"น่าน"เดินหน้า Nan Zero Dropout พาเด็กกลับเข้าเรียนหลังพบเด็กนอกระบบกว่า 2,500 รายอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้

สยามรัฐออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า จังหวัดน่านเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “Nan Zero Dropout” อย่างจริงจัง หลังพบข้อมูลชวนสะเทือนใจ เด็กจำนวนมากยังคงหลุดจากระบบการศึกษา บางรายไม่เคยเข้าโรงเรียนเลยแม้แต่วันเดียว โดยเฉพาะในช่วงการศึกษาภาคบังคับ ระดับ ป.1 – ม.3

โดยนายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน พร้อมด้วย นายศิริโชค พิพัฒน์เสฐียรกุล ศึกษาธิการจังหวัดน่าน ให้ความสำคัญกับนโยบาย Thailand Zero Dropout เพื่อให้เด็กและเยาวชนทุกคนเข้าถึงการศึกษาที่เท่าเทียมและยืดหยุ่น โดยร่วมกับภาคีการศึกษาและเครือข่ายสหวิชาชีพ เร่งสำรวจและตามหา “เด็กน่าน” ที่หล่นหายจากระบบการศึกษา ด้วยเป้าหมายสำคัญคือ “พาเด็กกลับมาเรียน”

จากการสำรวจเบื้องต้นโดยใช้ระบบ 7 ขั้นตอนตามแนวทางของ Thailand Zero Dropout พบว่ามีเด็กและเยาวชนกว่า 2,510 ราย ที่ต้องได้รับการช่วยเหลือเข้าสู่ระบบอีกครั้ง จึงได้เข้าสู่การดำเนินงานระยะที่สอง ด้วยมาตรการ 4 ด้าน ได้แก่ ป้องกัน แก้ไข ส่งต่อ และติดตามดูแล โดยอาศัยความร่วมมือของหน่วยงานต่าง ๆ อาทิ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดน่าน สกร.น่าน ศูนย์การศึกษาพิเศษ สพป.น่าน สพม.น่าน รวมถึงหน่วยงานด้านสังคม ภาคประชาสังคม และสื่อมวลชน

เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ในหลายอำเภอ ทั้ง อ.เฉลิมพระเกียรติ อ.ทุ่งช้าง อ.สองแคว อ.บ่อเกลือ และ อ.ปัว เพื่อเยี่ยมบ้านเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบ โดยพบว่า สาเหตุการหลุดจากระบบนั้นมีความซับซ้อน ทั้งจากความยากจน ความไม่เห็นคุณค่าของการศึกษา ปัญหาครอบครัว การเข้าถึงพื้นที่ที่ยากลำบาก รวมถึงปัญหาสุขภาพและความพิการ

ซึ่งหนึ่งในกรณีสะเทือนใจ คือ เด็กหญิงวัย 9 ขวบจากหมู่บ้านปางแก อ.ทุ่งช้าง ที่ไม่เคยได้เรียนหนังสือเลย ทั้งที่บ้านอยู่ใกล้โรงเรียน เหตุเพราะพ่อเสพยา ใช้ความรุนแรงในครอบครัว และข่มขู่ไม่ให้ใครเข้าไปช่วยเหลือ เด็กหญิงต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม แต่ยังคงมีใจรักในการเรียน เธอฝึกเขียนตามแบบจากพี่ชายที่เป็นสามเณร และเฝ้ารอคอยการกลับมาของเพื่อน ๆ ที่ได้ไปโรงเรียน

 

ด้านนางสาวปาลิกา คำวรรณ์ ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาการศึกษา เปิดเผยว่า เด็กที่หลุดจากระบบส่วนหนึ่งต้องการการศึกษาที่ยืดหยุ่น ไม่ใช่สูตรเดียวสำหรับทุกคน บางคนต้องเรียนที่บ้าน บางคนต้องเริ่มจากหลักสูตรพื้นฐาน และหลายกรณีต้องใช้ทั้งความเข้าใจ ความอดทน และการอธิบายถึงสิทธิขั้นพื้นฐานที่เด็กควรได้รับ โดยคณะทำงานยังต้องใช้กฎหมายการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ. 2545 มาตรา 13 และ 15 ซึ่งกำหนดให้ผู้ปกครองต้องส่งเด็กเข้าเรียน และมีโทษปรับหากไม่ปฏิบัติตาม เพื่อให้ผู้ปกครองตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษา

ทั้งนี้ นางสาวปาลิกา กล่าวว่า พวกเราต้องช่วยกัน คือคำยืนยันจากทีมในพื้นที่ ที่เห็นว่าการช่วยให้เด็กกลับมาเรียน ไม่ใช่แค่เรื่องของโรงเรียนหรือภาครัฐ แต่คือภารกิจของสังคมทั้งระบบ การศึกษาคือการคืนอนาคต คืนศักดิ์ศรี และเติมโอกาสให้เด็กได้เติบโตอย่างมีคุณภาพ เพื่อกลับมาสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนในวันข้างหน้า