สุขใจที่น้ำตกไทรโยคน้อย

ยูร ไทรโยค เวลาฝนตกหนัก น้ำฝนที่ไหลเซาะมาตามพื้นดินที่เรียกว่า ทางน้ำไหล ซึ่งเขียนถึงในตอนที่แล้วว่า น้ำฝนไหลมาจากน้ำตกไทรโยคน้อย ชาวบ้านนิยมเรียกสั้น ๆ ว่าน้ำตก เป็นที่รู้กัน ไม่ใช่ไทรโยคใหญ่แน่นอน ผมจึงขอเรียกสั้น ๆ ในที่นี่ว่า น้ำตก ผมมีโอกาสไปเที่ยวน้ำตกครั้งแรกตอนที่เพื่อนกับภรรยาไปเยี่ยม ทั้งที่อยู่ห่างจากบ้านไม่กี่กิโลเมตร เป็นปีแรกที่ผมมาอาศัยอยู่ที่ไทรโยคน้อยได้ไม่ถึงปี ช่วงก่อนไวรัสโควิด 19 จะมาเยือน ช่วงสายวันหนึ่ง มีรถปิกอัพวิ่งมาชะลอจอดหน้าบ้าน ผมเพิ่งล้างชามเสร็จพอดี พอหันไปมอง ก็งงนิดหน่อย พอเห็นหน้าชัดพร้อมกับเสียงทักทายที่ผมจำเสียงของเขาได้ไม่เคยลืม แม้เวลาจะผ่านมาร่วม 40 ปีแล้วก็ตาม เขายกมือไหว้ผมพร้อม ๆ กับภรรยา เพื่อนของผมคนนี้ชื่อประ ภัศร์ งามเถื่อน เป็นเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัย บ้านอยู่ที่จังหวัดอำนาจเจริญ คุยโลน์กันประจำ ตอนหลังไม่ค่อยได้คุย  เขาหายเงียบไปเลย  อยู่ ๆ ก็โผล่มาให้ “เซอร์ไพร้ส์” โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า เขามาพร้อมกับภรรยา ผมเจอภรรยาของเขาเป็นครั้งแรก ชื่อครูเอียด เกษียณข้าราชการครูเหมือนเพื่อนของผม ครูเอียดเป็นคนขับรถให้ เขาบอกว่าคิดถึง อยากมาเยี่ยม เดี๋ยวจะมาไม่ไหว สุดท้ายไม่ใช่เขามาเยี่ยมผมไม่ไหว แต่เขามาไม่ได้ตลอดชีวิต ชีวิตมนุษย์เกิดมาพร้อมกับชะตากรรมทุกคน สุดแท้จะเป็นไปแบบไหน เขาบอกว่ามาถึงเมื่อคืนนี้ ใช้จีพีเอส พักที่เนินปากแซงรีสอร์ท บอกเจ้าของรีสอร์ทว่ามาเยี่ยมเพื่อน เป็นนักเขียน เจ้าของรีสอร์ทรู้จักผม เลยชี้ทางให้ ผมแปลกใจมาก ผมไม่ใช่นักสเขียนดัง ต่อให้เป็นนักเขียนดัง ก็ยากหรือไม่มีทางที่คนจะรู้จัก  ถ้าผมเป็นดารา ก็อีกเรื่องหนึ่ง “หาบ้านเจอได้ยังไง”ผมถามด้วยความสงสัย “ตอนขับเข้ามาในซอย เจอคนหนึ่ง หัวล้าน บอกว่ารู้จักบ้าน เขาเรียกอาจารย์” ผมพยักหน้าร้องอ๋อ เป้นั่นเอง บ้านอยู่กลาง ๆ ซอย มีรถรับจ้างสองคัน เรานั่งคุยกันที่โต๊ะไม้เก่าหน้าบ้านด้วยความสุข ซึ่งเป็นการพบปะเพื่อนสนิทด้วยความสุขครั้งสุดท้ายในชีวิต นึกถึงเมื่อไหร่ก็รู้สึกสะท้อนใจ คุยกันได้สักพัก เขาบอกว่า “จะกลับแล้ว ไม่รบกวนแล้ว ตามสบาย” “รบกวนอะไร ตั้งกี่สิบปี” ผมท้วง “ไปกินข้าวเที่ยงก่อน ค่อยกลับ” เขากับภรรยายิ้มด้วยความยินดี เราถ่ายรูปด้วยกันหลายรูปก่อนออกจากบ้าน ผมพาเขาไปที่ เขาโทนล่าง แวะจอดที่ร้านขายของเบ็ดเตล็ดที่สนิทกัน เพื่อนบ้านคนนี้ชื่อติ๋ม ผัวชื่อตุ๋ย(ภาษาชาวบ้านเขาไม่เรียกสามี มันเพราะเกินไป) ลูกสองคนสวยทั้งสองชื่อเปิ้ลกับเปรี้ยว  มีผัวแล้วทั้งสองคน ผมกับเพื่อน ๆ เคยพูดในวงเหล้าที่กรุงเทพฯว่า อย่าว่าแต่คนสวยมีผัวเลย คนตาบอดยังมีผัวแล้ว ยุคโซเชียล เน็ตเวิร์ค ยิ่งกว่านั้น พูดกันว่า คนขาขาดยังมีผัวแล้ว ไม่เชื่อไปค้นดูในเน็ตได้ ผมแนะนำให้ติ๋มรู้จักเพื่อนและภรรยาของเพื่อน สั่งลูกชิ้นนึ่งมาเลี้ยง  ผมสั่งเบียร์กระป๋องเล็กมาดื่ม ประภัศร์เป็นโรคไตและหลายโรค ดื่มไม่ได้ น้ำจิ้มเค็ม ก็กินไม่ได้  สั่งน้ำเปล่าขวดให้ จากนั้นผมก็พาไปร้านอาหารที่มีปลาแถวชุมชนปากแซง จะได้เที่ยวชมธรรมชาติระหว่างทางด้วย แวะสองร้าน ไม่มีปลา จึงบอกครูเอียดขับออกไปถนนใหญ่ แวะร้านครัวเจ้าสัว วันนี้ไม่มีปลา นึกได้ ตรงดิ่งที่ที่ครัวไอซ์ อยู่เลยไปไม่ไกล เป็นร้านเก่าแก่และใหญ่โต ทัวร์จะลงร้านนี้ รวมทั้งนักท่องเที่ยว เพื่อนของผมได้กินปลาสมใจ เป็นอาหารย่อยง่าย เหมาะกับคนเป็นโรคไต เมนูปลาหมด ตอนจ่ายเงิน ครูเอียดบอกว่าขอเป็นเจ้ามือจ่ายเอง ผมพยักหน้า เพราะขัดไม่ได้ สองสามีภรรยาเกษียณราชการครู ได้บำนาญเดือนหนึ่งรวมกันร่วมแสนบาท จากนั้นมุ่งสู่น้ำตกไทรโยคน้อยที่อยู่ใกล้ ๆ ราว 200 เมตร ช่วงที่เพื่อนมาเยี่ยม รู้สึกจะเป็นช่วงเทศกาลอะไรซักอย่าง มีรถจอดที่ลานจอดรถหน้าน้ำตกหลายคัน น้ำตกไทรโยคน้อยตั้งอยู่ไม่ห่างจากถนนใหญ่มากนัก  ทำให้เป็นที่นิยมของนิยมของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ เราเดินขึ้นตามบันไดปูนสูงลาดชัน ครูเอียดต้องช่วยจูงเพื่อนของผมเดินขึ้นไป ภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือหัวรถจักรไอน้ำที่ทางอุทยานแห่งชาติไทรโยค