศทางนี้อย่างไร
สยามรัฐออนไลน์ |

วิถีพอเพียง “ตลาดน้ำยะกัง ขนม 100 ปี”

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับ “ตลาดน้ำ” กลายเป็นกระแสบูมรอบหลายปีมานี้ ไม่ว่าจะเป็นตลาดน้ำที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติอยู่แล้วของวิถีชนคนริมน้ำ หรือการ “จัดตั้ง” ตลาดน้ำจำลองขึ้นมาใหม่ แฝงฝังไปด้วยระบบตลาดแบบพึ่งพากระแสมวลชน ไม่เว้นแม้กระทั่งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะเชื่อว่าหาก “จุดติด” ในชุมชนใดชุมชนหนึ่ง หรือสถานที่ใดสถานที่หนึ่งแล้ว ย่อมนำมาซึ่งปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจากบรรดานักท่องเที่ยว นักช้อปปิ้ง ฯลฯ อย่างประเมินค่ามิได้ แถมยังสร้างสีสัน ความมีชีวิตชีวาให้ชุมชนนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี อย่างน้อย “วิถีตลาด” คือหนึ่งในแบบแผนการใช้ชีวิตคนพื้นถิ่นชายแดนใต้ ที่ชื่นชอบการได้มาพบปะพูดคุย จับจ่ายซื้อหาอาหารหรือสินค้าในตลาดเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นตลาดนัด ตลาดสด ตลาดมือสอง ตลาดน้ำ หรือตลาดตามงานเฉพาะกิจต่างๆ อย่างไรก็ตาม การจะดำเนินการเพื่อจุดกระแสหรือประกอบสร้างให้เกิด “ตลาดน้ำ” ที่สมบูรณ์ติดตลาด ก็มิใช่เรื่องง่ายนัก เพราะต้องมีปัจจัยเอื้อหลายประการประกอบเข้าด้วยกัน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในพื้นที่ จ.นราธิวาส คือ กระแสการจุดพลุ “ตลาดน้ำตากใบ” กับ “ตลาดน้ำยะกัง” ซึ่งมีจุดก่อเกิดและผลดำเนินงานแตกต่างกันมาก พื้นที่ อ.ตากใบ นั้น ภายหลังมีการก่อสร้างสะพานเกาะยาวแบบคอนกรีต ความกว้าง 2 เมตร ยาว 360 เมตร เสร็จสิ้นโดยสมบูรณ์ “เกาะยาว-ตากใบ” เริ่มเป็นที่รู้จักของผู้คนในแง่งามมากขึ้น กลายเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินทางจากแผ่นดินใหญ่สู่เกาะยาว ด้วยการเดินเท้าหรือขี่มอเตอร์ไซด์ผ่านทางสะพานเกาะยาวฝั่งตากใบ หลังจากนั้นจึงเกิดโครงการ “ตลาดน้ำตากใบ” เป้าหมายเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวและธุรกิจชุมชนอย่างต่อเนื่อง ส่วนพื้นที่บนเกาะยาวมีการพัฒนาปรับปรุงให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแบบครบวงจรทั้ง ถนน ไฟฟ้า สถานที่ขายของกิน ขายสินค้าพื้นเมือง ฯลฯ แต่ในที่สุด หลังดำเนินการมาได้ระยะหนึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นที่ “ตลาดน้ำตากใบ” คือ กระแสที่เคยคึกคักจากผู้คนเข้ามาท่องเที่ยวบนเกาะยาว ทั้งคนต่างพื้นที่ นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ชาวจีน ฝรั่งต่างชาติ และชาวบ้านเองเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับคนภายนอกมากขึ้น กลับค่อยๆ เงียบหายไป พร้อมกับข่าวคราวที่จะมีการประกอบเรือใหม่หลายสิบลำเพื่อจำลองภาพตลาดน้ำที่สมบูรณ์มอบให้แก่ชาวบ้าน ก็พลอยเงียบหายไปด้วย กลายเป็น “คำถาม” ติดค้างคาในใจใครหลายคน ขณะที่ผู้รับผิดชอบต่างโยกย้ายหายกันไปตามวาระราชการ ซึ่งผิดกับสถานการณ์ที่ “ตลาดน้ำยะกัง” กลับกลายเป็นกระแสนิยมของผู้คนมากยิ่งขึ้น ชุมชนตลาดน้ำบ้านยะกัง ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองนราธิวาส อยู่ห่างจากใจกลางเมืองเพียง 4 กิโลเมตร เล่ากันว่า เดิมชุมชนแห่งนี้เคยเป็นท่าเรือขนาดใหญ่ มีบรรดาพ่อค้าแม่ขายจากหลากหลายพื้นที่ โดยเฉพาะชาวจีน นิยมมาทำการค้าบริเวณท่าเรือแห่งนี้ ทำให้ชุมชนบ้านยะกังมีความเฟื่องฟูด้านเศรษฐกิจการค้าขายมานับตั้งแต่ครั้งอดีตที่ผ่านมา และเรื่องราวในประวัติศาสตร์ก็ถูกสะท้อนผ่านรูปแบบเชิงสถาปัตยกรรมของอาคารบ้านเรือน วัฒนธรรมอาหาร วิถีความเป็นอยู่ของชาวบ้านที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน หากแต่ช่วงเกิดสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีหลายๆ พื้นที่ที่ผู้คนมักไม่ค่อยกล้าที่จะเข้าไปเยือนไปสัมผัส ทำให้ชุมชนเกิดความซบเซา ระบบเศรษฐกิจถดถอย “ชุมชนตลาดน้ำยะกัง” ก็เป็นหนึ่งในนั้น ตราบกระทั่งปี พ.ศ.2555 นายอภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสในขณะนั้น มีแนวคิดว่า สถานที่แห่งนี้เหมาะที่จะพัฒนาเป็นตลาดน้ำและเป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่จะเป็นสื่อกลางทำให้ระบบเศรษฐกิจกลับมาเฟื่องฟูเหมือนครั้งอดีต จึงได้สนับสนุนงบประมาณในการก่อสร้าง ร้านค้า ห้องน้ำ และศาลาอเนกประสงค์ จนเมื่อกลางปี พ.ศ.2559 ชุมชนยะกัง 1 ได้รวมตัวกันและแต่งตั้งคณะกรรมการตลาดน้ำชุดแรกขึ้น โดยกำหนดให้ไปศึกษาดูงานที่ตลาดน้ำคลองแดน อ.ระโนด จ.