"โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ" รักษาได้ดีต่อชีวิตอีกไกล
การอบรมหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตนวัตกรรมการจัดการสุขภาพยุคดิจิทัล หรือ HIDA รุ่นที่ 2 ที่โรงแรมชาเทรียม ริเวอร์ไซค์ ยังคงมุ่งเน้นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้เข้าอบรมสามารถนำไปปฏิบัติและดูแลสุขภาพของตนเองให้แข็งแรง รวมทั้งดูแลบุคคลใกล้ชิดให้ปลอดภัยจากโรค และลดการใช้ยา
นายแพทย์อเนก กนกศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กล่าวบรรยายในหัวข้อ “โรคหลอดเลือดหัวใจตีบรักษาได้ดีต่อชีวิตอีกไกล” ว่า โรคหัวใจมีหลายชนิด โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ พบได้บ่อยในผู้ใหญ่ พบได้ทั่วโลก
ทั้งนี้ ภาวะการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ปัจจุบันมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้น โดยประเทศจีนเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาอินเดีย รัสเซีย อเมริกา โดยทั่วโลกเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ 49% ปัจจุบันภาวะไขมันในเลือดเป็นส่วนหนึ่งในการเกิดโรคหลอดเลือดแดงแข็ง มีการสะสมของไขมันในผนังหลอดเลือด หินปูนเกาะตามผนังหลอดเลือด ทำให้เกิดกระบวนการอักเสบ เมื่อเกิดการปริแตก ทำให้มีลิ่มเลือดอุดตัน
ความเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เช่น อายุ เพศ พันธุกรรม และ พฤติกรรม ไขมันในเลือดสูง สูบบุหรี่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน อ้วน พฤติกรรมเนือยนิ่งไม่ออกกำลังกาย และปัจจัยเสี่ยงจาก ฝุ่น PM 2.5 ดังนั้น ประชาชนควรใช้แอพพลิเคชั่นควรใช้ แอพ Thai CV Risk Score สำรวจความเสี่ยงภาวะการเกิดโรคหัวใจในอีก 10 ปีข้างหน้า หากประเมินแล้วว่ามีความเสี่ยงควรเร่งปรับพฤติกรรมเช่น ออกกำลังกาย ลดความอ้วน ลดทานหวานและเค็ม
นายแพทย์อเนก กล่าวต่อว่า จากการศึกษาพบว่า เราสามารถตรวจภาวะการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเพื่อตรวจเชกการตรวจหินปูนที่เกาะอยู่ที่หลอดเลือด ด้วยวิธีการเอ็กซเรย์ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ สามารถตรวจได้แต่มีค่าใช้จ่ายสูง
สำหรับภาวะหัวใจขาดเลือดเรื้อรัง อาการที่บ่งบอกชัดเจน คือ เจ็บหน้าอกข้างซ้ายเมือนมีอะไรมากดทับ มีอาการร้าวที่ คอ บริเวณกามใบหู หัวไหล่ และ แขน รวมถึง ความรุนแรงของการเจ็บหน้าอก วิธีการรักษาผู้ป่วยแพทย์ต้องใช้วิธีการเปิดหลอดเลือดภายในเวลา 2 ชั่วโมง หลังจากเกิดอาการ คนไข้เริ่มมีอาการ โดยมี 3 วิธีการรักษา คือ ให้ยาละลายลิ่มเลือด ทำบอลลูน และ การผ่าตัด
โรคหัวใจกำเริบเฉียบพลัน อันตรายเสี่ยงเสียชีวิต ดังนั้น หากพบผู้ป่วยมีอาการวูบ หมดสติ ต้องรีบทำให้การช่วยเหลือด้วยการปฐมพยาบาล CPR อย่างถูกต้อง หรือ ใช้เครื่อง AED กระตุกหัวใจ โดยเร็วที่สุด ไม่เกิน 4 นาที เพื่อให้อ็อกซิเจนไปเลี้ยงสมองและหัวใจ
สำหรับการประเมินและการวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เช่น ตรวจร่างกายหาปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ตรวจเลือด ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และใช้วิธีการตรวจแบบพิเศษ ตรวจคลื่นยเสียงสะท้อนหัวใจ ตรวจด้วยเครื่องเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ การสวนหัวใจตรวจหลอดเลือดหัวใจ