ได้นำมาตั้งไว้ เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2  ที่มีการสร้างทางรถไฟสายมรณะไปยังประเทศพม่า ซึ่งมีเส้นทางผ่านมาที่บริเวณหน้าน้ำตกแห่งนี้ น้ำตกไทรโยคน้อย เดิมชื่อน้ำตกเขาพัง เป็นชื่อเก่าแก่ที่ชาวบ้านเรียกขาน  มีลักษณะเป็นหน้าผาหินปูนที่พังทลายลงมา อันเป็นที่มาของชื่อ “น้ำตกเขาพัง” ต้นน้ำเป็นน้ำผุดมาจากภูเขาแล้วไหลเซาะลงมาตามผาหินปูนชั้นต่างๆ มีความสูงประมาณ 15 เมตร แผ่กระจายลงไปตามพื้นเขาและแอ่ง จึงเป็นแอ่งน้ำใสสะอาด ช่วงที่เราไปเที่ยวเป็นฤดูน้ำหลาก เสียงน้ำตกไหลพรั่งพรูดังซู่ซ่าลงมาเป็นสายสีขาวสวยงาม มีคนลงเล่นน้ำในแอ่งน้ำที่มีน้ำเต็มเปี่ยมอย่างสนุกสนาน รอบๆ บริเวณน้ำตกอุดมด้วยต้นไม้เขียวชอุ่มขับบรรยากาศให้สดชื่น งามตา เราถ่ายรูปกันหลายรูปและถ่ายคลิปกับประภัศร์ด้วย ท่ามกลางผู้คนที่เดินสวนไปมาตามทางเดินและเสียงอันไพเราะของน้ำตก หลายคนเดินไต่ไปตามแนวชั้นหินปูนจากด้านล่างขึ้นไปด้านบนใกล้น้ำตกที่ดังซ่า บางคนเดินไปยืนอยู่ใต้น้ำตกที่ไหลพรั่งใส่ตัว บางครั้งมีเสียงดังตูมของคนที่กระโดดลงไปเล่นน้ำอย่างสนุกสนาน เป็นบรรยากาศที่น่าอภิรมยิ่งนัก ผมเห็นรอยยิ้มอันอิ่มเอมใจของเพื่อนและภรรยา นั่นคือรอยยิ้มครั้งสุดท้ายที่ได้เห็น พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินมาที่จังหวัดกาญจนบุรีถึง 6 ครั้ง โดยเฉพาะปีพ.ศ. 2431 ได้เสด็จประพาสน้ำตกไทรโยคน้อยและในปี พ.ศ. 2506 พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จประพาสโดยทางรถไฟมายังน้ำตกไทรโยคน้อย ภายในบริเวณน้ำตกมีร้านอาหารไว้บริการ อยู่ห่างจากแอ่งน้ำไม่มาก  ถือว่าได้เดินชมบรรยากาศโดยรอบ ถัดจากทางเดินแนวหินปูนด้านซ้าย มีพื้นที่ให้ได้นั่งพักผ่อนหรือปูเสื่อนอนได้อย่างสบายใจ คนมีครอบครัวอยากเปลี่ยนบรรยากาศ เอากับข้าวมานั่งกินกันได้ แต่มีข้อห้ามสำคัญก็คือ ห้ามนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ามา ช่วงที่ยังไม่มีไวรัสโตวิดระบาด นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติไปเที่ยวกันเยอะมาก เพราะเดินทางสะดวก โดยเฉพาะวันหยุดชาวต่างชาติ ทั้งฝรั่ง จีน เกาหลี ญี่ปุ่นนิยมเดินทางไปเที่ยวน้ำตกไทรโยคน้อย ด้วยรถไฟสายธนบุรี-น้ำตก ซึ่งเป็นรถไฟสายท่องเที่ยวที่มีเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ Image ต้นทางจากสถานีรถไฟธนบุรี สุดสายที่สถานีรถไฟน้ำตก  วันปกติค่าโดยสารจากสถานีรถไฟธนบุรี ตอนนี้ไม่ทราบว่าเท่าไหร่ แต่ไม่น่าเกิน 40 บาท รถไฟสายท่องเที่ยว น่าจะเป็นราคาพิเศษ แต่ชาวต่าง ก็อีกราคาหนึ่ง ปลายทางที่สถานีรถไฟน้ำตกมีรถสองแถวคอยบริการ แต่เป็นรถเหมา นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมเดินเท้า เพราะน้ำตกไทรโยคน้อยอยู่ไม่ไกลเกินไป เป็นการเดินออกกำลังได้เหงื่อไปในตัว และได้ชื่นชมธรรมชาติโดยรอบ ทั้งต้นไม้และภูเขา ล้อมรายบ้านไม้สมัยเก่าชั้นเดียว ทุกคนสามารถเข้าไปเที่ยวชมน้ำตกไทรโยคน้อยได้ โดยไม่ต้องจ่ายเงินแม้แต่บาทเดี่ยวเหมือนอุทยานแห่งชาติส่วนใหญ่ ภายในน้ำตกนอกจากมีร้านอาหารบริการแล้ว ยังมีห้องน้ำอำนวยความสะดวก จะยิงกระต่าง หรือลงไปเล่นน้ำ แล้วอยากอาบน้ำ ก็ใช้บริการได้ตามอัธยาศัย ก่อนกลับผมชวนเพื่อนประภัศร์และภรรยาไปที่ร้านหน้าน้ำตกไทยโยคน้อย ซึ่งอยู่ฝั่งตรงกันข้าม มีร้านรวงตั้งเรียงรายอยู่ ขายของนานาชนิด โดยสินค้าพื้นเมือง เดินชมกันได้สักพัก เขาก็แวะซื้อร้านหนึ่ง ผมจึงซื้อเปลือกมะตูมย่างเป็นของฝาก ประภัศร์กับภรรยาไปส่งผมที่บ้าน ร่ำลากันและจากกันตลอดกาล มีเพียงรูปถ่ายของเพื่อนเป็นที่ระลึกและอยู่ในความทรงจำเสมอมา  
ยูร ไทรโยค |

ฝนและทางน้ำไหล