สงขลา เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการจัดการ “ตลาดน้ำยะกัง ขนม 100 ปี” และได้เปิดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ.2559 จนถึงปัจจุบันนับเป็นเวลา 1 ปีเศษ เปิดให้บริการทุกวันศุกร์ - เสาร์ เวลา 12.00น. -20.00น. ทุกท่านที่ได้มาเยือนตลาดน้ำยะกังหรือที่มีชื่อเต็มๆ ว่า “ตลาดน้ำยะกัง ขนม 100 ปี” แห่งนี้ จะได้สัมผัสบรรยากาศริมคลอง เรียนรู้วิถีชาวบ้านชุมชนยะกัง เลือกซื้ออาหารในราคาสบายกระเป๋า รสชาติอร่อยและไม่เหมือนที่ไหน สะอาดปลอดภัยไร้สารพิษ และที่สำคัญ ได้รู้จักกับอาหารและขนมพื้นเมืองสูตรโบราณหายากมากมาย อาทิ ขนมบาตาบูโระ ขนมปูตูฮาลือบอ ขนมจูโจ ขนมเจ๊ะแมะ นาซิดาแฆ เป็นต้น ตลาดน้ำแห่งนี้มีร้านให้เลือกซื้อมากกว่า 50 ร้านค้า แต่ละร้านขายอาหารที่ไม่ซ้ำกันอีกด้วย ผู้มาเยือนสามารถซื้ออาหารมานั่งรับประทานแบบสบายๆ ชมชื่นซึมซับบรรยากาศคลองยะกังที่โอบล้อมด้วยพรรณไม้นานาชนิด วิถีชาวบ้านขณะออกหากุ้งหาปูหาปลา เพลิดเพลินไปกับการแสดงของเหล่าเยาวชนในท้องถิ่น เรียกได้ว่าอิ่มท้องแถมอิ่มอกอิ่มใจกันเลยทีเดียว นอกจากนี้มีบริการเรือถีบให้ปั่นในราคาเที่ยวละ 40 บาท หรือเรือท่องเที่ยวพาชมวิถีชุมชนริม 2 ฝั่งคลองยะกังในราคาเหมาลำ 300 บาท ผู้เขียนมีโอกาสได้สนทนากับ นายอาเรส หะยีนาแว ประธานกลุ่มตลาดน้ำยะกัง ทำให้ได้รับทราบถึงรายละเอียดหลายอย่างที่น่าสนใจ เช่นการวางกฎระเบียบการค้าขายของตลาดน้ำแห่งนี้ว่า การขายอาหารและขนมต่างๆ บริเวณตลาดน้ำยะกัง จะต้องมีการแจ้งให้กับคณะกรรมการให้ทราบก่อนวางขาย เพื่อไม่ให้อาหารที่ขายซ้ำกัน ในกรณีที่มีการขายซ้ำกันจะถือว่าผู้ที่มาลงทะเบียนก่อนมีสิทธิ์ในการขาย และไม่อนุญาตให้ร้านค้าอื่นขายอาหารหรือขนมชนิดนั้นอีก รวมถึงมีกฏกติกาหลายอย่างที่ต้องดูแลรับผิดชอบร่วมกัน “เรื่องของราคาจำหน่ายนั้น ทางคณะกรรมการได้กำหนดราคากลางไว้ คือ แต่ละร้านค้าต้องจำหน่ายสินค้าหรือของกินไม่เกิน 20 บาทต่อ 1 อย่าง เว้นแต่รายการอาหารบางอย่างที่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการแล้ว ที่สำคัญที่สุด คือ เรื่องการรักษาความสะอาดของร้านค้าบริเวณรอบๆ ตลาดน้ำ ตลอดจนภาชนะในการปรุงอาหารและขนมต่างๆ ให้ถูกสุขลักษณะ ซึ่งเราจะเน้นในเรื่องนี้มาก เพื่อให้ที่แห่งนี้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจที่สร้างความประทับใจให้กับบรรดาผู้มาเยือนหรือนักท่องเที่ยวให้มากที่สุด” กล่าวได้ว่า หากใครมีโอกาสได้ไปเยือนบรรยากาศตลาดน้ำยะกัง สิ่งที่สัมผัสได้ชัดเจน คือ มวลความสุขผ่านดวงตาและรอยยิ้มของผู้คน เช่นที่แม่ค้าร้านสุกี้บอกเล่าถึงความรู้สึกที่มีตลาดน้ำว่า ดีใจมากที่มีตลาดน้ำยะกังแห่งนี้ เพราะทำให้คนในชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของชุมชนให้คึกคัก จากเมื่อก่อนบางคนเป็นเพียงแม่บ้านใช้ชีวิตเลี้ยงลูกอยู่บ้านไม่ได้มีอาชีพเสริมอะไร แต่พอมีการจัดการตลาดน้ำแห่งนี้ขึ้นมา ทำให้มีรายได้เสริม ทำให้ชุมชนเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ได้เห็นผู้คนมากมายมาเที่ยวซื้ออาหารรับประทานกันอย่างมีความสุข “ตลาดน้ำยะกัง ขนม 100 ปี” จึงเปรียบเสมือนแบบจำลองที่สมบูรณ์ของการใช้ชีวิตอย่าง “พอเพียง” การดำรงวิถีชีวิตเรียบง่าย สมถะ มีความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์พื้นถิ่นที่ดำรงมายาวนาน ผ่านการมีส่วนร่วมของสมาชิกในชุมชนซึ่งยินดียิ่งที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความสุขให้พี่น้องทุกคนที่มาเยือน
สยามรัฐออนไลน์ |

ปูดำ บางปู โกงกาง และการท่องเที่ยว

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ ไม่นานมานี ผู้เขียนมีโอกาสได้ลงไปสัมผัสพื้นที่ ต.บางปู อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี อีกครั้งหนึ่ง ขณะติดตาม อำนวย ฤทธิชัย เกษตรจังหวัดปัตตานี ซึ่งนำคณะกรรมการประกวด “โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ” ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ด้านการประมงระดับประเทศ เข้าเยี่ยมชมการดำเนินงานโครงการ 9101 ส่งเสริมอาชีพกลุ่มเลี้ยงปูดำในบ่อกระเบื้องเชิงธรรมชาติ ณ หมู่ที่ 2 บ้านบาลาดูวอ ตำบลบางปู อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี โดยมี จุไรรัตน์ แสงสวัสดิ์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมโครงการพระราชดำริฯ เป็นหัวหน้าคณะ และ อดุลย์ หมีดเส็น นายอำเภอยะหริ่ง พร้อมด้วยกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และคณะกรรมการดำเนินงานร่วมให้การต้อนรับคณะฯ บ้านบาลาดูวอ ต.