ส่วนวิธีการรักษาใช้ยา เช่น ยาขยายเส้นเลือด ยาต้านเกร็ดเลือด ยาลดไขมัน ยารักษาภาวะหัวใจล้มเหลว การรักษาภาวะไขมันในเลือดสูง ลดไขมันLDLและใช้วิธีการรักษาด้วยการเปิดหลอดเลือดที่อุดตัน เป็นวิธีการรักษาที่ได้มาตรฐานโดย ใช้สายสวนทางขาหนีบ และทางข้อมือ ฉีดสีใส่ลวดขยายด้วย อย่างไรก็ตาม การรักษาด้วยวิธีทำบอลลูน แต่ต้องกินยารักษาร่วมด้วย
นายแพทย์อเนก กล่าวแนะนำ การควบคุมปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น การควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกิดภาวะโรคอ้วน การสูบบุหรี่ ภาวะไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และการออกกำลังกาย เช่น การเดิน การเต้นแอโรบิก พักผ่อนให้เพียงพอ และรักษาภาวะทางอารมณ์ไม่ให้เกิดความเครียด ขณะเดียวกัน วิธีควบคุมปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด ควรเลิกสูบบุหรี่ เนื่องจาก การสูบบุหรี่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ส่งผลเสียต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ทำให้หัวใจขาดเลือด หลอดเลือดหัวใจตีบ ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ ทำให้เกิดโรคมะเร็งปอด มะเร็งกล่องเสียง ปอดอุดตันเรื้อรัง ทำให้เกิดโรคในช่องปาก มีการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ และ ส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์
แพทย์หญิงสมรรัตน์ จำปาเทศ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชกรรม สาขาอายุรกรรมหัวใจ สถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กล่าวบรรยายในหัวข้อ “เช็คให้ชัวร์สัญญาณอันตรายของโรคหัวใจและการตรวจวินิจฉัย” ว่า หัวใจเป็นอวัยวะที่อ่อนแอต้องมีการดูแล สัญญาณบ่งชี้เตือนการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด เจ็บหน้าอก ใจสั่น เป็นลม เหนื่อยง่าย ขาบวม เดินและปวดขาปวดน่อง โดยแพทย์ใช้การตรวจวินิจฉัย เช่น ซักประวัติ ตรวจร่างกาย โดยใช้วิธีตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เอกซเรย์ปอด การตรวจด้วยวิธีเข้าอุโมงค์เอ็กซเรย์ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ ซีทีสแกน ใช้วิธี CAC ตรวจหาคราบไขมันเก่า การตรวจโดยใช้วิธีอัลตราซาวน์หัวใจ
ทั้งนี้ การเกิดภาวะโรคหัวใจ มีหลายประเภท ภาวะหัวใจล้มเหลว โรคกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรงโรคหลอดเลือดแดงใหญ่ โป่งพอง และ ภาวะหลอดเลือกแดงใหญ่ฉีกขาด ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ มีอาการขาบวม โรคลิ่มเลือดอุดดั้นในหลอดเลือดปอด โรคหลอดเลือดตีบตันที่ขาหัวใจเต้นผิดจังหวะ
โรคหัวใจห้องบนเต้นพลิ้ว พบได้ในกลุ่มอายุ 60 ปี ขึ้นไป เสี่ยงเป็นอัมพาต ปัจจัยเสี่ยงเกิดจาก โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ถุงลมโป่งพอง นอนกรน สูบบุรี่ ดื่มเหล้า ผลวิจัยต่างประเทศ พบว่า ประชาชนที่มีอายุเกิน 55 ปีมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคหัวใจห้องบนเต้นพลิ้ว พบในผู้ชายมากกว่าหญิง และกลุ่มผู้ป่วยที่มีโรคร่วม
โรคหัวใจสลาย หัวใจอ่อนแรง มีสัญญาญบ่งชี้ แน่นหน้าอก เป็นลมหมดสติ เกิดจากภาวะความเครียดทางจิตใจ พบมากในผู้หญิงวัยกลางคน มีโอกาสเป็นซ้ำ วิธีการป้องกัน ออกกำลังกายด้วยการเดินเร็ว 5 วันต่อสัปดาห์ ลดเค็ม ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า
แพทย์หญิงสมรรัตน์ กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด เกิดจาก โรคเบาหวาน โรคไตวายเรื้อรัง ไขมันในเลือดสูง รวมถึง การสูบบุหรี่ และ การดื่มสุรา ดังนั้น ประชาชนที่มีอายุ 35 – 70 ปี ควรใช้ แอพ Thai CV Risk Score สำรวจความเสี่ยงภาวะการเกิดโรคหัวใจในอีก 10 ปีข้างหน้า