ไทรโยคที่รัก / ยูร  ไทรโยค จากเขาโทนบนที่ผมสร้างบ้านอยู่ ไกลออกไปเป็นเขาโทนล่าง  แลเห็นภูเขาเด่นตระหง่านโอบกอดล้อมรอบ แผ่อาณาเขตกว้างขวาง  สุดฝั่งผืนดินของเขาโทน เป็นแม่น้ำแควน้อย ทอดเป็นสายยาว  ใสสะอาด สมัยก่อนที่อุดมสมบูรณ์ชาวบ้านบอกว่าปลาชุมมาก กระโดดขึ้นมาบนหาดเสียงดังตุบตับ จับได้อย่างสบาย ช่วงที่อยู่บ้านใหม่เป็นหน้าฝน  ฝนเทลงมาจั้ก ๆ บางครั้งถะถั่งพรั่งพรูลงมา น้ำฝนไหลเซาะดินดำเป็นสายออกไปสู่ถนนในซอย  ภายหลังจึงรู้ว่าน้ำที่ไหลนอง ไม่ใช่น้ำฝนที่ตกแถวบ้าน  แต่เป็นน้ำฝนที่ไหลลงมาจากน้ำตกไทรโยคน้อย เพราะฝนตกแรงจนน้ำล้น บ่ายวันหนึ่ง จู่ ๆ ฝนก็เทลงมา ในขณะที่ผมปั่นจักรยานเข้ามาภายในบริเวณบ้าน จอดจักรยานเสร็จ รีบเข้าไปหลบใต้ชายคา นึกถึงเพลง “ฝนตกฟ้าร้อง” ประพันธ์โดยครูไพบูลย์ บุตรขัน ที่ขึ้นต้นวรรคแรกว่า... “อยู่ใต้ฟ้าจะกลัวอะไรกับฝน เกิดเป็นคนเมื่อถึงที่ก็ตาย...” ผมยืนอยู่ใต้ชายคาบ้าน มองสายฝนขาวพร่าง  พักใหญ่ จึงเอาหม้ออลูมิเนียมใบใหญ่มาตั้งบนเก้าอี้พลาสติกรองน้ำฝน น้ำฝนในหม้อใสสะอาด มองทะลุเห็นก้นหม้อ  แสดงว่าน้ำฝนชะล้างหลังคาใหม่จนสะอาดแล้ว  เพราะฝนตกเกือบทุกวัน  ต่อมาจึงเรียนรู้ว่า ถ้าฝนไม่ตกเป็นเวลานาน  ถ้าเอาหม้อมารองน้ำฝน จะเป็นสีเหลืองอ่อนเพราะหลังคามีฝุ่นจับเขรอะ ต้องปล่อยให้ฝนตกลงมาสักพัก ชะล้างฝุ่นบนหลังคาให้สะอาดก่อน Image ถ้าฝนตกหนักมาก คนโบราณเรียกว่า ฝนตกห่าใหญ่  คำว่า “ห่า” คนสมัยโบราณวัดปริมาตรของน้ำฝน  โดยเอาบาตรไปวางไว้กลางแจ้ง ถ้าน้ำฝนเต็มบาตร เรียกว่า 1 ห่า  ถ้าฝนตกห่าใหญ่  ก็นับเป็นสิบบาตร คำว่า “ฝนตกห่าใหญ่” นักประพันธ์ยุคเก่าจะนำไปใช้เป็นสำนวนในการบรรยาย  คนยุคนี้อ่าน ไม่เข้าใจหรอกว่าคืออะไร เพลงเกี่ยวกับฝน มีเยอะมาก เพราะเมืองไทยกับฤดูฝนเป็นของคู่กัน  ฝนทำให้แผ่นดินอุดมสมบูรณ์ด้วยธัญพืช  ฝนขาดเม็ดหรือฝนแล้ง  ชาวไร่ชาวนาก็เดือดร้อน ฝนตกหนักเกินไป  น้ำก็ท่วมไร่นาเสียหาย ถ้าเมืองกรุงหรือเมืองใหญ่  น้ำท่วม ระบายไม่ทัน  เหมือนที่พูดกันติดปากว่า “ฝนตก รถติด” ถ้าฝนตกพอชุ่มฉ่ำ  ต้องนึกถึงเพลงพระราชนิพนธ์ “สายฝน”ของในหลวง รัชกาลที่ 9 คนไทยรู้จักดี  ถ้อยคำสวยงาม ทำนองเพราะพริ้ง กลมกลืนลื่นไหลกับเนื้อเพลง....     “เมื่อลมฝนบนฟ้ามาลิ่ว ต้นไม้พลิ้วลู่กิ่งใบ เหมือนจะเอนรากคลอดถอนไป แต่เหล่าไม้ยิ่งกลับงาม....” เพลงเกี่ยวกับฝนอีกเพลงหนึ่งที่มีจังหวะสนุกคึกครื้น เป็นเพลงคู่ของวงสุนทราภรณ์อันยืนยง ประพันธ์คำร้องโดย ครูธาตรี ทำนองโดยครูเอื้อ สุนทรสนาน คือเพลง “ฝนจ๋าฝน” ขึ้นต้นก็คึกครื้นแล้ว... “ฝน ฝนจ๋า ฝนเทลงมาให้เย็นชื่นใจ ท้องนาท้องไร่ ทุกทางทั่วไปสดใสงามตา...” เพลงนี้นักร้องรุ่นหลังเอามาร้องหลายเวอร์ชั่น บ้างใช้ในการแสดงประกอบรายการก็มี  เพราะเพลงเกี่ยวกับฝนเป็นเพลงที่แสดงถึงวิถีไทยที่มีความผูกพันมาแต่เก่าก่อน เช่นเดียวกับฝนที่บ้านของผม วิถีแบบไทย ที่กินน้ำฝนมาตั้งแต่ยังเด็ก  ความผูกพันที่มีมาแต่ดั้งเดิม จึงได้เอาหม้อมารองน้ำฝนไว้ดื่มกิน คนสมัยใหม่กินน้ำฝนแค่อึกเดียว ทำหน้าเหยเก จะอ้วกให้ได้ ชาวบ้านที่นี่ส่วนใหญ่เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่กินน้ำฝนเลย  เขาว่าไม่สะอาด อากาศมีสารพิษ ถ้าเป็นบ้านเรือนในตลาดหรือใกล้ถนน ก็คงใช่ แต่ที่พักอาศัยของผมอยู่ลึกเข้าไปราว 2 กิโลเมตร ไม่ได้อยู่ใกล้ถนนใหญ่  มีป่าเหมือนด่านขวางกั้น  ป่าช่วยกรองน้ำฝนโดยธรรมชาติ หลังจากได้น้ำฝนแต่ละหม้อที่ตั้งไว้บนเก้าอี้พลาสติก ผมจะกรองน้ำฝนเองอีกครั้ง เพื่อความสะอาดยิ่งขึ้น  ด้วยการเทน้ำฝนใส่ถังพลาสติก โดยผ่านกรวยที่มีฝากรองเล็ก ๆ เหมือนตาข่าย ไม่ใช่เอาน้ำจากหม้อไปกินเลย  น้ำฝนจะออกรสหวานปะแล่มนิด ๆ กินแล้วชื่นใจ ไม่เหมือนน้ำดื่มที่ขายในท้องตลาดที่จืดชืด  สำหรับคนสมัยใหม่แล้ว คงรังเกียจ กินน้ำฝนไม่ได้หรอก  ฝนชุกอย่างนี้  ดงกล้วยข้างบ้านเริ่มแตกหน่อ  หัวปลีเล็ก ๆๆ สีม่วงแดงโผล่ออกมาห้อยลง  ส่วนฟักทองพันธุ์มอญที่หว่านเอาไว้แทงยอดสีเขียวอ่อน มุดขึ้นมาจากผืนดิน ฟักทองพันธุ์นี้ มีรสหอมมัน แถมลูกโต ต้องอุ้ม ภายหลังเอาไปแจกจ่ายให้ชาวบ้านที่สนิทกัน  จนถึงเขาโทนล่าง ต่างก็ติดใจ เพราะไม่เหมือนฟักทองทั่วไป ชมเปาะว่าหวานมัน อร่อยมาก บอกว่าไม่เคยกินมาก่อน ชาวบ้านแสดงน้ำใจ ตอบแทนด้วยการทำบวชฟักทองใส่ไข่และน้ำมะพร้าวหอมมาให้ บ้างเชื่อมฟักทองมาให้  จนกินไม่ทัน เพราะอยู่คนเดียว วันหนึ่งฝนตกซู่อย่างหนักหน่วงและนานเป็นชั่วโมง  น้ำฝนที่เคยไหลออกไปยังถนน เปลี่ยนทิศทาง เพราะระบายไม่ทัน สายน้ำจึงไหลทะลักตรงมาที่หน้าบ้าน เซาะดินโคลนสีดำไหลลงมาด้วย  