บางปู นั้น เป็นชุมชนที่อยู่ริมฝั่งทะเล ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงชายฝั่ง เมื่อมีโครงการ 9101 เกิดขึ้น ชุมชนแห่งนี้จึงมีแนวคิดจัดทำโครงการเลี้ยงปูดำในบ่อกระเบื้องเชิงธรรมชาติขึ้น ใช้พื้นที่จำนวน 2.5 ไร่ริมฝั่งอ่าวบางปูเป็นสถานที่ตั้งโครงการ เบื้องต้นมีสมาชิกเข้าร่วม 130 ราย การจัดการพื้นที่มีการใช้กระเบื้องซีเมนต์กั้นรอบบริเวณเพื่อป้องกันไม่ให้ปูหลุดออกไป และผ่านการเลี้ยงแบบธรรมชาติ เช่น ใช้สาหร่ายทะเลในพื้นที่เป็นอาหารปู มีการรับซื้อลูกปูหรือปูขนาดเล็กที่ยังไม่โตเต็มที่จากชาวประมงเพื่อมาขุนให้โต จากนั้นจึงจับปูที่ได้ขนาดออกจำหน่าย ผลจากการเลี้ยงรอบแรกสามารถสร้างรายได้หมุนเวียนเข้ากลุ่มกว่า 5 หมื่นบาท มีเงินทุนหมุนเวียนในการรับซื้อปูเล็กอีก 2 หมื่นบาท และในอนาคต จะมีการขยายพื้นที่เพิ่มอีก 3 ไร่อีกด้วย ฮาบิบ เพชรเบ็ญวาฮับ สมาชิกกลุ่มเลี้ยงปูดำเชิงอนุรักษ์ ให้ข้อมูลว่า โดยธรรมชาติของคนในพื้นที่แห่งนี้จะประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน เรื่องเกี่ยวกับปูดำนั้นจะมีความชำนาญและความรู้ในการเลี้ยงเป็นพิเศษอยู่แล้ว ปกติก่อนหน้านี้การจับปูดำของชาวประมงแถบนี้ คือ จับได้แล้วจะนำไปขายต่อให้พ่อค้าโดยตรง จึงเกรงว่าสักวันหนึ่งปูดำจะหมดไปเนื่องจากไม่มีการขยายพันธุ์ หรือต่างคนต่างจับ ไม่มีการร่วมกันอนุรักษ์ดูแลระยะยาว “พวกเราเลยเล็งเห็นถึงความสำคัญของการเลี้ยงปูให้อยู่ในรูปแบบการอนุรักษ์มากกว่า เพราะจะสร้างรายได้ระยะยาวให้แก่ชุมชน จากเมื่อก่อนแทนที่จะขายปูดำที่จับได้ตัวเล็กๆ กิโลกรัมละ 120 บาท แต่เมื่อชาวบ้านนำมาขายให้กับเรา เราก็จะเพาะเลี้ยงให้ปูนั้นตัวใหญ่ได้ขนาด 2 ตัวต่อกิโลกรัม ซึ่งจะทำให้ขายได้ราคามากถึงกิโลกรัมละ 350-400 บาท แต่หากเป็นปูตัวเมียที่กำลังมีไข่ เราจะเก็บไว้ขยายพันธุ์และปล่อยกลับสู่ธรรมชาติต่อไป เพื่อให้ชาวบ้านได้มีรายได้ที่มั่นคง และทำให้อาชีพปูดำอยู่คู่กับชาวบ้านที่นี่ต่อไป” ขณะที่อีกด้านหนึ่ง อดุลย์ หมีดเส็น นายอำเภอยะหริ่ง กล่าวว่า ทางอำเภอยะหริ่งมีนโยบายในการอนุรักษ์และรักษาแนวป่าชายเลนให้คงความอุดมสมบูรณ์ เพื่อเป็นแหล่งอาชีพ ฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่น และผลักดันให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ สำหรับการเลี้ยงปูดำของกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงปูดำเชิงอนุรักษ์นี้ เป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้ ชุมชนได้มีส่วนร่วมในการต่อยอดโครงการให้เกิดความยั่งยืน นอกจากเกิดรายได้กับชุมชนแล้ว ยังมีการอนุรักษ์ธรรมชาติ ปลูกฝังให้คนในชุมชนรักและหวงแหนทรัพยากรที่มีอยู่ให้อยู่คู่ ต.บางปู อ.ยะหริ่ง อย่างยั่งยืน เสร็จจากการติดตามเรื่องปูดำ ผู้เขียนเลยถือโอกาสที่ยังพอมีเวลาเหลืออยู่บ้าง นั่งเรือร่วมกับเพื่อนสื่อมวลชนล่องไปท่องเที่ยวในป่าโกงกางบางปูซึ่งกำลังมีชื่อเสียงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยครั้งที่ ศิรวี วาเล๊าะ ดำรงตำแหน่งท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดปัตตานี พยายามผลักดันเรื่อง 10 ชุมชนท่องเที่ยวปัตตานีอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ประกอบด้วย ชุมชนท่องเที่ยวทรายขาว ชุมชนท่องเที่ยวจะบังติกอ ชุมชนท่องเที่ยวตันหยงลุโล๊ะ ชุมชนท่องเที่ยวน้ำบ่อ ชุมชนท่องเที่ยวยะหริ่ง ชุมชนท่องเที่ยวแหลมโพธิ์ ชุมชนท่องเที่ยวยะรัง ชุมชนท่องเที่ยวบาราโหม ชุมชนท่องเที่ยวตุยง และชุมชนท่องเที่ยวบางปูแห่งนี้ ทั้งนี้ แต่ละชุมชนมีจุดประสงค์ที่จะใช้กลไกเครือข่ายการมีส่วนร่วมของชุมชนในการเพิ่มศักยภาพด้านการท่องเที่ยว เป็นการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ไม่ทำลายวัฒนธรรมและประเพณีของแต่ละชุมชน แต่ละพื้นที่มีสถานท่องเที่ยวที่หลากหลายไม่ซ้ำกัน มีสถานที่ท่องเที่ยวครบวงจรจากทะเลจรดภูเขา สำหรับ “ชุมชนท่องเที่ยวบางปู” เป็นชุมชนที่มีจุดเด่นเรื่องการท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ มีแหล่งท่องเที่ยวภายในชุมชนเป็นป่าชายเลนที่มีระบบนิเวศที่สมบูรณ์ กิจกรรมหลักที่สนับสนุนการท่องเที่ยว เช่น การล่องเรือชมป่าชายเลน ลอดซุ้มอุโมงค์โกงกาง การตกปลาในอ่าวปัตตานี การนั่งเรือชมพระอาทิตย์ และดูนกนานาพันธุ์ รวมถึงจุดเด่นสำคัญประการหนึ่งคือ ธรรมชาติของผู้คนที่ใสซื่อบริสุทธิ์ มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาท้องถิ่นของตนให้ยั่งยืน สอดคล้องกับวิถีชีวิตและหลักศรัทธาความเชื่อ การนั่งเรือชมวิถีธรรมชาติป่าชายเลน ปกติจะใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมงต่อรอบ สนนราคาเหมาลำประมาณ 600 บาท รอบนี้คนขับเรือตระเวนพาเที่ยวท่องอย่างอิ่มเอมในอารมณ์ เริ่มจากท่าเรือบริเวณไม่ไกลนักจากจุดที่ตั้งของโครงการเลี้ยงปูดำ เรือลำน้อยค่อยๆ ลัดเลาะไปตามลำน้ำสายเล็ก สองฟากโอบอุ้มด้วยพรรณไม้เขียวชอุ่ม บางช่วงได้พบกับชาวบ้านที่กำลังว่างข่ายดักปลาหรือวางลอบดักปูดำในบริเวณป่าชายเลน ทักทายด้วยอัธยาศัยอันดีต่อกัน ถึงช่วงลอดซุ้มอุโมงค์โกงกางที่แผ่กิ่งก้านปกคลุมจนร่มครึ้ม ทิ้งเงาพลิ้วไหวในสายน้ำตัดแสงแดดยามเย็นย่ำดูสวยงามเป็นยิ่ง