"ผู้ตรวจการแผ่นดิน" จับมือ "วช. – สกสว. – TDRI" เสริมความร่วมมือวิชาการ แก้ไขความไม่เป็นธรรมแก่ประชาชน
วันที่ 29 กรกฎาคม 2568 ที่ห้องประชุมออดิทอเรียม โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินจัดการประชุมสัมมนาความร่วมมือด้านวิชาการและพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรทางวิชาการระดับประเทศ ได้แก่ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ และเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ไขความเดือดร้อนและความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นกับประชาชน
นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวว่า ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 230 (3) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. 2560 มาตรา 22 (3) ประกอบมาตรา 35 ผู้ตรวจการแผ่นดินมีอำนาจเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีในกรณีที่หน่วยงานของรัฐยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วนตามหมวด 5 “หน้าที่ของรัฐ” ซึ่งครอบคลุม หน้าที่ของรัฐในการยกระดับ ความเป็นอยู่และ คุณภาพชีวิตประชาชน การรับรองสิทธิเสรีภาพเชิงรูปธรรม และการดำเนินงาน ของรัฐเพื่อให้รัฐต้องดำเนินการในเรื่องที่กำหนดให้แก่ประชาชนทุกคนหรือทุกชุมชนอย่างเท่าเทียมเพื่อประโยชน์ของประชาชนทุกกลุ่ม ซึ่งตลอดระยะเวลากว่า 25 ปีที่ผ่านมา สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้รับเรื่องร้องเรียนแล้วกว่า 65,700 เรื่อง และได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องผ่านการไกล่เกลี่ย การแสวงหาข้อเท็จจริง และการเชื่อมประสานระหว่างภาครัฐและประชาชน เพื่อขับเคลื่อนระบบราชการให้ตอบสนองต่อสิทธิและความเป็นธรรมอย่างทั่วถึง
ดังนั้น เพื่อสนับสนุนบทบาทดังกล่าว สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินจึงจัดการประชุมสัมมนาความร่วมมือด้านวิจัยและวิชาการ พร้อมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือความร่วมมือ ร่วมกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)
โดยมีผู้ร่วมลงนามประกอบด้วย พันตำรวจโท กีรป กฤตธีรานนท์ เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการ วช. และดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณในฐานะผู้แทน TDRI นับเป็นการเปิดศักราชใหม่ในการพัฒนาระบบสนับสนุนการปฏิบัติงานของผู้ตรวจการแผ่นดิน ผ่านการสร้างเครือข่ายวิชาการ การแลกเปลี่ยนข้อมูล และการดำเนินงานร่วมกัน โดยมุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจ ความเชื่อมั่น และการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในสังคม
นายทรงศัก สายเชื้อ ผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่สามารถทำงานเพียงลำพังได้ แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญด้านวิจัยและวิชาการ เพื่อร่วมกันเสริมสร้างระบบธรรมาภิบาลที่โปร่งใส ยุติธรรม และเป็นที่พึ่งของประชาชน โดยภายในงานได้รับเกียรติจาก นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นประธานในพิธีและกล่าวปาฐกถาพิเศษถึงแนวทางการขยายความร่วมมือเชิงวิชาการ เพื่อยกระดับคุณภาพของงานตรวจสอบและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน
โดยมีความเชื่อมั่นว่า ความร่วมมือทางวิชาการกับ 3 หน่วยงานในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนงานวิจัยที่มีคุณภาพ เป็นรูปธรรม และสามารถต่อยอดการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุม และยั่งยืน พร้อมทั้งสะท้อนบทบาทของผู้ตรวจการแผ่นดินในฐานะกลไกสำคัญของรัฐในการสร้างสังคมที่มีความเป็นธรรมอย่างแท้จริง
พันตำรวจโท กีรป กฤตธีรานนท์ เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวว่า นอกจากนี้ภายในงานยังมีการบรรยายโดยท่านผู้ตรวจการแผ่นดิน นายทรงศัก สายเชื้อ ในประเด็น “ความสำคัญของความร่วมมือทางวิชาการเพื่อสนับสนุนผู้ตรวจการแผ่นดินในการแก้ไขปัญหาที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรมแก่ประชาชน” พร้อมการเสวนาเชิงวิชาการ หัวข้อ “ทิศทางประเทศไทยกับบทบาทของผู้ตรวจการแผ่นดิน” และไฮไลต์ของงานคือการเสวนาทางวิชาการในหัวข้อ “ทิศทางประเทศไทยกับบทบาทของผู้ตรวจการแผ่นดินในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนและความไม่เป็นธรรมแก่ประชาชน” โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานภาคีเข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ได้แก่ ศ.ดร.คมกฤต เล็กสกุล รองผู้อำนวยการ สกสว. ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ TDRI นางสาวบุษยา ใจสว่าง ที่ปรึกษาวิชาการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นางสาวสตตกมล เกียรติพานิช ผู้อำนวยการกองบริหารทุนวิจัย วช. และนางสาวนารีรัตน์ พันธุ์มณี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยมีนายสิริน ชาวเพ็ชรดี รองเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นผู้ดำเนินรายการ ซึ่งเนื้อหาการเสวนาครอบคลุมทั้งมิติทางสังคม เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม รวมถึงข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการปฏิรูประบบร้องเรียนของประชาชนให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเข้าถึงได้มากขึ้น ซึ่งการเสวนาทางวิชาการภายในงานเน้น 5 กรอบเนื้อหาหลัก ได้แก่
1. ทิศทางประเทศไทย: บริบทใหม่ที่ผู้ตรวจการแผ่นดินกำลังเผชิญ ทั้งด้านสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำ กลุ่มเปราะบาง และความคาดหวังต่อรัฐ เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เทคโนโลยีที่รุกคืบ และปัญหาสิ่งแวดล้อมจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 2. บทบาทเชิงรุกของผู้ตรวจการแผ่นดินในบริบทใหม่ : มุ่งคุ้มครองสิทธิประชาชน รับเรื่องร้องเรียน เสนอแนะแนวนโยบายเชิงระบบ และประสานงานกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิโดยรัฐ 3. อุปสรรคในการดำเนินงาน: ได้แก่ข้อจำกัดด้านอำนาจตามกฎหมาย ความซ้ำซ้อนกับองค์กรอิสระอื่น และความเข้าใจผิดของประชาชนต่อบทบาทและช่องทางร้องเรียน
4. ข้อเสนอเชิงนโยบาย: เสนอให้พัฒนาเครื่องมือสมัยใหม่ เช่น ระบบร้องเรียนออนไลน์ ใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big data)เสนอปรับปรุงกฎหมาย และส่งเสริมการสร้างการรับรู้สาธารณะผ่านการสื่อสารและการศึกษา 5. แนวทางขับเคลื่อนร่วมกัน: จำเป็นต้องสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย ทั้งในระดับวิชาการและสังคม เพื่อเสริมพลังให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเป็น “องค์กรกลาง” ที่มีความเป็นธรรม โปร่งใส และได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอย่างแท้จริง