บ้างแหวกออกไปทางด้านที่เป็นรั้วลวดหนาม สายน้ำไหลพรั่งพรูจากเนินดินตรงมาที่หน้าบ้าน มองดูราวกับน้ำตกจำลอง ลูกแมวเข้าบ้านไม่ทัน เพราะสายน้ำไหลมาเร็วมาก  ต้องกระโดดขึ้นไปหลบบนเก้าอี้  ผมต้องลุยน้ำอุ้มลูกแมวมาในบ้าน พร้อมกับร้องเสียงแหลมด้วยความกลัว มันก็น่ากลัวอยู่หรอก  ผมก็เพิ่งเคยเห็นครั้งแรกในชีวิต นี่เองที่ชาวบ้านเรียกว่า ทางน้ำไหล  ความจริงแล้ว  ฝนตกบริเวณที่อยู่ น้ำฝนไม่ไหลลงมาจากเนินดินแรงหรอก  แต่เป็นเพราะฝนตกจนล้นน้ำตกไทรโยคน้อย แล้วไหลทะลักลงมายังบ้านและลำห้วยที่อยู่ไม่ไกลจากบ้าน  ลำห้วยที่แห้งขอดในหน้าแล้ง จนมองเห็นก้นลำห้วยที่ลึกโหวง ซึ่งเคยมีแต่ดินแข็ง  จึงมีน้ำเปี่ยมลำห้วย Image เด็ก ๆ และวัยรุ่นลงไปเล่นน้ำในลำห้วยอย่างสนุกสนาน  ถ้าจะไปเล่นน้ำที่แม่น้ำแควน้อย ก็ลงไปทางเขาโทนล่างหลายกิโลเมตร ผมปั่นจักรยานออกไปที่ถนนใหญ่ ผ่านลำห้วย ได้ยินเสียงน้ำไหลดังซ่า สายน้ำสีขาวไหลพลั่ก ๆ ออกมาจากแนวป่า ผมจอดรถจักรยานมองดูอย่างเพลิดเพลิน สายน้ำเย็นฉ่ำ ช่างชื่นตาชื่นใจนัก  คิดว่าจะลงไปเล่นน้ำในห้วยซักวัน  เมื่อเล่าให้เพื่อนบ้านที่สนิทกันว่า  อยากลงไปเล่นน้ำในลำห้วย ท่าจะสนุก เขาบอกว่า “อย่าลงไปเล่นน้ำนะพี่ยูร ลูกหนูเคยลงไปเล่นน้ำมาแล้ว  คันมาก จนนอนได้ อาบน้ำฟอกสบู่ ก็ยังไม่หายคัน น้ำที่ไหลลงมาจากน้ำตก  เผื่อจะไหลมาถึงลำห้วย  เอาเศษถุง สิ่งของที่คนทิ้งตามพื้นดินมาด้วย” ผมได้ยินเช่นนั้น  จึงเปลี่ยนใจ ไม่ลงไปเล่นน้ำ เพิ่งรู้ว่าน้ำในลำห้วยไม่ใช่ฝนที่ตกลงมาอย่างเดียว แต่ไหลมาจากน้ำตกพัดพาสิ่งปฏิกูลมาด้วย นี่คือเรื่องหนึ่งในอีกหลายเรื่องที่ได้เรียนรู้ในการใช้ชีวิตอยู่ที่นี่และเพิ่งประจักษ์เป็นครั้งแรกว่า ทางน้ำไหลเป็นอย่างนี้นี่เอง
สยามรัฐออนไลน์ |

จอมขโมยที่น่ารัก

ยูร  ไทรโยค ผมย้ายจากกระต๊อบของชาวบ้านไปอยู่บ้านหลังใหม่ ก่อนที่บ้านจะสร้างเสร็จสมบูรณ์  ยังไม่มีหน้าต่างมุ้งลวด  ติดเหล็กดัดก่อน จะได้นอนอย่างอุ่นใจ  ถึงแม้จะเป็นชนบท แต่โลกทุกวันนี้ที่ไหนก็ไว้ใจไม่ได้ ปลอดภัยไว้ก่อน  ถึงแม้ยังไม่มีหน้าต่างมุ้งลวด ก็นอนได้ ยุงไม่ชุม เพราะไม่ใช่หน้าฝน บริเวณที่ผมพักอาศัยเรียกว่า เขาโทน ภาษาทางการเรียก ชุมชนเขาโทน  ผมอยู่เขาโทนบน เหตุที่รีบย้ายไปอยู่บ้านหลังใหม่ ทั้งที่ยังไม่เสร็จเรียบร้อย  เพราะเป็นห่วงลูกแมวอายุสองเดือนที่ผมเจอที่นี่ พระท่านให้มา ผมตั้งชื่อว่า สีทอง เพราะขนเป็นสีทองระยับ  ผมจะได้ดูแลลูกแมวใกล้ ๆ สีทองกับพี่น้องรวม 5 ตัว ถูกคนใจร้ายเอาไปริมฟุตบาทใกล้ร้านขายของในตลาด  5 พี่น้องพากันเดินเตาะแตะตามกันไปอย่างไร้เดียงสา  พระที่อยู่วัดน้ำตกห่างออกไปเอาไปเลี้ยง แต่พี่น้องก็ตายไล่ ๆ กันสองตัว อีกตัวเริ่มป่วย แล้วตายอีก พระท่านรีบพาสีทองกับพี่น้องที่เหลืออีกตัวไปหาหมอน้อยหน่า สัตวแพทย์ที่เปิดร้านรักษาสัตว์ ซึ่งมีร้านเดียวที่นี่ ฉีดวัคซีนไข้หัด ซึ่งเป็นโรคที่ทำให้แมวมีโอกาสตายมากที่สุด จะเล่าต่อไปในโอกาสที่เหมาะสม ตอนอาศัยอยู่ที่กระต๊อบ ผมต้องมาเปิดประตูห้องน้ำที่ผมขังสีทองไว้ ให้ออกมาอึและให้อาหารทุกเช้า เอาไปอยู่ด้วยไม่ได้ เพราะชาวบ้านเลี้ยงหมาตั้งแปดตัว ห้องน้ำสร้างแยกกับตัวบ้าน  ไม่ได้อยู่ในตัวบ้าน ช่างบอกว่าสร้างไม่ได้  เพราะเป็นทางน้ำไหล ตอนแรกผมก็ไม่เข้าใจนักหรอก  มารู้ซึ้งเรื่องทางน้ำไหล  เมื่อสร้างความโกลาหลให้กับผมเป็นที่สุดถึง 2 ครั้ง ห้องน้ำก็ยังไม่เสร็จเรียบร้อยเหมือนกัน ยังไม่ได้ปูพื้นกระเบื้อง  บ้านหลังนี้นักเขียนชื่อดังคือ ไมตรี ลิมปิชาติ ผู้เขียนเรื่อง คนอยู่วัด  ความรักของคุณฉุย ฯลฯตั้งชื่อให้ว่า “บ้านน้อยในป่ากว้าง”  ส่วนเพื่อนทนายความที่กรุงเทพฯ ตั้งชื่อเชิงเย้าว่า “คฤหาสน์ยาจก”  เพราะเป็นบ้านหลังเล็ก ๆ  ขนาด 3 คูณ 3.50 เมตร จะเรียกว่าห้องก็ได้ เพราะมีแค่ห้องเดียว  ถึงแม้มีห้องเดียว  แต่ให้ความสุขและความสงบสงัดกว่าบ้านที่กรุงเทพฯที่มีสี่ห้อง Image บ้านอยู่ติดกับป่า  ห่างจากป่าราว  4 เมตร ต้นไม้นานาชนิด รวมทั้งต้นไผ่ยืนต้นเบียดกันหนาทึบอยู่บนเนินสูงขึ้นไป  ต้นกล้วยน้ำว้าอวดใบสีเขียวอ่อนอยู่ใกล้ ๆ ตัวบ้านหลายต้น แต่ยังไม่มีลูก  ยามลมพัด ใบกล้วยโบกไสวไปมา  