บางช่วงคนเรือหยุดเรือให้ดื่มด่ำกับธรรมชาติอย่างเต็มที่ ก่อนที่จะแล่นผ่านอุโมงค์โกงกางความยาวประมาณ 700-800 เมตร กว้างประมาณ 6 เมตร เรือออกสู่ท้องทะเลอ่าวปัตตานี จุดในของโค้งสันทรายที่โอบกอดทะเลในไว้ด้วยอ่าวโค้งรูปวงรี ปากอ่าวเชื่อมกับอ่าวไทย ด้วยแนวสันทรายของ “แหลมตาชี” หรือ “แหลมโพธิ์” คนขับเรือชี้ไม้ชี้มือให้ดู พร้อมกับเล่าว่า จุดหนึ่งที่เห็นบริเวณทะเลในของอ่าวปัตตานี คือจุดที่มีเรือโบราณจมอยู่ เพราะเวิ้งอ่าวนี้คือจุดจอดเรือสินค้าสมัยโบราณ ก่อนจะพาคณะเราขึ้นไปพักผ่อนบนแคร่ไม้ไผ่ในป่าโกงกาง อันเป็นจุดชมวิวอ่าวปัตตานีที่มีเสน่ห์ยิ่ง นั่งนิ่งๆ มองวิถีการทำประมงพื้นบ้านที่หลากหลาย ทั้งการว่างข่ายดักกุ้งหอยปูปลา การดักปลาด้วยซั้ง หรือการตีน้ำไล่ปลากระบอก “ต้นโกงกางแถบนี้ปลูกมาได้เป็นสิบๆ ปีแล้ว สมัยก่อนมีการให้สัมปทานป่าโกงกาง เพื่อนำไม้โกงกางไปเผาเป็นถ่าน ตอนหลังเขาห้ามตัดแล้ว เพราะกลายเป็นจุดขายในเชิงการท่องเที่ยวซึ่งสร้างรายให้ให้แก่คนในชุมชนได้มาก แล้วยังมีฝูงนกมาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก กลางคืนก็มีฝูงหิ่งห้อยอีกด้วย” ระหว่างนี้มีนักท่องเที่ยวสาวจากมาเลเซีย 2 คน นั่งเรือท่องเที่ยว คนขับเรือนำมาขึ้นท่าบนจุดพักเช่นกัน จึงได้พูดคุยทราบว่ามาเยี่ยมเยือนเพื่อนแถวนี้ เสร็จจากพักผ่อนเรือ 2 ลำจึงแล่นเคียงคู่กันไป สัมผัสบรรยากาศยามโพล้เพล้ของบางปูขณะหมู่วิหคหลากหลายชนิดบินกันว่อนฟ้า เช่น กระยางขาว นกกาน้ำ เหยี่ยว ฯลฯ บ้างเกาะอยู่รายเรียงตามต้นโกงกางหรือไม้ใหญ่ กระทั่งจบทริปต่างขึ้นฝั่งยังท่าเรือเดิมที่ก้าวขึ้นเรือ ถือเป็นอันครบรอบวงกลมสำหรับการนั่งเรือท่องเที่ยวป่าชายเลนและอุโมงค์โกงกางบางปู ขาดก็แต่การล่องเรือชมหิ่งห้อยยามค่ำคืนเท่านั้น ปูดำ บางปู โกงกาง และกระแสการท่องเที่ยว ใน “ชุมชนท่องเที่ยวบางปู” ถือเป็นหนึ่งในจุดท่องเที่ยวสำคัญของพื้นที่ชายแดนใต้ที่ถูกกล่าวถึงมากเวลานี้ เพราะชาวบ้านในพื้นที่มีการรวมกลุ่มทำบ้านพัก โฮมสเตย์ รองรับกระแสท่องเที่ยว มีการจัดทริปทั้งเที่ยวทั้งกินไว้รองรับนักท่องเที่ยวจากที่ต่างๆ สวนทางกับข่าวคราวด้านลบของพื้นที่ อย่างน้อยนักท่องเที่ยวที่มาสัมผัสพื้นที่ย่อมรู้สึกปลอดภัย เพราะที่นี่... “เสน่ห์บางปู” ถือได้ว่าเป็นการจัดการด้านการท่องเที่ยว “โดยชุมชน” ทำให้ทุกคนต้องช่วยกันบริหารจัดการ ช่วยกันดูแล เพื่อไม่ให้เกิดภาพลบที่จะสร้างผลกระทบต่อภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวซึ่งเป็นช่องทางสร้างรายได้ให้แก่ผู้คนและชุมชน
สยามรัฐออนไลน์ |

ปัจจัยหนุนความเป็นธรรมใน จชต. (2)

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ ผลการวิจัยเรื่อง “ปัจจัยที่ส่งผลต่อการอำนวยความเป็นธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้” โดย ศิริวิตญ์ ดอกแก้ว สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยศรีปทุม สะท้อนปัจจัยด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนกลุ่มเป้าหมายในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า การบูรณาการและการพัฒนาพื้นที่ให้สามารถบูรณาการแผนงานโครงการงบประมาณระหว่างหน่วยงาน สร้างความเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ระดับประเทศและระดับพื้นที่ให้เป็นไปในทิศทางอันเดียวกัน และสอดคล้องกับศักยภาพและความต้องการของประชาชน ทำให้มีการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์และกลุ่มเป้าหมายอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่ผ่านมา ทุกหน่วยงานได้ดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมายภายใต้กฎหมายที่กำหนดได้ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี ทั้งด้านการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทางด้านร่างกาย การช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทางด้านทรัพย์สิน การช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ได้รับผลกระทบด้านเศรษฐกิจ การศึกษา การไปประกอบพิธีฮัจญ์ และการอูมเราะห์ โดยหน่วยงาน ศอ.บต.เป็นหน่วยงานหลักในการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รวมทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความรุนแรงซึ่งได้ดำเนินการเต็มตามศักยภาพตามที่ได้รับมอบหมาย จึงได้รับความไว้วางใจ ความเชื่อมั่นจากประชาชนเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ ระบบการอำนวยความเป็นธรรมของหน่วยงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่งผลให้มีการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบให้ดีขึ้น แต่ระบบการเยียวยาอาจยังล่าช้า เพราะต้องมีมติเอกฉันท์ 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายทหาร ฝ่ายปกครอง และฝ่ายตำรวจ ซึ่งหากใช้มติเพียงสองใน 3 ฝ่าย ก็จะทำให้ระบบการเยียวยามีความรวดเร็วมากขึ้น สำหรับปัจจัยสุดท้าย คือ ปัจจัยด้านการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนจนได้ข้อยุติ การอำนวยความเป็นธรรม การสร้างความเชื่อถือศรัทธาและความเชื่อมั่นต่อหน่วยงานภาครัฐ และการพัฒนาโครงร้างพื้นฐานและการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนจนได้ข้อยุติ ย่อมมีผลต่อการเสริมสร้างสันติสุขในพื้นที่และเอื้อต่อการพัฒนาพื้นที่ การสร้างโอกาส สร้างรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ความเสมอภาคและความเท่าเทียมในสังคม ซึ่งหน่วยงานศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เป็นหน่วยงานที่มีผลการประเมินจากประชาชนมากที่สุด เพราะมีบัณฑิตอาสามาช่วยในพื้นที่ ทำให้มีการสื่อสารและได้รับความไว้วางใจจากประชาชน นอกจากนี้ เป็นเรื่องของการรับเรื่องราวร้องทุกข์ การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และการให้บริการต่างๆ อย่างเบ็ดเสร็จ เป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน ซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ประชาชนได้ตามกรอบและโครงสร้างตามอำนาจหน้าที่ ภายใต้กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาแนวทางการอำนวยความเป็นธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พบว่า ทุกหน่วยงานควรมีการทำงานเชิงรุกให้มากขึ้น และมีการบูรณาการการทำงานร่วมกันที่ชัดเจน มีเอกภาพ ซึ่งการจัดโครงสร้างในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องเอื้อต่อการให้เกิดสันติสุขในพื้นที่ โดยการนำระบบ “ยุติธรรมเปลี่ยนผ่าน” มาใช้ในพื้นที่ ทั้งนี้จะต้องมีการแยกประเด็นการนำความในมาตรา 21 (การอบรมแทนการฟ้อง) มาบังคับใช้ร่วมกับระบบยุติธรรมเปลี่ยนผ่าน ทั้งด้านระบบนิติรัฐ การสร้างความเข้าใจ การสร้างการยอมรับหรือความเชื่อมั่นให้ประชาชน เพื่อนำสู่สันติสุขอย่างแท้จริง การส่งเสริมบาทบาทอาสาสมัครและเครือข่ายการอำนวยความเป็นธรรมให้ประชาชนในระดับพื้นที่ การประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้ให้ประชาชนที่หลากหลายช่องทางและสะดวก การจัดอบรมให้ความรู้ด้านกฎหมายและการให้บริการประชาชนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยความเป็นธรรมที่สำคัญร่วมกัน เช่น ของกระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม และสภาทนายความในพื้นที่ การสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยเฉพาะผู้นำศาสนาเข้ามามีส่วนร่วมให้มากขึ้น และการให้ความสำคัญการหน่วยปฏิบัติระดับอำเภอเพราะใกล้ชิดกับประชาชน ซึ่ง ศอ.บต. มีบัณฑิตอาสาเป็นตัวแทนในระดับหมู่บ้านด้วย จะต้องมีการติดตาม การประเมินผล และการมอบบทบาทและภารกิจให้หน่วยปฏิบัติที่ชัดเจน เหล่านี้ จึงเป็นข้อสรุปของผลการศึกษาวิจัยว่า ระดับการอำนวยความเป็นธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่ในระดับมาก ปัจจัยที่ส่งผลต่อการอำนวยความเป็นธรรมได้แก่ นโยบายรัฐบาล การเมือง คุณลักษณะของหน่วยปฏิบัติ การสื่อข้อความ การบังคับใช้กฎหมาย ทัศนคติของผู้ปฏิบัติ เศรษฐกิจและสังคม ปัญหาของการอำนวยความเป็นธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือการบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการติดตามงาน สำหรับแนวทางในการพัฒนาการอำนวยความเป็นธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือการนิเทศงานด้านการอำนวยความเป็นธรรมในพื้นที่ ผู้นำควรให้ความสำคัญ การสร้างจิตสำนึก และการมีส่วนร่วมของประชาชน และแนวทางในการอำนวยความเป็นธรรมที่สำคัญ ได้แก่การบูรณาการทุกภาคส่วนและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม มีการรายงานความคืบหน้าให้ประชาชนผู้รับบริการทราบเป็นระยะๆ การปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่นอย่างเข้มงวดมากขึ้น การลงโทษข้าราชการที่ประพฤติตนไม่เหมาะสม หรือทำให้เกิดเงื่อนไขที่ประชาชน ในที่สุดจึงนำไปสู่ข้อแนะจากการศึกษา ว่า ควรมีการจัดโครงสร้างหน่วยงานที่มีความคล่องตัวและการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนให้มีรูปแบบที่ชัดเจน และการบูรณาการระหว่าง ตำรวจ ทหาร และพลเรือนในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ แล้วการเสริมสร้างความตระหนักรู้ด้านกฎหมายแก่ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเปิดช่องทางให้ประชาชนเข้าถึงความเป็นธรรมได้มากขึ้น ทั้งภาครัฐ และเอกชน เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงได้โดยสะดวก มีการสื่อสารประชาสัมพันธ์ที่ดี มีการทำงานเชิงรุก และการพัฒนาองค์กรที่ไม่หยุดนิ่ง
สยามรัฐออนไลน์ |

ปัจจัยหนุนความเป็นธรรมใน จชต.