ผมมองดูต้นกล้วยเป็นประจำ  รอว่าเมื่อไหร่จะมีลูก เพราะ ชอบกินกล้วยน้ำว้า มีคุณค่าทางโภชนาการสูง อยู่ที่กรุงเทพฯ ผมไปซื้อกล้วยน้ำว้าจากชาวบ้านย่านตลิ่งชันที่ผมอาศัยอยู่เป็นประจำ ตอนอาศัยอยู่กระต๊อบของชาวบ้าน  เขาจะแขวนกล้วยน้ำว้าที่เอามาจากไร่ไว้ที่เสาบ้าน  ถ้ามีเยอะจะวางไว้บนพื้นกระดาน ผมปลิดกินเป็นประจำ เขาเอาให้ไปกินที่กระต๊อบเป็นเครือ ผมกิน ไม่ทัน เยอะเกินไป เลยโยนให้หมาที่มาชะเง้อคอรอกินเสียงดังตุ้บตั้บ  มันแย่งกันกินด้วยความหิวโหย เพราะกินไม่อิ่ม มันจึงกินกระทั่งเปลือกกล้วย ผมได้กล้วยมาเครือหนึ่ง บางลูกสุกแล้ว บางลูกเริ่มสุก ผมเอาไปแขวนไว้ที่เสาตรงชายคาที่สร้างซ้อนเหลื่อมกับหลังคาบ้านเพื่อกันแดดฝน อยากกินเมื่อไหร่ ก็เดินไปปลิดกินสะดวก เมื่อผมกลับมาจากข้างนอกในวันหนึ่ง เห็นถุงใส่อาหารเม็ดของแมวแขวนไว้ที่เสาอีกต้น ตรงกันข้ามกันถูกเจาะ อาหารเม็ดร่วงลงพื้นกระจัดกระจาย คิดว่าคงเป็นหนู ชาวบ้านแถวนี้บอกว่าแถวนี้มีหนูวิ่งคึ่ก ๆ บนเพดานบ้านทุกคืน  ผมจึงเอาถุงใส่อาหารเม็ดไปไว้ข้างในบ้าน ตอนเดินออกมาจากประตู ไปปลิดกล้วยที่แขวนไว้  เพิ่งสังเกตเห็นว่ากล้วยบางลูกเหลือแต่ขั้ว บางลูกแหว่งเกือบทั้งลูก บางลูกแหว่งครึ่งลูก คิดในใจว่าคงเป็นหนูนั่นแหละ ผมจึงหิ้วเข้าไปไว้ข้างใน เมื่อชาวบ้านแวะมาเยี่ยม  ผมเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง เขาบอกผมว่า “ไม่ใช่หนูหรอก  คงเป็นนกมากกว่า” ผมคิดว่าคงใช่อย่างที่เขาบอก  เพราะนกที่นี่มีสารพัดชนิด บินว่อน บางครั้งโฉบเฉียดหัวผม จนหลบแทบไม่ทัน หนูคงไม่กล้าออกมาแทะถุงใส่อาหารเม็ดและกล้วยตอนกลางวัน  เมื่อไม่ใช่หนูมาแทะกล้วย  ก็ไม่กลัวเรื่องเชื้อโรคโรค ผมจึงใช้มีดหั่นกล้วยจากเครือออกมาหวีหนึ่ง แล้วเอาไปแขวนไว้ที่เสาเหมือนเดิม  มีเยอะ ก็แบ่งปันให้เพื่อนร่วมโลกได้กินบ้าง ตกเย็น ผมเดินออกมาจากประตู  หางตาเห็นสัตว์ตัวเล็ก ๆ ไต่ผับ ๆลงมาจากเสาที่แขวนกล้วยอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียว เผ่นแผล็วหายลับเข้าไปในป่า มองไม่ทันว่าเป็นหนูหรือตัวอะไรกันแน่ แต่ไม่ใช่นกอย่างที่ชาวบ้านคนนี้บอกแน่นอน  ถ้าไม่ใช่หนูอย่างที่ชาวบ้านแถวนี้บอก  ก็ต้องเป็นตัวอะไรซักอย่าง ไปดูกล้วยที่เสา  เห็นเปลือกกล้วยห้อยอยู่ กล้วยถูกแทะกินจนหมดลูก ผมไม่เอากล้วยที่เหลือไปไว้ข้างใน ยังคงแขวนไว้ที่เสาเหมือนเดิม ตั้งใจแบ่งปันให้พวกเขาได้กินกันและอยากจะรู้ด้วยว่าตัวอะไรกันแน่ที่มาแทะกล้วยกิน  สายวันหนึ่ง  ผมปั่นจักรยานออกไปถนนใหญ่ซื้อของกินของใช้ ขากลับแวะซื้อขนมครกตรงเพิงกลางซอย  สายตาก็เหลือบไปเห็นสัตว์ลำตัวเล็ก สีเทา หางเป็นพวง กำลังแทะมะละกอสุกอยู่บนต้นมะละกอสูงชะลูดริมถนนในซอยอย่างเอร็ดอร่อย  มองดูแล้วน่ารักจัง จนผมอดยิ้มออกมาไม่ได้ ผมจึงหันไปพูดกับป้าที่ขายขนมครก  ในภายหลังจึงรู้ว่าชื่อ ป้าเล็ก Image “มันคงหิวมากนะครับป้า” “แต่ก่อนเยอะกว่านี้อีกนะคุณ คนเอาหนังสติ๊กยิง เลยไม่ค่อยออกมา” ป้าคนนี้บอกเล่า  “ใจร้ายจัง น่าสงสาร ดูซิ กันเอา ๆ" ผมพึมพำ ผมกลับไปถึงบ้าน นึกอะไรขึ้นได้  จึงปลิดกล้วย 2 ลูก ไปเสียบไว้ที่กิ่งไม้ที่ยื่นออกมาจากต้นไม้ ไม่ไกลจากตัวบ้าน บ่ายแก่เดินไปดู กล้วยยังอยู่ในสภาพเดิม ไม่มีแหว่งเว้า  แต่เละแล้ว เลยโยนทิ้ง วันต่อมา ขณะที่นั่งอยู่ข้างนอก  มองออกไปที่ต้นไม้  เห็นตัวอะไรบางอย่างไต่แผล็วอยู่บน กิ่งไม้อีกด้านหนึ่ง มองเห็นว่อบแว่บ เพราะมีใบไม้บังพรางไว้  คิดในใจว่าที่ป้าขายขนมครกบอก ต้องใช่แน่นอน  ผมจึงเอากล้วยสองลูกไปเสียบไว้ที่กิ่งไม้  แล้วถอยออกมานั่งที่เก้าอี้หน้าบ้าน เป็นนาน ทีเดียว จอมขโมยตัวเล็ก ๆ ก็ไต่แผล็วไปตามกิ่งไม้ตรงดิ่งไปยังกล้วยสองลูก  จากนั้นก็เริ่มแทะกิน ผมค่อย ๆ เดินย่องตรงไปอย่างช้าๆ ด้วยฝีเท้าที่เบาที่สุด เอาโทรศัพท์มือถือติดไปด้วย  โดยเปิดกล้องไว้พร้อม จนเดินไปใกล้ที่สุด  พยายามยืนให้นิ่ง ผมค่อย ๆ ยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เล็งไปยังภาพเบื้องหน้า แล้วแตะปุ่มถ่ายรูปสองครั้งเผื่อไว้ จากนั้นเลื่อนไปที่วิดีโอ แล้วแตะปุ่มถ่าย สองมือจับโทรศัพท์มือถือนิ่ง กระรอกสีเทาหม่นตัวเล็ก ๆ  