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ ตลอดหลายปีมานี้ รากเหง้าปัญหาหนึ่งที่มักถูกหยิบยกมากล่าวถึงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ เรื่องของการ “อำนวยความเป็นธรรม” จากภาครัฐ สู่ภาคประชาชน นำไปสู่การร้องเรียนอย่างต่อเนื่อง แต่ในอีกแง่มุมหนึ่ง ข้าราชการส่วนหนึ่ง ก็พยายามปฏิบัติหน้าที่ด้านการอำนวยความเป็นธรรมอย่างเต็มที่ จึงเกิดช่องว่างว่า สรุปแล้วความจริงในเรื่องเหล่านี้เป็นอย่างไร และทุกคนทุกฝ่าย ควรจะหาทางแก้ไข หรือมีข้อเสนอแนะต่อเรื่องนี้เช่นใด มีผลการวิจัยเรื่อง “ปัจจัยที่ส่งผลต่อการอำนวยความเป็นธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้” โดย ศิริวิตญ์ ดอกแก้ว สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ที่สะท้อนภาพรวมเรื่องนี้ได้อย่างน่าสนใจ โดยการตั้งวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อ 1) ศึกษาระดับการอำนวยความเป็นธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ 2) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการอำนวยความเป็นธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ 3) ศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการอำนวยความเป็นธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4) ศึกษาแนวทางการอำนวยความเป็นธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยใช้การวิจัยแบบผสม ซึ่งการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรคือ ข้าราชการฝ่ายพลเรือน สังกัดศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ และสังกัดกระทรวงมหาดไทย จำนวน 1,061 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ สถิติที่ใช้คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงพหุคูณ ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญคือ นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ และผู้นำภาคประชาชน จำนวน 15 คนโดยการสัมภาษณ์และสนทนากลุ่ม ผลการศึกษาวิจัยพบว่า ระดับการอำนวยความเป็นธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่ในระดับมาก ปัจจัยที่ส่งผลต่อการอำนวยความเป็นธรรมได้แก่ นโยบายรัฐบาล การเมือง คุณลักษณะของหน่วยปฏิบัติ การสื่อข้อความ การบังคับใช้กฎหมาย ทัศนคติของผู้ปฏิบัติ เศรษฐกิจและสังคม ส่วนปัญหาของการอำนวยความเป็นธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือการบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการติดตามงาน สำหรับแนวทางในการพัฒนาการอำนวยความเป็นธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือการนิเทศงานด้านการอำนวยความเป็นธรรมในพื้นที่ ผู้นำควรให้ความสำคัญ การสร้างจิตสำนึก และการมีส่วนร่วมของประชาชน อย่างไรก็ตาม ด้วยปัญหาเรื่องการอำนวยความเป็นธรรมเป็นเรื่องสำคัญ ที่ส่งผลต่อทิศทางการแก้ไขปัญหาในพื้นที่เป็นอย่างมาก ผู้เขียนจึงขออนุญาตนำผลการศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการอำนวยความเป็นธรรมให้ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ 4 ด้าน มานำเสนอโดยละเอียด ดังนี้ เริ่มจาก ปัจจัยด้านประสิทธิภาพของการแก้ปัญหาการละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐจนได้ข้อยุติ ผู้วิจัยซึ่งก็คือ ดร.ศิริวิตญ์ ดอกแก้ว นำเสนอว่า ตามพระราชบัญญัติการบริหารราชการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2553 ซึ่งกำหนดให้ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) มีอำนาจหน้าที่ในการพัฒนาบุคลากรและให้อำนาจโยกย้ายตามความเหมาะสมได้ เกิดประสิทธิภาพของการแก้ปัญหาการละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐจนได้ข้อยุติจำนวนมากตามเจตนารมณ์ของกฎหมายพอสมควรเพราะ และในระดับภูมิภาคนั้น จังหวัด และอำเภอก็มีการดำเนินการได้ดีอยู่แล้ว เรื่องการควบคุมตรวจสอบ กำกับดูแลให้ข้าราชการในพื้นที่มีการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง และการบังคับใช้กฎหมายด้วยความเสมอภาค เท่าเทียมและเป็นธรรมยังเป็นสิ่งที่จำเป็นในพื้นที่พิเศษซึ่งมีความละเอียดอ่อนทางอัตลักษณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังมีช่องว่างในการปฏิบัติระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ระหว่างกระทรวงยุติธรรมกับกระทรวงมหาดไทยที่มีศูนย์ดำรงธรรมทั้งในระดับกระทรวง ระดับกรม ระดับจังหวัด และระดับอำเภอ ส่วนของกระทรวงยุติธรรมยังมีศูนย์ระดับกระทรวง ระดับกรม ระดับจังหวัด และระดับตำบลด้วย ซึ่งอาจมีความซ้ำซ้อนและขาดการบูรณาการการทำงานที่มีประสิทธิภาพ สำหรับประเด็นที่ 2 เรื่องปัจจัยด้านความเชื่อมั่นด้านการค้าและการลงทุน ด้านการค้าการลงทุนปัจจุบันได้รับการยอมรับในระดับหนึ่ง บางครั้งก็อาจมีผลประโยชน์ทับซ้อน ของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ เช่น เจ้าหน้าที่เทศกิจ กับร้านค้า หรือกับจุดจอดรถยนต์รับจ้าง ในหลายพื้นที่ยังมีการจ่ายผลประโยชน์กันอยู่บ้าง ถ้าเราให้ความสำคัญกับทุกคน