แทะกล้วยกินหมุบหมับพลางหันหัวหลุกหลิกไปมาอย่างระแวดระวัง ทันใด  กระรอกตัวใหญ่กว่าตัวหนึ่งไต่ผับ ๆ ลงมาอย่างรวดเร็ว  กระรอกตัวเล็กหันไปเห็น รีบไต่แผล็วหนีลงจากต้นไม้ในทันทีพร้อมกับเสียงร้องเล็ก ๆ    ผมจับโทรศัพท์มือถือส่ายตาม  เพื่อจับภาพอย่างไม่ให้พลาด  จู่ๆ  มีกระรอกอีกตัวร่อนลงมาจากต้นไม้อีกต้น ราวกับเหาะลงมา เพราะมันคือกระรอกบิน บางคนเข้าใจผิด เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าบ่าง  ความจริงเป็นสัตว์คนละชนิด เพียงแต่มีความคล้ายกันคือ มีเนื้อคล้ายพังผืดยืดกางออกเป็นปีกจากขาหน้าไปยังขาหลังเหมือนกัน แต่บ่างจะยืดกางออกจากขาหลังไปยังหางด้วย ผมรีบจับภาพด้วยวิดีโอตอนที่กระรอกบินร่อนลงไปเกาะกิ่งไม้ที่กระรอกตัวใหญ่กำลังแทะกล้วยกิน  กระรอกตัวนี้รีบไต่หนีไปยังกิ่งไม้อีกต้น หายลับไปในทันที กระรอกบินลงมือแทะกล้วยกินทันที Image นึกในใจว่ากระรอกบินคงร้ายกาจไม่เบา ไม่งั้นกระรอกตัวใหญ่คงไม่ไต่หนี กระรอกบินคงได้เปรียบตรงที่ร่อนได้ยังกับเหาะกระมัง  กระรอกธรรมดาคงจะรู้พิษสงของกระรอกบินมาแล้ว เลยไม่กล้าต่อกร แต่กระรอกบิกร่อนได้ในระยะสั้น ๆ ระหว่างต้นไม้เท่านั้น ร่อนได้ไม่ไกลและไม่นาน ผมเปรียบว่าคงเหมือนกับคนนั่นแหละ ถ้าคนหนึ่งเหาะเหินเดินอากาศได้ต่อสู้กับคนเดินดิน จะสู้ได้ยังไง ในเมื่อคนที่เหาะได้ ย่อมได้เปรียบกว่าวันยังค่ำ ไม่กี่อึดใจ กระรอกบินคงแทะกล้วยกินหมดแล้ว มองไม่เห็นชัดเจน เพราะมีใบไม้พรางไว้และยืนอยู่ห่างจากต้นไม้พอสมควร มันลอยตัวขึ้นพร้อมกับกางปีกที่คล้ายพังผืดร่อนขึ้นไป สวยงาม ตรงไปที่ต้นไม้ที่อยู่ไม่ไกลกัน มองดูแล้วรู้สึกทึ่ง มันคงมีความสุขมามากที่มีอิสระในการเหินไปเกาะต้นไม้แต่ละต้น เมื่อไขปริศนาได้แล้ว ว่าเป็นกระรอกนั่นเองที่มาขโมยแทะกล้วยกิน ไม่ใช่หนู  ผมก็รู้สึกอิ่มเอมใจที่ได้แบ่งปันอาหารให้กับเพื่อนร่วมโลก นับแต่นั้นมา ถ้าผมมีกล้วยน้ำว้า  ผมจะเอาไปเสียบไว้ที่กิ่งไม้ให้กระรอกแทะกิน ผมมีความสุขเหลือเกินที่เห็นพวกเขาแทะกินกล้วยอย่างเอร็ดอร่อย ในสายตาของผมแล้ว พวกเขาเป็นจอมขโมยที่น่ารักเหลือเกิน                
สยามรัฐออนไลน์ |

ความสุขที่เลือกแล้ว  

ยูร ไทรโยค 1.ความสุขที่เลือกแล้ว    ท้องฟ้าแจ่มอร่าม แดดยามเช้าทอแสงอ่อนอุ่น ในขณะที่ผมแบกเป้ ส่วนมือหนึ่งหิ้วกระเป๋าพะรุงพะรัง เหยียบบันไดเสาไม้กลม ก้าวขึ้นไปบนกระต๊อบหลังคาใบจากอย่างทุลักทุเล  แม้ขั้นบันไดแค่สามขั้น แต่นอกจากสัมภาระจะหนักแล้ว บันไดที่ทำด้วยเสาไม้กลมใหญ่เรียงห่างกัน ทำให้พยุงตัวค่อนข้างลำบาก ต้องใช้มือเหนี่ยวเสาไม้สำหรับจับที่ตั้งโด่ติดกับบันไดในขณะที่ก้าวขึ้นไป ผมเดินทางมาถึงไทรโยคด้วยรถไฟสายกรุงเทพฯ-น้ำตกตั้งแต่เมื่อวานนี้ตอนพลบค่ำ คำว่า “น้ำตก” หมายถึง น้ำตกไทรโยคน้อย นิยมพูดกันสั้น ๆ ในตารางรถไฟของสถานีรถไฟก็เขียนสั้น ๆ เช่นเดียวกัน ชาวบ้านที่รู้จักกันกับครอบครัวของเพื่อนนักเขียนขับมอเตอร์ไซค์ไปรับที่ท่ารถไฟ แล้วพาไปส่งที่ไร่ของเพื่อนนักเขียนคนที่เอ่ยถึง อาศัยพักชั่วคราวระหว่างสร้างบ้านหลังน้อย เพื่อนคนนี้ไปอยู่ที่ปารีส ทำให้ไร่ถูกทิ้งไว้รกร้างเป็นเวลาหลายปี ไร่มืดสนิท มีไฟนีออนข้างนอกเพียงหลอดเดียว รายรอบเป็นต้นไผ่และป่ารกดกดื่นตะคุ่มครึ้ม เถาวัลย์ของต้นไม้ขนาดใหญ่เกี่ยวกระหวัดกันไปมา บ้างห้อยระโยงระยาง สะท้อนแสงจันทร์หรุบหรู่ มองดูงดงามราวกับภาพศิลปะ ห้องน้ำสร้างแยกไว้นอกตัวบ้าน เดินไปใกล้ ๆ แต่หลอดไฟขาด ต้องจุดเทียนไขสว่างเพียงรัวราง เปิดน้ำฝักบัวที่ไม่มีฝักบัว มีแต่สาย  เพราะเก่ากร่อนหลุดไปตามกาลเวลา ดีเหมือนกัน น้ำไหลพรั่ง ๆ ออกจากสายแรงดี ไม่ได้รู้สึกลำบากอะไร แม้จะไม่สะดวกสบายเหมือนบ้านที่ตลิ่งชัน กรุงเทพฯ ก็ตาม   ยิ่งกว่านั้น ค่อนดึกต้องสะดุ้งตื่น เพราะมีเพื่อนมาเยือนบนเพดานฝ้า ตอนแรกก็กลัว ๆ ว่าเสียงอะไรดังตึก ๆ วนไปมาบนหัว เงี่ยหูนอนฟังอยู่เป็นนาน กระทั่งได้ยินเสียงครางอิ๊ดๆ ของหนู แต่เสียงดังตึก ๆ วิ่งวนไปมายังคงดังอีกเป็นเวลานาน สลับกับหยุดกึก คงเป็นแมวมาไล่จับหนู แล้วเล่นจนเพลิดเพลินสมใจ จนกว่าจะตาย ประสาทของผมตื่นแล้ว ทำให้ไม่สามารถข่มตาหลับได้ มาหลับผล็อยด้วยความอ่อนเพลียตอนเช้ามืด