นักลงทุนหรือผู้ประกอบการย่อมมีความมั่นใจเข้ามาลงทุนในพื้นที่มากขึ้น ทั้งนี้ต้องสร้างความมั่นใจเรื่องความปลอดภัย การค้าการลงทุนและการตลาดในพื้นที่ได้พอสมควรและทิศทางการพัฒนาที่ชัดเจน ซึ่งการลงทุนขนาดใหญ่อาจต้องใช้มาตรการการจูงใจเสริมมากขึ้น การสร้างโอกาส ความเสมอภาคและความเท่าเทียมกันทางสังคม ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม การให้โอกาสในการพัฒนาอาชีพและรายได้ การสร้างโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคง นำมาซึ่งความเชื่อมั่นด้านการค้าและการลงทุนในพื้นที่ได้ การอำนวยความเป็นธรรมให้คนในพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบรายย่อย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประชาชนระดับรากหญ้า แต่การอำนวยความเป็นธรรมด้านเศรษฐกิจระดับมหภาคที่มีผลต่อการค้าการลงทุน ยังอยู่ในมือของกลุ่มทุนใหญ่ที่ผูกขาดอยู่อย่างเหนียวแน่นในปัจจุบัน ไว้ตอนต่อไปผู้เขียนจะลงลึกในรายละเอียดถึงปัจจัยด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนกลุ่มเป้าหมายในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ ปัจจัยด้านการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนจนได้ข้อยุติ รวมถึงข้อเสนอแนะที่น่าจะมีประโยชน์ยิ่ง หากผู้ปฏิบัติงานหรือหน่วยงานรัฐ นำไปใช้ทำงานจริงในพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การอำนวยความเป็นธรรมให้แก่ประชาชนได้อย่างแท้จริง
สยามรัฐออนไลน์ |

“ตูน บอดี้สแลม” กับปรากฏการณ์ใหม่ที่ชายแดนใต้

ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ “ตลอดทางที่ผ่านมา มีแต่ความรักที่ให้ผม มีแต่รอยยิ้มที่ให้กัน มันเป็นสีชมพูครับ” คำตอบของ “ตูน” ซึ่งตอบผู้สื่อข่าวที่มาสัมภาษณ์ด้วยคำถามว่า “ก่อนหน้านี้เราเห็นภาพของภาคใต้เป็นพื้นที่สีแดง แต่วันนี้มาสัมผัสด้วยตัวเองรู้สึกยังไงบ้าง” เหมือนได้ทลายกำแพงแห่งความสงสัยลงไป โดยเฉพาะกับคำถาม “ไม่กลัวหรือที่จะต้องไปเริ่มต้นวิ่งที่เบตง แล้วผ่านเส้นทางอันตรายทั้งนั้น” ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ อัยเยอร์เวง ธารโต บันนังสตา กรงปินัง ฯลฯ หากทว่า “รอยยิ้ม” ของตูนขณะวิ่งผ่าน “เรดโซน” หรือพื้นที่สีแดง ที่ทั้งสื่อและผู้คนจำนวนหนึ่งเชื่อว่าเป็นพื้นที่อันตรายสุด นอกจากสะท้อนความไม่กลัวเกรงแล้ว ยังสามารถผูกสัมพันธ์ผู้คนมากมายที่มายืนรอริมถนนเพื่อร่วมบริจาคเงินและคอยต้อนรับด้วยความยินดี ทั้งเด็กเล็ก-ผู้ใหญ่-คนสูงอายุ ทั้งพุทธ-มุสลิม นักร้องหนุ่ม อาทิวราห์ คงมาลัย หรือ “ตูน บอดี้สแลม” นำทีมวิ่งในโครงการ “ก้าวคนละก้าว เพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ” โดยออกสตาร์ทจากอุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ อ.เบตง จ.ยะลา เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 และผ่านอำเภอเมืองยะลา อีก 3 วันต่อมา ตั้งเป้าถึง อ.แม่สาย จ.เชียงราย วันที่ 25 ธันวาคม 2560 รวมระยะทาง 2,191 กิโลเมตร เพื่อหาเงินบริจาคซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับ 11 โรงพยาบาลศูนย์ทั่วประเทศ เขาเกิดเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2522 ที่จังหวัดสุพรรณบุรี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยระดับเกียรตินิยมอันดับ 1 เป็นผู้เข้าแข่งขันกีฬาเทเบิลเทนนิสระดับชาติอย่างต่อเนื่อง กระทั่งได้รับเชิญเป็นทูตกีฬาเทเบิลเทนนิส จากสมาคมเทเบิลเทนนิสแห่งประเทศไทย ได้รับรางวัลในฐานะ “ลูกกตัญญูดีเด่น” เนื่องในวันแม่แห่งชาติ พ.ศ.2549 เป็นนักร้อง/นักแต่งเพลงวงร็อคสัญชาติไทย “บอดี้ สแลม” ด้วยต้นทุนที่มีอยู่แล้ว กอปรกับการ “ลงมือทำ” กิจกรรมสร้างสรรค์ให้แก่สังคมอย่างจริงจัง ทำให้ชื่อของ ตูน บอดี้สแลม กลายเป็น “ไอดอล” ของผู้คนทั่วประเทศ มีคนมาร่วมวิ่ง มาต้อนรับ และขอ “เซลฟี่” กันมากมาย ก่อนหน้านี้ในปี พ.ศ.2559 เขาสร้างปรากฏการณ์สำคัญ ด้วยการทำโครงการ “ก้าวคนละก้าว เพื่อโรงพยาบาลบางสะพาน” นำเงินบริจาคมอบให้โรงพยาบาลบางสะพาน เพื่อจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ โดยวิ่งจากกรุงเทพมหานครสู่ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ตั้งแต่วันที่ 1-10 ธันวาคม 2559 วันละ 40 กิโลเมตร รวมระยะทาง 400 กิโลเมตร ก่อนที่จะตามมาด้วยโครงการ “ก้าวคนละก้าว เพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ” “พี่ตูน” เจ้าของเสียงร้องเพลง “แสงสุดท้าย” ของวงบอดี้ สแลม กลายเป็นแสงแรกแห่งแรงบันดาลใจให้ผู้คนมากมาย ภาพที่สื่อมวลชนถ่ายทอดบรรยากาศการวิ่ง จะเห็นชาวบ้านยืนรอต้อนรับตลอดสองข้างทาง หลายคนถึงขนาดนำกระแสตูนฟีเวอร์ ไปเปรียบเทียบกับสิ่งที่ตนเองหรือองค์กรที่ตนเองสังกัดอยู่ดำเนินมาก่อนหน้า หรือกับ “ความต่าง” ที่ตนศรัทธา ผู้เขียนเห็นว่า แทนที่จะมองที่กระแสตูน คงต้องกลับไปมอง “ตัวเอง” เป็นหลักก่อน ว่ามีจุดบกพร่องตรงไหน ทำไมทำกิจกรรมดีๆ แล้วถึงไม่ได้รับการยอมรับ หรือไม่อาจสร้างกระแสได้เทียบเท่า หลายคนวิพากษ์ในประเด็นว่าด้วย “หลักการทางศาสนา” ซึ่งว่าไปแล้ว ตามหลักการของศาสนาอิสลาม เป็นสิ่งไม่เหมาะสมเมื่อมุสลิมมะห์ที่สวมฮิญาบถ่ายภาพกับชายที่ไม่ใช่สามีหรือญาติ แต่น่าเสียดายที่ท่วงทำนองของการว่ากล่าวตักเตือน กลับ “สุดโต่ง” เต็มไปด้วยอารมณ์ ขาดเหตุผลและเจตนาที่ดีมารองรับ กระแสจึงถูกตีกลับโดยทันที หลายคนวิจารณ์ถึงระดับ “โครงสร้าง” ตีกระทบชิ่งถึงรัฐบาล ภาคราชการ หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงด้านสาธารณสุข แต่กลับไม่ย้อนมองตัวเองว่าได้ลงมือทำอะไรบ้างที่ก่อให้เกิดผลดี แม้ไม่ถึงขั้นหวังทลายปราการระดับโครงสร้าง แต่อย่างน้อยก็ขอให้สร้างแรงบันดาลใจระดับ “ปัจเจก” ได้บ้าง ในสังคมที่ถูกมองว่ากำลังอ่อนแอ หากทว่า หลายคนวิเคราะห์กระแส “ตูนฟีเวอร์” อย่างน่าสนใจ มีเหตุมีผล มี “แรงบันดาลใจ” ใหม่ และเป็นปรากฏการณ์สำคัญสะท้อน “สังคมพหุวัฒนธรรม” อย่างเป็นธรรมชาติในพื้นที่ชายแดนใต้ เช่นที่ หลวงเปี๊ยก ทีมงานกะเบ่อะเมา ผู้นำชุมชนที่ธารโต บอกว่า “ถือเป็นอีกหนึ่งประวัติศาสตร์ชายแดนใต้ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มทำอย่างไรถึงจะได้มีภาพแบบนี้บ่อยๆ” ขณะที่ นิโอะ นิมุ นักการศึกษาคนสำคัญที่นราธิวาส โพสต์ภาพและข้อความในเฟซบุ๊กว่า “แห่แชร์ภาพแห่งความตื้นตัน ตูน บอดี้สแลม รับสลามกับชาวมุสลิม สานสัมพันธ์ด้ามขวานให้จับมือกันได้อีกครั้ง” สุวรา แก้วนุ้ย อาจารย์จาก มอ.ปัตตานี สะท้อนปมคำถาม “ชายแดนใต้ได้อะไรจากโครงการก้าว” ได้อย่างรอบด้านว่า มากกว่าเงินบริจาคให้โรงพยาบาลยะลา คือ ความรักและสิ่งสวยงามในพื้นที่ที่ปรากฏสู่สาธารณะ การเริ่มต้นวิ่งจากใต้สุดแดนสยาม อ.เบตง พื้นที่ความขัดแย้งรุนแรงถึงตายที่หลายคนหวาดกลัว นับเป็นความกล้าหาญ และการเปลี่ยนแปลงความรู้สึกของผู้คนต่อพื้นที่นี้ยิ่งนัก หากมองถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นในบางมุมที่ได้เฝ้ามอง พบว่า 1) สังคมภายนอกเห็นความงดงามของธรรมชาติในพื้นที่ : เส้นทางหลักที่พี่ตูนวิ่ง ตั้งแต่จุดเริ่มต้นวันแรก ไปยังจุดพักต่างๆ ได้ผ่านความงดงามตามธรรมชาติในพื้นที่ที่ถูกซ่อนเร้นเอาไว้ ยังไม่ค่อยปรากฏสู่สาธารณะมากนัก เช่น ความงามของภูเขา ทะเลหมอก แม่น้ำ หรือน้ำตก ในพื้นที่ อ.เบตง อ.ธารโต อ.บันนังสตา การวิ่งไปไลฟ์สดไปด้วย ทำให้สิ่งเหล่านี้ถูกสื่อสารออกสู่ภายนอก จนสังเกตเห็นหลายต่อหลายคอมเม้นท์ที่อยากมาเที่ยว มาปั่นจักรยาน หรือมาเยือนพื้นที่นี้สักครั้ง 2) สังคมภายนอกเห็นวิถีชีวิตและมีโอกาสเข้าใจวัฒนธรรมของพื้นที่นี้มากขึ้น : การวิ่งนับเป็นเครื่องมือในการพบปะผู้คน อย่างตั้งใจหรือไม่ตั้งใจฉันไม่รู้ แต่การวิ่งครั้งนี้ทำให้คนไทยทั้งประเทศ และผู้คนอีกหลายแห่งบนโลกใบนี้ เห็นว่าความเป็นอยู่และวัฒนธรรมพี่น้องมุสลิม พี่น้องพุทธ ในพื้นที่ ยังมีความเป็นอยู่ที่พึ่งพิงกัน และพวกเราก็ยังเป็นคนธรรมดาที่ไม่ได้น่ากลัวกว่าคนซีกอื่นของประเทศ และ “เราน่ารักกว่าที่หลายคนคิดนะ” 3) ผู้คนจากชายแดนใต้/ปาตานีมีรอยยิ้มแห่งความสุข ที่สื่อสารให้ผู้คนในประเทศ และโลกใบนี้ : หลายคนหวาดกลัวที่จะมาเยือนชายแดนใต้ แค่บอกชื่อจังหวัดว่ามาจาก ยะลา นราธิวาส ปัตตานี ให้คนข้างนอกฟัง หลายครั้งเราก็ถูกหวาดกลัวโดยเราไม่รู้ตัวว่าทำอะไรผิด หลายคนมองว่าเราคงมีทุกข์มากกว่าสุข แต่ในมุมของสิ่งที่เกิดขึ้นจากการวิ่งตลอด 5 วันที่ผ่านมา พวกเราพร้อมเป็นผู้ส่งความสุขให้สังคมนี้ ไม่ต่างจากผู้คนที่อยู่ในพื้นที่อื่น และเราเองต้องการความสุขที่ส่งจากภายนอก เข้ามาเช่นกัน 4) พวกเราเกิดปฏิสัมพันธ์กันเองภายใน ที่ลดช่องว่างทางความไม่ไว้ใจ : จากสถานการณ์ที่มีความรุนแรง ทำให้ความสัมพันธ์ของผู้คนจางหายไปมาก หลายครั้งประชาชนก็จะหวาดระแวงเมื่ออยู่ใกล้เจ้าหน้าที่ และพี่น้องพุทธจะทักทายพี่น้องมุสลิมน้อยลง แต่สิ่งที่ฉันได้เห็นระหว่างทางของการวิ่ง คือ ผู้คนในพื้นที่ต่างมีรอยยิ้มและมีน้ำใจให้กัน ไม่แบ่งฉันแบ่งเธอ ชาวบ้านกับทหาร/เจ้าหน้าที่รัฐ พูดคุยกันได้ เหมือนเราอยู่ด้วยกันมานานแต่แค่หวาดหวั่นที่จะใกล้กัน แต่ถ้าเราขยับเข้ามาใกล้กัน มีเครื่องมือสร้างความสัมพันธ์ “เธอกับฉันก็อยู่ร่วมกันได้ดังเดิม” 5) การแบ่งปันและเป็นผู้ให้ มีมากมายอยู่ในพื้นที่นี้ : น้ำใจที่หลั่งไหลมาสู่การบริจาคให้พี่ตูนมีทุกวัน ข้อมูลที่ปรากฏ คือ ยอดบริจาคริมทางที่พี่ตูนผ่านในพื้นที่ชายแดนใต้ มียอดบริจาคประมาณวันละ 1 ล้านบาท สิ่งนี้เป็นตัวสะท้อนว่ามีคนในพื้นที่จำนวนมากที่พร้อมเป็นผู้แบ่งปันให้กับคนอื่น แม้เราจะอยู่ในพื้นที่ที่มีสถานการณ์ไม่ปกติแบบส่วนอื่นของประเทศ แต่สิ่งนี้ก็ไม่เคยทำให้เราแล้งน้ำใจเลย นั่นคือสิ่งที่ อ.สุวรา แก้วนุ้ย ฉายให้เห็นภาพอย่างน่าสนใจยิ่ง ผู้เขียนเชื่อว่าจุดสำคัญอย่างยิ่งอีกประการหนึ่งที่เกิดขึ้นต่อกระแสตูนฟีเวอร์ คือ การเป็น “ผู้สร้างแรงบันดาลใจ” ก้าวพ้นความเห็นต่าง สามารถร้อยรัดความรักคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกศาสนา โดยเฉพาะในพื้นที่อ่อนไหวเช่น “ชายแดนใต้” เช่นที่ตูนให้สัมภาษณ์สื่อว่า “ผมชอบทำมากกว่าพูด” ไม่ใช่เพียรหาช่องทางก่นด่าสร้างเรื่อง “ดราม่า” ไปวันๆ แทนที่จะลุกขึ้นมาร่วมทำ “ความดี” ให้ปรากฏ
สยามรัฐออนไลน์ |