แมวป่าที่วิ่งไล่จับหนูบนเพดานฝ้า รู้จากชาวบ้านแถวนั้นในภายหลังว่าเป็นแมวป่าตัวอ้วนพี อาศัยอยู่ในป่าแถวนี้สองตัว แล้วจะเล่าในโอกาสต่อไป “ลุงยูร พ่อให้มาเรียกไปกินข้าว” เด็กชายรุ่น ๆ ชะเง้อคอส่งเสียงเบาๆ ที่ประตูหลังกระต๊อบ “ขอบใจ เดี๋ยวลุงไป” ผมหันไปบอก ผมเก็บของไม่กี่อึดใจ ก็ลงมาจากระต๊อบ วันนี้ผมย้ายมาพักที่กระต๊อบของชาวบ้านที่ไปรับผม เพราะสะดวกกว่าพักที่ไร่ของเพื่อน  ระหว่างที่รอสร้างบ้านหลังน้อยที่จะเริ่มลงหลักปักเสาในวันพรุ่งนี้   Image ตอนไปรับผมที่ท่ารถไฟ เขาไม่กล้าชวนผมมาพักที่กระต๊อบของเขา ชื่อมันก็บอกความหมายในตัวอยู่แล้ว พอผมมาเห็นกระต๊อบในตอนเช้าตรู่ ตอนที่เขาไปรับผมมากินอาหารเช้า ผมก็เลยขอพัก แม้กระต๊อบจะเก่าโกโรโกโส แต่สะดวกหลายอย่าง อยู่ไม่ไกลร้านอาหารและตลาด น้ำไฟก็สะดวก เขายิ้มตอบรับด้วยความยินดี  แล้วพาผมไปขนสัมภาระ เขาบอกว่าเขาสร้างกระต๊อบไว้ให้ญาติที่มาเยี่ยมพัก  กระต๊อบหลังขนาดย่อมยกสูงประมาณหน้าอก  ล้อมฝาขัดแตะ หลังคามุงด้วยใบจาก มีประตูทั้งด้านหน้าและด้านหลัง บานประตูทำด้วยไม้อัด เก่าคร่ำตามกาลเวลา ไม่มีกลอน ใช้เชือกเกี่ยวกับตะปู หน้าต่างมีทั้งสองด้าน ใหญ่โล่งโจ้ง  ไม่มีบานหน้าต่าง พื้นเป็นไม้อัดแผ่นบาง  มีชานยื่นออกไปเป็นท่อนไม้เรียงติด ๆ กัน ผมเดินตรงไปนั่งลงที่โต๊ะไม้ซึ่งตั้งอยู่กลางแจ้ง ทั้งโต๊ะและเก้าอี้  เจ้าของบ้านทำเองด้วยวัสดุจากป่า  ยังเห็นเป็นรูปร่างของท่อนไม้  เพียงแต่ถากไม้บางส่วน  คงเปลือกไม้ไว้ให้ดูเป็นธรรมชาติ “กินข้าวครับพี่”เจ้าของบ้านเชื้อเชิญ ผมยิ้มให้พลางหย่อนก้นลงนั่งบนเก้าอี้ท่อนไม้  มองดูกับข้าวในถ้วยจานบนโต๊ะ  มีปลาทอด น้ำพริกกะปิ ผักติ้ว ชะอม กระถินและผัดตำลึงล้วน ๆ เจ้าของบ้านและเพื่อนเดินมานั่งลงที่เก้าอี้ “ปลาอะไรเหรอ”ผมถามขึ้น เมื่อเห็นปลามีรูปร่างแปลกหลายตัวอยู่ในจาน “ปลาตะกรับ”เขาตอบ “ปลาตะกรับ”ผมทวนคำ “คล้ายปลาปักเป้าเลย” ปลาตะกรับมีรูปร่างแบน ตัวป้อมสั้น เกล็ดเล็ก ครีบหลังยาว  มีจุดสีดำเทากระจายทั่วลำตัวเป็นลายพร้อย “ปลาตะกรับมีทั้งในน้ำจืด น้ำเค็ม  ที่อื่นกิโลละสามสี่ร้อย ที่นี่ปลาถูก ไม่ถึงร้อย” ผมกินไปพลาง ถ่ายรูปอาหารบนโต๊ะไปพลาง เพื่อไปโพสต์ลงเฟสบุ้ค  เป็นอาหารพื้นบ้านที่ทำง่าย ๆ ไม่ต้องปรุงแต่งอะไร  จะเน้นผัก  เป็นผักปลอดสารพิษ ไม่เหมือนอยู่กรุงเทพฯ ซื้อผักที่ตลาดนัดข้างสน.ตลิ่งชัน  ต้องแช่น้ำผสมกับเบ็คกิ้งโซดาทิ้งไว้ 15 นาที แล้วไปล้างหน้าเปล่าอีก 2-3 น้ำ เพื่อชะล้างสารพิษ แต่ไม่หมดร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว โชคดีที่แม้จะเป็นกลางเดือนเมษายน แต่วันนี้อากาศไม่ร้อน มีลมพัดโชยอ่อน ๆ รอบ ๆ บริเวณเต็มไปด้วยต้นไม้แผ่กิ่งก้านร่มครึ้ม ช่วยขับบรรยากาศให้ปลอดโปร่ง สูดอากาศเต็มปอด ด้วยความสดชื่น ต่างจากกรุงเทพฯ สูดแต่มลพิษ เหมือนที่พูดกันว่า หายใจไม่เต็มปอด  ได้แค่ครึ่งปอด ด้านซ้ายอีกฟากหนึ่งเป็นที่ดินว่างเปล่า  ต้นสักทองยืนเรียงราย  ห่างออกไปด้านขวาเป็นป่าหนาทึบทั้งแถบ ตั้งอยู่ในที่ต่ำ  บริเวณนั้นมีห้วยตัดผ่าน  นอกจากต้นไม้ทั่วไปแล้ว ยัง มีต้นสักทองยืนเรียงรายแทบจะเบียดกัน  “ผมแบกไม้สักทองที่ล้มข้ามห้วยมาทิ้งไว้ด้านโน้น”เขาชี้มือไปด้านหลังของผม  เอามาเก็บไว้ เผื่อได้ใช้ประโยชน์ แต่ห้ามเอาออกจากพื้นที่” เสียงไก่ขันดังแว่วมาจากป่าด้านที่มีห้วย เสียงเพราะหูแตกจากที่เคยได้ยินไก่ขัน จึงถามขึ้น “ไก่ที่ไหนมาขันแถวนี้” “ไก่ป่าครับพี่”เขาตอบ ผมหูผึ่งทันทีที่ได้ยินคำตอบ “ที่นี่มีไก่ป่าด้วยเหรอ ไม่ใช่ป่าลึก  ได้ยินแต่ว่าไก่ป่าจะอยู่ในป่าลึก  เดี๋ยวนี้หายากแล้ว” “ที่นี่มีไก่ป่าหลายตัว  ป่าสมบูรณ์ เป็นป่าสงวน  จะออกมาหากิน มาขันหาคู่” “ไม่มีชาวบ้านไปดักไปยิงเหรอ”ผมถามด้วยความสงสัย เขาสั่นหน้า “ไม่มีใครกล้าหรอก  ทางการเขาห้าม เขาอนุรักษ์ไว้  นกเงือกยังมีเลย” “โห มีนกเงือกด้วย เหลือเชื่อเลย ขอไปดูไก่ป่าซักหน่อย ไม่เคยเห็น” เขาอธิบายให้ฟังว่าที่ชาวบ้านไม่กล้าล่าสัตว์ป่า เพราะกรมอุทยานฯ อนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าหายากในเขตป่าสงวน จังหวัดกาญจนบุรีตามพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 เพื่อสัตว์ป่าจะได้ไม่สูญพันธุ์ ผมลุกขึ้น เดินตรงไปแถวป่า  เดินเลาะไปตามทางที่เป็นพื้นดินขรุขระ มีต้นไม้เล็ก ๆ ขึ้นระเกะระกะ  กระทั่งก้าวเท้าไปยืนตรงริมเนินดินที่ลาดต่ำลงไปยังพื้นดินข้างล่างอยู่ลึกลงไป ผมชะเง้อคอพลางสอดส่ายสายตามองออกไปไกล ๆ สายตาก็สะดุดกับไก่ป่า จึงเขม้นมองให้ถนัดตา ไก่ป่าสีสันสวยงามยืนโดดเด่นอยู่ท่ามกลางป่าร่มครึ้ม บางครั้งหันหัวไปมา  เป็นครั้งแรกในชีวิตของผมที่เห็นไก่ป่า สวยมากจริง ๆ มองไกล ๆ เหมือนกับภาพวาดที่มีสีแต่งแต้มหลากสี ยังไงยังงั้น  ผมไม่มีความรู้เรื่องไก่หรอกว่า ไก่ที่มีลักษณะดีเป็นยังไง  จากที่มองดู  นับว่าเป็นไก่ที่งามสง่า โดยเฉพาะตอนโก่งคอขัน ช่างมีท่าทางองอาจ เสียดายที่กล้องในโทรศัพท์มือถือถ่ายไม่ได้ ไกลเกินไป  สักครู่จึงเดินกลับไปนั่งพลางบ่นพึมพำที่ถ่ายรูปไก่ป่าไม่ได้ “ออกมาบ่อย บางครั้งออกมาใกล้บ้านก็มี มันคุ้นกับคน คนไม่ทำอะไรมัน”เจ้าของบ้านเอ่ยขึ้น ผมเห็นด้วยกับการอนุรักษ์สัตว์ป่า นับวันร่อยหรอ เพราะความโลภของคน  สัตว์ป่าบางชนิดแทบจะสูญพันธุ์แล้ว  ไก่ป่าก็หายากแล้ว  คงมีน้อยและมีเพียงบางพื้นที่เท่านั้น เขาออกตัวว่ากระต๊อบอาจจะไม่สะดวกสบาย  แต่ไม่ร้อน เพราะหลังคามุงด้วยใบจาก ทำให้เย็น ผมบอกเขาว่า ผมเป็นคนอยู่ง่ายกินง่าย ไม่อะไรมากมายกับชีวิต แล้วถามว่าไปเอาใบจากมาจากไหน เขาบอกว่าเอามาจากสมุทรปราการ แต่ก่อนมีขึ้นเยอะแยะ ไม่ต้องซื้อ เดี๋ยวนี้หายาก เป็นราคา ก้านหนึ่งบาทกว่า  ตอนค่ำผมให้เขาขับมอเตอร์ไซค์พาไปซื้อเบียร์มาฉลองมิตรภาพกัน  เมียเขาทำกับข้าวและกับแกล้มด้วย  เรา หมายถึงผม เขาและเพื่อน นั่งดื่มเบียร์คุยกันไปด้วยอย่างออกรส  สักพัก  ฝนเริ่มลงเม็ด เราจึงย้ายไปนั่งข้างในบ้าน เป็นกระดานไม้อัดยกพื้นสูงเล็กน้อย ขณะชนแก้วเขาบอกว่า หลังฝนตกหนัก จะได้ยินเสียงอึ่งอ่างร้องกล่อมนอน อึ่งอ่างร้องแบบนี้ ชาวบ้านจะออกไปจับอึ่งอ่างกัน ทอดกรอบเป็นกับแกล้มอร่อยนัก สมควรแก่เวลาคือ ราว 4 ทุ่ม ถือว่าดึกสำหรับชาวบ้าน เบียร์หมดพอดีด้วย ผมเดินกลับไปที่กระต๊อบ เม็ดฝนหล่นถูกตัวเย็นสบาย  แม้ค่อนข้างเมา แต่มือยังเหนี่ยวเสาก้าวขึ้นบันไดได้สบาย  ผมถือคติเสมอมาว่า ต่อให้เมาแค่ไหน ต้องมีสติ ไม่อย่างนั้นนักท่องราตรีในป่าคอนกรีตอย่างผมที่ไม่เคยกลับดึก แต่กลับเช้าคงไปอยู่เมืองสวรรค์นานแล้ว ขณะผมเหนี่ยวเสาขึ้นบันได  ผมอดยิ้มขำไม่ได้ ตามประสาคนมีอารมณ์ขัน คิดแว่บขึ้นมาว่า เสาต้นนี้เป็นเสาวัดใจคนเมาได้เลย ใครเมาแล้ว ขาดสติ อาจจะพลัดตกบันได เจ็บตัว หายเมาเป็นปลิดทิ้ง พอก้าวเข้าไปในกระต๊อบเท่านั้น สายฝนก็พรั่งพรูลงมา ผมนั่งเหยียดขากับพื้นกระดานไม้อัด จิบไวน์ที่เหลือติดกระเป๋าเดินทาง เสียงฝนที่กระทบลงบนหลังคาใบจากดังเสนาะหู การนั่งจิบไวน์ในกระต๊อบขณะฝนตก เป็นค่ำคืนที่สุขใจและได้บรรยากาศมาก ยิ่งกว่านั่งในห้องแอร์ของห้องอาหารในกรุงเทพฯ พักใหญ่ พอฝนซา เสียงอึ่งอ่างร้องระงมแทรกขึ้นมาไม่ไกลนัก  มีเสียงสูงเสียงต่ำประสานกัน  เพราะหูอีกแบบ  หาฟังไม่ได้หรอกในเมืองกรุง  จิบไวน์ไป ฟังเสียงฝนกับเสียงอึ่งอ่างไป วิเศษนัก ธรรมชาติช่างเสกสรรค์และเป็นใจให้กับผมในคืนแห่งความสุขนี้  มันแตกต่างจากเสียงดนตรีในคลับบาร์คาเฟ่อย่างสิ้นเชิง  ผมนึกขึ้นได้ จึงใช้โทรศัพท์มือถืออัดเสียงอึ่งอ่างไว้  แล้วจะส่งไลน์ให้เพื่อน ๆที่กรุงเทพฯ  คืนนั้นผมนอนฟังเสียงดนตรีจากอึ่งอ่างกล่อมนอนหลับสบาย ค่อนดึก ฝน กระหน่ำลงมาราวกับฟ้ารั่ว ละอองฝนปลิวเข้ามาทางหน้าต่าง  ความที่มีอารมณ์สุนทรีย์  ทั้งที่กึ่งหลับกึ่งตื่นและแม้จะถูกละอองฝน  ใจยังนึกถึงเพลง “ฝนตกที่หน้าต่าง”ของเสก โลโซ ที่ได้ฟังในสถานบันเทิงที่กรุงเทพฯเป็นประจำ “วันนี้ฝนตกไหลลงหน้าต่าง คิดถึงฉันบ้างไหมหนอเธอ.....” ตอนดึก แม้ฝนซาแล้ว แต่ลมโกรกเข้ามาทางหน้าต่างจนหนาวเยือก ต้องดึงผ้าห่มผืนบางที่ใช้ปูนอนมาห่มพลางนอนตะแคงขดตัว ซ้ำมีน้ำฝนหยดเปาะแปะลงบนหัว ต้องขยับตัวร่นลงมา แต่คืนนั้นกลับนอนหลับอย่างมีความสุขยิ่งกว่านอนในห้องแอร์ที่บ้านในกรุงเทพฯ เพราะผมตัดสินใจ เลือกมาปักหลักอยู่ชนบทที่อำเภอไทรโยคแห่งนี้แล้ว              
สยามรัฐออนไลน์ |